การอบรมบรรดาเศาะฮาบะฮฺอัลกิรอม
มัสยิดอัน-นบี
เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม เดินทางถึงมะดีนะฮ์ สิ่งแรกที่ท่านต้องการคือการสร้างมัสยิด เพื่อให้บรรดาเศาะฮาบะฮฺได้ละหมาดร่วมกัน และได้เป็นสถานที่ศึกษาในหลักการศาสนา
ในช่วงนั้น ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม มาหาท่านและกล่าวว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ อัลลอฮฺตะอาลาทรงบัญชาให้ท่านสร้างบ้านหนึ่งจากหินและดินเพื่อพระองค์"
ท่านนบีจึงตั้งใจจะซื้อที่ดินในบริเวณที่อูฐของท่านได้นั่งลงในวันแรกที่เข้ามะดีนะฮ์ เจ้าของที่ดินกล่าวว่า
"โอ้ รอซูลุลลอฮฺ พวกเราไม่หวังสิ่งตอบแทนใดนอกจากจากอัลลอฮฺ เราขอมอบที่ดินนี้แด่ท่านเพื่อพระองค์" อย่างไรก็ตาม ท่านมิได้รับข้อเสนอนั้น และท่านได้ชำระเงินในราคาที่สูงกว่ามูลค่าจริง1
ขณะเตรียมพื้นที่และปรับหน้าดิน ก็ได้มีการตัดก้อนอิฐและขนย้ายหินเพื่อเตรียมก่อสร้าง เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว พวกเขาก็มารวมตัวเพื่อเริ่มวางฐานศิลา
ศิลาแรกถูกวางลงด้วยมือของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จากนั้นท่านกล่าวว่า
"ให้อบูบักรวางหินไว้ถัดจากของฉัน
ให้อุมัรวางหินถัดจากของอบูบักร
ให้อุษมานวางถัดจากของอุมัร
และให้อาลีวางถัดจากของอุษมาน"
เมื่อทุกคนปฏิบัติตามเรียบร้อยแล้ว ท่านก็กล่าวว่า "พวกท่านจงวางหินของตนได้" บรรดาเศาะฮาบะฮฺจึงเริ่มทำการวางหิน บรรดาเศาะฮาบะฮฺ รวมถึงท่านนบี ช่วยกันทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการสร้างมัสยิด ท่านแบกหินและอิฐด้วยตัวเอง ฐานมัสยิดถูกยกสูงประมาณหนึ่งเมตรครึ่งด้วยหิน ส่วนที่เหลือใช้อิฐดินก่อขึ้น
วันหนึ่ง ขณะที่ท่านกำลังแบกอิฐ เศาะฮาบะฮฺคนหนึ่งเข้ามาและกล่าวอย่างสุภาพว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ ขอข้าพเจ้าแบกก้อนอิฐแทนท่านเถิด"
ท่านตอบว่า "ฉันต้องการผลบุญจากงานนี้มากกว่าเจ้า" และแนะนำให้เขาไปช่วยแบกหินแทน
หนึ่งในผู้ที่ทำงานหนักที่สุดในการก่อสร้างมัสยิดคือท่านนบี ท่านช่วยแบกหินก้อนใหญ่และส่งให้ช่างก่อสร้าง ระหว่างนั้นท่านคอยปลุกใจบรรดาเศาะฮาบะฮฺโดยเล่าถึงคุณค่าของงานที่พวกเขากำลังทำ และผลบุญที่อัลลอฮฺจะประทานให้
เศาะฮาบะฮฺต่างทำงานด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยรักและศรัทธา อัมมาร อิบนุ ยาสิร ถึงกับแบกอิฐสองก้อนในคราวเดียว หนึ่งก้อนสำหรับตัวเขา และอีกหนึ่งก้อนสำหรับท่านนบี
เมื่อท่านเห็น ท่านเดินเข้าไปลูบหลังเขาและกล่าวว่า "โอ้บุตรแห่งซุมัยยะห์ เจ้าจะได้รับผลบุญสองเท่า ขณะที่คนอื่นได้เพียงหนึ่งเท่า"
กำแพงมัสยิดแล้วเสร็จในเวลาไม่นาน หลังคาทำจากกิ่งอินทผลัมและผ้าขนสัตว์แบบที่นิยมในอาหรับ ประตูของแต่ละห้องใช้เพียงม่านผ้ากั้นไว้ ห้องจะอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้และทิศเหนือของมัสยิด ประตูห้องส่วนใหญ่จะเปิดเข้าสู่ตัวมัสยิด เพดานของห้องสูงพอให้คนรูปร่างปานกลางยืนได้ มีประตูเชื่อมระหว่างห้องของฟาฏิมะฮฺและอาอิชะฮฺ และมีอีกสองห้องที่สร้างจากอิฐดินติดกับมัสยิดสำหรับท่านนบี ทั้งสองห้องนี้มุงด้วยท่อนไม้และกิ่งของต้นอินทผลัมเช่นเดียวกัน ต่อมาจำนวนห้องได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเก้าห้อง
หลังมัสยิดสร้างเสร็จ ท่านนบีจึงย้ายจากบ้านของคอลิด อิบนุ ซัยด์ ไปอยู่ในบ้านที่สร้างไว้สำหรับท่าน2
โอ้ ท่านรอซูลุลลอฮฺ
สิ่งที่ทำให้หัวใจของผู้รักท่านหลอมละลาย คือความงามของท่าน โอ้ รอซูลุลลอฮฺ
สิ่งที่ทำให้พวกเขาคร่ำครวญยามเช้าและยามค่ำ คือความโหยหาในตัวท่าน โอ้ รอซูลุลลอฮฺ
กลางวันและกลางคืน สิ่งที่ฉันได้มี คือคราบน้ำตา
ไฟแห่งความคิดถึงที่เผาใจฉัน
และสิ่งที่ทำให้น้ำตาไหลซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คือนาทีที่ต้องห่างจากท่าน โอ้ รอซูลุลลอฮฺ
ทางนำจากพระองค์ ที่ผู้บริสุทธิ์ได้รับ3
ความปีติสุขที่บรรดาเอาลิยาอ์สัมผัส4
ความสูงส่งของบรรดาศาสดาทั้งหลาย
ล้วนสะท้อนจากความเป็นสิริมงคลของท่าน โอ้ รอซูลุลลอฮฺ
ขอโปรดเมตตาต่อผู้หลงทางผู้นี้
ฉันคือผู้ผิด ขอท่านเมตตาต่อบาปที่ฉันแบกไว้
การแสดงความเมตตาต่อผู้โดดเดี่ยวและสิ้นหวัง
คือแบบอย่างของท่านเสมอมา โอ้ รอซูลุลลอฮฺ
โอ้ผู้เป็นเครื่องชะฟาอะฮฺแก่บรรดาคนบาป แสงสว่างแห่งสัจธรรม
นาศูฮีย์ขอเป็นบ่าวของท่าน อย่าทอดทิ้งเขาเลย
โปรดแผ่ความเมตตา อย่าผลักไสเขาจากประตูแห่งพระคุณ
เขาคืออุมมะฮฺของท่าน โอ้ รอซูลุลลอฮฺ
– นาศูฮีย์ อุสกูดารี
ลำต้นอินทผลัมคร่ำครวญ
"หากฉันไม่เข้าไปลูบมัน มันคงจะร้องไห้แบบนั้นจนถึงกิยามะฮฺ จากความเศร้าและโหยหาฉัน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ครั้งหนึ่งในมัสยิดอันนะบะวีย์ ณ เมืองมะดีนะฮ์ มีลำต้นของต้นอินทผลัมอยู่ท่อนหนึ่งซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ใช้ค้ำยันขณะกล่าวคุฏบะห์ในวันศุกร์ ท่อนไม้นี้ถูกเรียกว่า "ฮันนานะฮฺ"
ภายหลังมีการสร้างมิมบัรที่มีสามขั้น ท่านนบีจึงขึ้นมิมบัรใหม่เพื่อกล่าวคุฏบะห์ในวันศุกร์หนึ่ง ท่ามกลางบรรดาเศาะฮาบะฮฺที่มารวมตัวกันในมัสยิด
ขณะที่ท่านนบีอยู่บนมิมบัร ท่อนอินทผลัมแห้งที่เคยใช้ค้ำกลับเริ่มร้องเสียงสะอื้น ด้วยเสียงที่ดังจนทุกคนได้ยิน เสียงนั้นคล้ายกับเสียงคร่ำครวญของอูฐที่กำลังท้องแก่ บรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างตกตะลึงและตั้งใจฟังเสียงนั้นด้วยความประหลาดใจ
แต่เสียงนั้นไม่ยอมหยุดลง
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จึงลงจากมิมบัร และเดินไปลูบท่อนไม้นั้นด้วยมือของท่านอย่างอ่อนโยน ในขณะนั้นเอง เสียงร้องก็หยุดลงอย่างสงบ บรรดาเศาะฮาบะฮฺที่เห็นความรักและความผูกพันของท่อนไม้แห้งต่อท่านนบี ต่างก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
เหตุการณ์นี้ อนัส อิบนุ มาลิก รายงานไว้ว่า "แม้แต่มัสยิดก็สั่นสะเทือนจากเสียงร้องของมัน"
ส่วนอิบนุ อบี วะฎาอะฮฺ เล่าว่า "ท่อนอินทผลัมได้แตกออกและขยับจากที่เดิม ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จึงเดินเข้ามาและวางมือลงบนนั้น เสียงสะอื้นจึงสงบลง"
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงอำนาจซึ่งครองการมีอยู่ของฉัน หากฉันไม่เข้าไปลูบมัน มันคงจะร้องไห้แบบนั้นจนถึงกิยามะฮฺ จากความเศร้าและโหยหาฉัน"
ในรายงานหนึ่งเล่าว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺหันไปพูดกับท่อนอินทผลัมแห้งนั้นว่า
"หากเจ้าต้องการ ฉันจะพาเจ้ากลับไปยังสวนที่เคยอยู่ เจ้าจะได้แตกกิ่งและกลับคืนสู่สภาพเดิม หรือหากเจ้าต้องการ ฉันจะปลูกเจ้าไว้ในสวนสวรรค์ เพื่อให้ผู้เป็นมิตรของอัลลอฮฺได้กินผลของเจ้า"
ท่านรอซูลุลลอฮฺฟังเสียงของมัน และได้ยินมันตอบว่า "ขอให้ปลูกฉันไว้ในสวรรค์ เพื่อให้ผู้เป็นมิตรของอัลลอฮฺได้กินผลของฉัน และฉันจะได้อยู่ในสถานที่ที่ไม่มีความแก่ชราและการเน่าเปื่อย"
ผู้ที่อยู่กับท่านนบีในขณะนั้นก็ได้ยินเสียงของท่อนไม้นั้นเช่นกัน จากนั้นท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า
"ฉันจะทำตามที่เจ้าขอ"
แล้วท่านหันไปพูดกับบรรดาเศาะฮาบะฮฺว่า "มันเลือกดารุลบะกออ์ (ดินแดนแห่งนิรันดร์ในอาคิเราะฮฺ) แทนดารุลฟะนาอ์ (โลกที่จบสิ้น)"5
ต่อมาท่อนไม้อินทผลัมนั้นถูกฝังตามคำสั่งของท่านนบี
ครอบครัวของพวกเขาเดินทางมาถึงมะดีนะฮ์
เมื่อท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม และอบูบักรอพยพจากมักกะฮฺ พวกท่านได้ทิ้งลูกหลานไว้ที่นั่น
ตามรายงานในหะดีษของอิมามอัลบุคอรีย์ ท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺเคยกล่าวกับฉันว่า
"โอ้อาอิชะฮฺ ฉันเห็นเจ้าถึงสองครั้งในความฝัน ฉันเห็นรูปเจ้าถูกปักไว้บนผ้าไหมสีเขียว และมีเสียงบอกฉันว่า 'เจ้าของภาพนี้คือภรรยาในอนาคตของท่าน'"
หลังจากนั้นหนึ่งปี (หลังจากท่านหญิงคอดีญะฮฺเสียชีวิต) ท่านรอซูลุลลอฮฺได้หมั้นกับท่านหญิงอาอิชะฮฺในขณะที่ยังอยู่ที่มักกะฮฺ แต่ยังมิได้แต่งงานกัน
ท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า "เมื่อท่านนบีอพยพไปยังมะดีนะฮ์ ท่านได้ทิ้งเราไว้ที่มักกะฮฺ หลังจากท่านเดินทางถึงมะดีนะฮ์แล้ว ท่านได้ส่งซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮฺ ซึ่งเคยเป็นทาสที่ท่านปลดปล่อยแล้ว กับอบูรอฟิอฺ พร้อมอูฐสองตัวและเงินห้าร้อยดิรฮัม เพื่อใช้ซื้อของที่จำเป็น"
พ่อของฉันส่งอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุรอยกิฏฺ ไปกับพวกเขาด้วย พร้อมอูฐอีกสองหรือสามตัว และจดหมายสั่งให้พี่ชายฉันส่งแม่ของฉัน ตัวฉัน และพี่สาวชื่ออัสมาอ์ เดินทางด้วยอูฐเหล่านั้น
ฉัน แม่ของฉันอุมมุรูมาน ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ และอุมมุกุลษูม บุตรสาวของท่านนบี ภรรยาของท่านนบีชื่อเซาดะฮฺ อุซามะฮฺ และแม่ของเขาอุมมุอัยมาน ได้เดินทางร่วมกันทั้งหมด
เมื่อเรามาถึงตำบลกุบัยด์ ซัยด์ได้ซื้ออูฐเพิ่มอีกสามตัวด้วยเงินห้าร้อยดิรฮัม ฏอลละฮ์ อิบนุ อุบัยดิลลาฮฺ ก็ได้ร่วมคาราวานกับเราด้วย
เมื่อเรามาถึงบริเวณที่เรียกว่า "บัยด์" ใกล้มินา อูฐของฉันเกิดวิ่งหนี ฉันอยู่บนเกี้ยวที่ผูกกับหลังอูฐ และแม่ของฉันอยู่ข้าง ๆ เธอตกใจและร้องว่า "โอ้ ลูกสาวของฉัน เจ้าสาวที่น่าสงสารเอ๋ย"
อัลลอฮฺตะอาลาทรงประทานความสงบแก่อูฐ และช่วยพวกเราไว้ ในที่สุด เราก็เดินทางถึงมะดีนะฮ์ ฉันลงจากอูฐพร้อมกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัว พวกเราทั้งหมดมาถึงหน้าบ้านของท่านนบีและลงพักที่นั่น
หลังจากนั้น ฉันได้พักอยู่ที่บ้านของพ่อคือท่านอบูบักรสักระยะหนึ่ง และพิธีแต่งงานของฉันกับท่านนบีก็เกิดขึ้นหลังจากสงครามบัดรฺ
เสียงแห่งการศรัทธา สุขแท้คือผู้ที่ชีวิตเต็มไปด้วยอัลกุรอาน
เมื่อได้ยินเสียงอะซานหรืออิกอมะฮฺ
หัวใจของเขาก็เต็มไปด้วยอีมาน
อะซานอัลมุฮัมมะดีย์
หลังจากมัสยิดอัน-นบีถูกสร้างขึ้น ขณะนั้นยังไม่มีวิธีการแจ้งเวลาในการละหมาด และยังไม่มีการเชิญชวนชาวมุสลิมให้มาร่วมละหมาดที่มัสยิด ณ เวลาละหมาดได้อย่างเป็นระบบ ช่วงแรกจะมีเพียงการกล่าวว่า "อัศศะลาตุ ญามิอะฮฺ" แปลว่า "ขอให้รวมตัวกันเพื่อละหมาด"
วันหนึ่ง ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้ปรึกษากับบรรดาเศาะฮาบะฮฺว่า ควรมีวิธีการอย่างไรในการเรียกชาวมุอ์มินให้มาละหมาด บางคนเสนอว่าให้ตีระฆังเหมือนกับชาวคริสต์ บ้างก็เสนอให้เป่าสังข์แบบชาวยิว คนอื่น ๆ เสนอให้จุดไฟขึ้นสูงเพื่อเป็นสัญญาณ ท่านรอซูลุลลอฮฺไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอเหล่านั้น6
จากนั้น อับดุลลอฮฺ อิบนุ ซัยด์ อิบนุ ซะอ์ลาบะฮฺ และอุมัร เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้ฝันเห็นการอะซานในลักษณะที่เหมือนกัน อับดุลลอฮฺเดินทางไปหาท่านนบีและเล่าความฝันของตนว่า
"ข้าพเจ้าเห็นชายผู้หนึ่งใส่เสื้อผ้าสีเขียว มือถือระฆัง ข้าพเจ้าถามว่า 'ท่านจะขายระฆังนี้ให้ฉันหรือไม่' เขาถามว่า 'เจ้าจะเอาไปทำอะไร' ข้าพเจ้าตอบว่า 'จะใช้ตีเพื่อบอกเวลาละหมาด' เขาจึงกล่าวว่า 'ให้ฉันสอนสิ่งที่ดียิ่งกว่านั้นแก่เจ้าเถิด' แล้วเขาก็หันหน้าไปทางกิบละฮฺ และเริ่มกล่าวว่า 'อัลลอฮฺอักบัร อัลลอฮฺอักบัร...' จนจบ"
จากนั้นเขาพูดว่า "เมื่อถึงเวลาละหมาด… และเขาขานอะซานซ้ำอีกครั้งจนจบ และต่อด้วยคำว่า 'ก็อด กอมะติศซอลาตุ'"
"เมื่อพวกเจ้าเรียกร้องให้มาละหมาดด้วยเสียงอะซาน พวกเขากลับล้อเลียนและทำเป็นเล่น เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มชนที่ไม่เข้าใจ" ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮฺ อายะฮ์ 58
ได้ฟังดังนั้น ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
"ความฝันนี้เป็นเรื่องจริง จงสอนถ้อยคำนี้แก่บิลาล ให้เขาเป็นผู้ขานอะซานเถิด"
คำเรียกนี้จึงถูกตั้งชื่อว่า "อะซาน"7
ท่านบิลาล เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้ขึ้นไปบนหลังคาสูงใกล้มัสยิดอันนบีและขานอะซานด้วยถ้อยคำที่ได้รับการสอน
เมื่อท่านอุมัรได้ยินอะซาน ก็รีบมาหาท่านนบี และกล่าวว่า
"คำที่บิลาลขานนั้นตรงกับที่ข้าพเจ้าเห็นในความฝัน"
ในคืนนั้น บรรดาเศาะฮาบะฮฺบางคนก็ฝันเห็นเช่นเดียวกัน และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น อายะฮฺที่ 9 ของซูเราะฮฺอัลญุมุอะฮฺก็ถูกประทานลงมา เพื่อรับรองการเรียกด้วยเสียงอะซานด้วยวะฮีย์
วันหนึ่ง ในเวลาฟะญัร ท่านบิลาล อัลฮะบะชี ได้ขานว่า
"อัศซอลาตุ ค็อยรุน มินันเนาวฺม"8 (การละหมาดดีกว่าการนอน) สองครั้งที่หน้าบ้านของท่านนบี
ท่านรอซูลุลลอฮฺฟังแล้วรู้สึกพอใจ จึงกล่าวว่า
"บิลาล นี่คือถ้อยคำที่งดงาม จงขานถ้อยคำนี้ไว้ในการอะซานยามเช้า"
ตั้งแต่นั้นมา ประโยคนี้จึงถูกใส่ไว้ในอะซานฟะญัร (รุ่งเช้า) จนถึงปัจจุบัน
เสียงของท่านบิลาล อัลฮะบะชี ผู้เป็นมุอัซซินประจำมัสยิดอันนะบะวีย์จนถึงวาระสุดท้ายของท่านนบี เป็นเสียงที่ไพเราะ เข้าถึง และทรงพลังอย่างยิ่ง เมื่อเขาขานอะซาน ผู้คนจะสดับรับฟังด้วยความเคารพและความซาบซึ้ง หลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาโดยไม่รู้ตัว
บรรดาผู้ตั้งภาคีและชาวยิวบางกลุ่มในมะดีนะฮ์มองว่าการขานอะซานของบรรดาเศาะฮาบะฮฺเป็นเรื่องแปลก และถึงกับล้อเลียนหรือหัวเราะเยาะในขณะที่อะซานถูกขับขาน
อัลลอฮฺตะอาลาจึงประทานอายะฮฺหนึ่งลงมาในอัลกุรอาน โดยมีความหมายว่า
"เมื่อพวกเจ้าเรียกร้องให้มาละหมาดด้วยเสียงอะซาน พวกเขากลับล้อเลียนและทำเป็นเล่น เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มชนที่ไม่เข้าใจ"9
มุอัซซินได้ขานออกมา แล้วกล่าวว่าก็อฎ กอมะติสเศาะลาตุ
เขาหันหน้าไปทางกะอฺบะฮฺ แล้วตั้งเจตนาที่บริสุทธิ์
เมื่อผู้มีอีมานได้ยิน พวกเขาฟังด้วยความเคารพในหัวใจ
แล้วพวกเขาก็ยืนละหมาด เป็นการรับใช้พระผู้อภิบาลของตน
อัศฮาบ อัซ-ซุฟฟะฮฺ
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้สร้างกำบังขึ้นด้วยกิ่งอินทผลัมบริเวณผนังทางทิศเหนือของมัสยิดอันนะบะวีย์ และได้สั่งให้บรรดาเศาะฮาบะฮฺที่อพยพมาจากมักกะฮฺที่ยังไม่มีทรัพย์สินและยังมิได้แต่งงาน ให้พำนักอยู่ที่นั่น10 บรรดาเศาะฮาบะฮฺที่ยังโสดกลุ่มนี้ รวมถึงบรรดาผู้ยากไร้จากหมู่ชาวอันศอรและมุฮาญิรีน ได้อาศัยอยู่ภายใต้ศาลาใหญ่ซึ่งเรียกว่า ซุฟฟะฮฺ อยู่ติดกับมัสยิดอันนะบะวีย์ก่อนหน้านี้ พวกเขาใช้เวลาไปกับการเรียนรู้ และถ่ายทอดความรู้
จำนวนของพวกเขาเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บางครั้งมีเพียงสิบคน บางครั้งมากถึงสี่ร้อยคน โดยเฉลี่ยแล้วมักจะมีอยู่ประมาณเจ็ดสิบคน
บรรดาเศาะฮาบะฮฺเหล่านี้ไม่เคยห่างจากท่านนบี พวกเขาร่วมวงสนทนา ฟังคำสอน และใช้เวลาอ่านอัลกุรอาน ท่องจำหะดีษ ศึกษาศาสนา รวมถึงถือศีลอดบ่อยครั้ง และไม่เคยละทิ้งการอิบาดะฮฺ
เมื่อใครในหมู่พวกเขาได้รับการอบรมจนมีความรู้เพียงพอ ท่านนบีจะส่งพวกเขาไปยังชนเผ่าที่เพิ่งเข้ารับอิสลาม เพื่อสอนหลักการศาสนาและถ่ายทอดความรู้
พวกเขาคือกองทัพแห่งปัญญาอันเปี่ยมด้วยคุณธรรม ท่านนบีรักพวกเขามาก ท่านมักนั่งร่วมวง สนทนา และรับประทานอาหารร่วมกับพวกเขา พวกเขาจึงได้รับสมญานามว่า อัศฮาบ อัซ-ซุฟฟะฮฺ
วันหนึ่ง ท่านนบีมองดูบรรดาอัศฮาบ อัซ-ซุฟฟะฮฺ แล้วสังเกตเห็นความยากจนของพวกเขา แม้ในภาวะเช่นนั้น พวกเขายังมีหัวใจที่สงบและเปล่งประกายด้วยศรัทธา ท่านนบีรู้สึกเมตตาและกล่าวว่า
"โอ้ อัศฮาบ อัซ-ซุฟฟะฮฺ จงมีความยินดีเถิด หากมีใครในอุมมะฮฺของฉันยังคงพอใจในชีวิตที่ลำบากเช่นพวกท่าน เขาย่อมเป็นมิตรแท้ของฉัน"
ท่านนบีให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มอัศฮาบเหล่านี้เป็นอันดับแรก กระทั่งก่อนครอบครัวของท่านเสียอีก
อบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้เล่าไว้ว่า
"ข้าพเจ้าขอสาบานต่ออัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ ว่าหลายครั้งที่ข้าพเจ้าต้องนอนแนบหน้าท้องกับพื้นเพราะความหิว และบางครั้งก็ใช้หินกดไว้ที่ท้องเพื่อทุเลาความหิว วันหนึ่ง ข้าพเจ้านั่งอยู่ข้างทางที่ท่านนบีเดินผ่านไปยังมัสยิด
ทันใดนั้น ท่านผู้เป็นอัญมณีแห่งโลกนี้และโลกหน้า ผู้ถูกส่งมาเป็นความเมตตาแก่สากลโลก เดินมาหาด้วยใบหน้าเปล่งประกายด้วยนูร และเมื่อท่านเห็นข้าพเจ้า ท่านก็ยิ้มและกล่าวว่า 'โอ้ อบู ฮุร็อยเราะฮฺ'
ข้าพเจ้ากล่าวตอบว่า 'ขอสละชีวิตของข้าพเจ้าแก่ท่านเถิด ท่านรอซูลุลลอฮฺ โปรดแจ้งความประสงค์ของท่าน'
ท่านกล่าวว่า 'จงตามฉันมา'
ข้าพเจ้าจึงตามท่านไป ท่านพาเข้าไปในบ้านอันเปี่ยมด้วยความจำเริญ ซึ่งในนั้นมีแก้วบรรจุนมอยู่หนึ่งใบ
ท่านกล่าวว่า 'ไปเรียกคนจากอัศฮาบ อัซ-ซุฟฟะฮฺมาเถิด'
ระหว่างทาง ข้าพเจ้าคิดในใจว่า "นมเพียงแก้วเดียวจะพอสำหรับทุกคนหรือ แล้วจะเหลือให้ฉันไหม"
แม้จะคิดเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็ไปเชิญพวกเขา พวกเรากลับมายังบ้านแห่งความจำเริญหลังนั้น ขออนุญาต และเข้าไปนั่งเรียบร้อย
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า 'โอ้ อบู ฮุร็อยเราะฮฺ จงยกถ้วยนมนี้แจกให้พวกเขาทีละคนเถิด'
ข้าพเจ้าจึงทำตาม เมื่อแต่ละคนดื่มจนพอใจ ก็คืนถ้วยกลับมาให้ข้าพเจ้า และทุกครั้งที่ได้รับถ้วยคืนมา นมยังคงเต็มเหมือนเดิม
ข้าพเจ้าจึงแจกนมให้ทุกคนจนครบ และทุกคนก็ดื่มจนพอใจ
จากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ก็ยิ้มให้ข้าพเจ้า และกล่าวว่า 'โอ้ อบู ฮุร็อยเราะฮฺ ตอนนี้เหลือแค่เราสองคน จงนั่งลงและดื่มเถิด'
ข้าพเจ้าจึงนั่งลงและดื่ม ท่านกล่าวว่า 'ดื่มอีก' ข้าพเจ้าก็ดื่ม ท่านกล่าวอีก 'ดื่มอีก' ข้าพเจ้าก็ดื่มอีก จนสุดท้ายข้าพเจ้ากล่าวว่า 'ขอพ่อแม่ของข้าพเจ้าอุทิศตนแด่ท่านเถิด โอ้ รอซูลุลลอฮฺ ข้าพเจ้าดื่มต่อไม่ไหวแล้ว ขอสาบานต่ออัลลอฮฺผู้ทรงส่งท่านมาด้วยศาสนาที่เที่ยงตรง ข้าพเจ้าอิ่มแล้วจริง ๆ'
ท่านนบีจึงกล่าวว่า 'ถ้าอย่างนั้นจงส่งถ้วยให้ฉันเถิด'
ข้าพเจ้าจึงส่งถ้วยให้ท่าน ท่านกล่าวสดุดีและสรรเสริญอัลลอฮฺ แล้วอ่านบัสมะละฮฺ จากนั้นจึงดื่มนม
ชาวอันศอรในมะดีนะฮ์มีความรักในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนต่อบรรดาเศาะฮาบะฮฺจากซุฟฟะฮฺ ผู้ที่ไม่เคยพลาดการร่วมนั่งสนทนาธรรมใด ๆ ของท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม และมุ่งมั่นในการเรียนรู้ศาสนาอย่างเต็มที่
วันหนึ่งในขณะพลบค่ำ เศาะฮาบะฮฺผู้ที่กำลังหิวโหยและเหน็ดเหนื่อยท่านหนึ่งจากกลุ่มซุฟฟะฮฺ ได้เข้ามาหาท่านนบี และเอ่ยถึงสถานการณ์ของตน
ท่านนบีจึงถามสมาชิกในครอบครัวว่า "มีอะไรในบ้านที่สามารถให้เขาได้กินบ้างไหม"
พวกเขาตอบว่า "ตอนนี้ มีเพียงน้ำเปล่าเท่านั้น เราไม่มีอาหารเลย"
ท่านนบีจึงกล่าวกับบรรดาเศาะฮาบะฮฺที่อยู่ ณ ที่นั้นว่า "ใครจะรับอาสาเลี้ยงดูแขกผู้หิวโหยคนนี้บ้าง"
ทันใดนั้น ชาวมะดีนะฮ์คนหนึ่งในหมู่เศาะฮาบะฮฺอัลกิรอมก็ลุกขึ้นก่อนใคร และกล่าวว่า
"ขอบิดามารดาของข้าพเจ้าได้สละชีวิตแก่ท่านเถิด โอ้ รอซูลุลลอฮฺ ข้าพเจ้าจะรับดูแลเขาเอง"
"โอ้ อัศฮาบ อัซ-ซุฟฟะฮฺ จงมีความยินดีเถิด หากมีใครในอุมมะฮฺของฉันยังคงพอใจในชีวิตที่ลำบากเช่นพวกท่าน เขาย่อมเป็นมิตรแท้ของฉัน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
เขาจึงพาแขกท่านนั้นกลับบ้าน และกล่าวกับภรรยาว่า "้เจ้าจงเตรียมการเพื่อรับรองแขกของท่านรอซูลุลลอฮฺเถิด"
ภรรยาตอบว่า "ในตอนนี้เรามีเพียงอาหารของลูก ๆ เท่านั้นเอง"
เขากล่าวว่า "จงให้ลูก ๆ เข้านอนก่อน แล้วนำอาหารมา"
จากนั้นเขานำอาหารจำนวนน้อยนิดที่เพียงพอสำหรับคนเพียงคนเดียว และพาแขกเข้าไปที่โต๊ะอาหาร แล้วเชิญแขกให้เริ่มรับประทาน
ระหว่างพวกเขานั่งด้วยกัน เขาทำทีลุกขึ้นราวกับจะปรับแสงไฟจากตะเกียง แล้วเขาได้ดับไฟลง และกลับมานั่งในความมืด แสร้งทำเป็นกินอาหาร และปล่อยให้แขกกินจนอิ่มโดยไม่รู้ตัวว่าเจ้าของบ้านมิได้แตะอาหารเลย
หลังจากแขกอิ่มแล้ว เขาเก็บโต๊ะ และในคืนนั้นเขากับภรรยาและลูก ๆ ต่างเข้านอนทั้งที่ท้องหิว
รุ่งเช้า เขาและแขกท่านนั้นได้ไปพบกับท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม
ท่านนบีกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า "อัลลอฮฺตะอาลาทรงพอใจในการกระทำของท่านเมื่อคืนนี้"
ต่อมา อัลลอฮฺตะอาลาทรงประทาน อายะฮฺที่ 9 ของซูเราะฮฺอัลหัชรฺ ลงมา เพื่อเป็นเกียรติแก่การเสียสละของพวกเขา โดยมีความหมายว่า
"และพวกเขา (อันศอร) ให้ความสำคัญต่อ (มุฮาญิรีน) เหนือตัวของพวกเขาเอง แม้ในขณะที่ตนเองขัดสน"
วรรคทอง
ไม่ว่าอย่างไร... การพูดถึงมิตรภาพ ก็หอมหวานเสมอ
ซุฮบะฮฺจากสุลต่านแห่งหัวใจ
เพื่ออบรมและหล่อหลอมจิตใจของบรรดาเศาะฮาบะฮฺอัลกิรอม ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้จัดวงซุฮบะฮฺขึ้นในมัสยิดอันนะบะวีย์อยู่เสมอ และถ่ายทอด ฟัยฎฺ (แสงแห่งทางนำ) และ บะรอกะฮฺ ที่อัลลอฮฺประทานแก่ท่านลงสู่หัวใจของผู้ฟัง ผู้ที่ได้รับเกียรติได้ร่วมวงซุฮบะฮฺกับท่านนบีจะสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งภายในใจตั้งแต่ครั้งแรก และได้รับ มะอฺริฟะฮฺ (ความรู้ลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ) อันสูงส่ง
ด้วยความโปรดปรานจากซุฮบะฮฺเหล่านี้ บรรดาเศาะฮาบะฮฺจึงรักพี่น้องศรัทธาร่วมทางของตนด้วยใจจริงโดยเฉพาะท่านนบี พวกเขารักท่านเหนือสิ่งอื่นใด อัลลอฮฺตะอาลาทรงสรรเสริญพวกเขาในหลายโองการในอัลกุรอาน พวกเขาเปี่ยมด้วยความเคารพในวงสนทนาของท่านนบี แทบไม่กล้าขยับตัวราวกับว่านกกำลังเกาะบนศีรษะ ด้วยคุณลักษณะเช่นนี้ บรรดาเศาะฮาบะฮฺจึงเป็นผู้ที่ประเสริฐที่สุดรองจากบรรดานบีและมลาอิกะฮฺผู้ยิ่งใหญ่
ท่านนบีจะอธิบายรายละเอียดของศาสนาอย่างลึกซึ้ง ทั้งหลักศรัทธาและการปฏิบัติ เช่น หลักศรัทธา การละหมาด การถือศีลอด การประกอบฮัจญ์ การจ่ายซะกาต การตีความอายะฮฺของอัลกุรอาน สิ่งที่ฮะรอมและฮะลาล ในเรื่องอาหาร เครื่องแต่งกาย นัสร์ (การบนบาน)11 การชดใช้ การค้าขาย มารยาทในการกิน การพูด การใช้ชีวิต รวมถึงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการสมรส มรดก การดำเนินคดี กฎหมายด้านการสงคราม และสุขภาพ
ท่านมักจะสอนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และจะย้ำประเด็นสำคัญถึงสามครั้ง12 สำหรับในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสตรี ท่านจะให้ความรู้ผ่านทางภรรยาของท่าน
หะดีษญิบรีล
หนึ่งในอัศฮาบผู้กล้าหาญ ท่านเป็นผู้นำของมุสลิม และเป็นผู้พูดความจริงเสมอ นั่นคือท่านอุมัร อิบนุ ค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ท่านได้เล่าว่า
"ในวันหนึ่ง บรรดาเศาะฮาบะฮฺอัลกิรอมบางคนจากพวกเรากำลังนั่งอยู่ในที่ของท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ทั้งอยู่ใกล้ชิดและรับใช้ท่าน
วันนั้น... ชั่วโมงนั้น… ช่างเป็นวันที่สง่างาม ล้ำค่า และพิเศษอย่างแท้จริง
ในวันนั้น พวกเราได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่คือการได้เข้าร่วมในวงซุฮบะฮฺของท่านรอซูลุลลอฮฺ ได้อยู่เคียงข้างท่าน ได้เห็นใบหน้าอันงดงามของท่าน ใบหน้าที่เป็นเสมือนโภชนาการของจิตวิญญาณ และความเบิกบานของหัวใจ"
"โอ้อุมัร! ท่านรู้ไหมว่าชายผู้ที่มาถามคำถามเหล่านั้นคือใคร แท้จริงเขาคือญิบรีล เขามาเพื่อสอนศาสนาแก่พวกท่าน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
(เพื่ออธิบายถึงเกียรติและคุณค่าของวันนั้น ท่านอุมัรใช้คำว่า "ช่างเป็นวันที่…" เพราะจะมีเวลาใดในโลกนี้ที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าวันที่เราได้เห็นท่านญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ปรากฏในรูปของมนุษย์ ได้ยินเสียงของท่าน
และได้ฟังถ้อยคำแห่งทางนำที่มนุษย์ต้องการ จากริมฝีปากอันจำเริญของท่านรอซูลุลลอฮฺ อย่างชัดเจน งดงาม และเต็มไปด้วยความเมตตาเช่นนั้นอีก)
ขณะนั้น มีชายคนหนึ่งเดินมาหาเรา เขางดงามราวกับดวงจันทร์กำลังขึ้น เสื้อผ้าของเขาขาวสะอาด ผมดำสนิท เขาไม่มีร่องรอยของการเดินทาง เช่น ฝุ่น เหงื่อ หรือความเหนื่อยล้า ไม่มีใครในหมู่พวกเรารู้จักเขาเลย เขานั่งลงตรงหน้าท่านรอซูลุลลอฮฺ ให้เข่าของเขาเข้าชิดเข่าของท่าน พร้อมทั้งวางมือลงบนเข่าของท่านรอซูล
(ชายคนนั้นคือ ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ที่มาในรูปของมนุษย์ และท่านแสดงท่าทางเช่นนั้นเพื่อเป็นการสอนมารยาทในการเรียนศาสนา ว่าไม่ควรเขินอายหรือลังเลที่จะถามผู้สอน เพราะการเรียนศาสนาเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ)
ชายผู้นั้นกล่าวว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ โปรดบอกฉันเกี่ยวกับอิสลามและการเป็นมุสลิมเถิด"
ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า "เสาหลักแรกของอิสลามคือ การกล่าวคำปฏิญาณว่า (คือการกล่าวว่า "อัชฺฮะดู อัน ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะอัชฺฮะดู อันนะ มุฮัมมะดัน อับดุฮู วะเราะซูลุฮฺ" ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรได้รับการเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ และฉันขอปฏิญาณว่า มุฮัมมัดเป็นบ่าวและรอซูลของพระองค์ ซึ่งหมายความว่า ผู้มีสติและบรรลุนิติภาวะ ต้องมีศรัทธาอย่างเต็มหัวใจว่า พระเจ้าเพียงหนึ่งเดียวคืออัลลอฮฺ พระองค์คือ วาญิบ อัล วุญูด ผู้ทรงมีอยู่ด้วยพระองค์เอง ปราศจากข้อบกพร่องทั้งปวง
และต้องเชื่อมั่นว่า บุคคลอันสูงส่ง ผู้มีผิวสี ขาวอมแดงดั่งกุหลาบ ใบหน้าเปล่งประกาย ดวงตาและคิ้วสีดำ หน้าผากกว้าง เป็นผู้มีอุปนิสัยดีงาม พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดั่งรัศมีที่ไม่มีเงาปรากฎ และได้รับการเรียกว่าเป็น 'ชาวอาหรับ' เนื่องจากท่านได้ถือกำเนิด ณ เมืองมักกะฮฺในคาบสมุทรอาหรับ เป็นบุตรของอับดุลลอฮฺ จากวงศ์ฮาชิม และมีนามว่า 'มุฮัมมัด' ผู้เป็นบ่าวของอัลลอฮฺตะอาลา และเป็นศาสนทูตของพระองค์"
และท่านนบียังกล่าวต่อว่า "การละหมาดเมื่อถึงเวลา การจ่ายซะกาตจากทรัพย์สินของตน การถือศีลอดครบทุกวันในเดือนเราะมะฎอน และสำหรับผู้ที่มีความสามารถ ให้ไปประกอบพิธีฮัจญ์หนึ่งครั้งในชีวิต"
เมื่อชายผู้นั้นได้ยินคำตอบเหล่านี้จากท่านรอซูลุลลอฮฺ เขากล่าวว่า "ท่านพูดถูกต้องแล้ว โอ้ รอซูลุลลอฮฺ" พวกเราที่นั่งฟังต่างรู้สึกแปลกใจต่อพฤติกรรมของชายคนนี้ ที่ทั้งเป็นผู้ถามคำถาม แล้วก็ยืนยันคำตอบเองด้วย เขาถามต่อไปว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ แล้วอีมานคืออะไร"
(ในหะดีษนี้ เราไม่ควรตีความคำว่า อีมาน แค่ในเชิงภาษา เพราะแม้ชาวอาหรับทั่วไปก็เข้าใจว่าหมายถึงการยืนยันและเชื่อมั่น แต่ที่ญิบรีลถามนั้น คือการถามถึงความหมายของอีมานในอิสลาม เพื่อให้ท่านนบีอธิบายแก่บรรดาเศาะฮาบะฮฺอย่างชัดเจน)
ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า "อีมานคือการศรัทธาในหกประการ นั่นคือ
การศรัทธาในอัลลอฮฺ
ในการมีอยู่ของมะลาอิกะฮฺ
ในคัมภีร์ทั้งหลายของพระองค์
ในบรรดานบี
ในวันกิยามะฮฺ (วันแห่งการตัดสิน)
และในกอฎัร (การกำหนดของอัลลอฮฺ) ว่าทั้งความดีและความชั่ว มาจากอัลลอฮฺตะอาลา"
ชายผู้นั้นจึงกล่าวอีกครั้งว่า "ท่านพูดถูกต้องแล้ว" และยืนยันคำตอบของท่านนบีอีกครั้ง
ชายคนนั้นถามต่อว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ แล้วอิหฺซานคืออะไรหรือ"
ท่านนบีจึงกล่าวว่า "อิหฺซานคือ การเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ เสมือนว่าเจ้ากำลังมองเห็นพระองค์
แม้ว่าเจ้าจะมองไม่เห็นพระองค์ แต่จงรู้เถิดว่า พระองค์นั้นมองเห็นเจ้าอย่างแน่นอน"
ชายผู้นั้นถามอีกว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ โปรดบอกฉันเกี่ยวกับวันกิยามะฮฺเถิด"
ท่านรอซูลุลลอฮฺตอบว่า "สำหรับประเด็นนี้ ผู้ที่ถูกถามมิได้รู้ไปมากกว่าผู้ที่ถามเลย"
ชายผู้นั้นจึงกล่าวว่า "เช่นนั้นแล้ว ขอให้ท่านบอกฉันถึงสัญญาณของมันเถิด"
ท่านนบีจึงกล่าวว่า "เมื่อหญิงรับใช้ให้กำเนิดเจ้านายของตน และเมื่อเจ้าจะเห็นคนเลี้ยงแกะที่ยากจน ไม่มีรองเท้าและเสื้อผ้าสวมใส่ (ร่ำรวยขึ้น) ทำการแข่งขันกันสร้างตึกสูงเสียดฟ้า"
จากนั้นชายผู้นั้นก็ลุกจากไป ท่านรอซูลุลลอฮฺหันมาหาท่านอุมัรและถามว่า "โอ้ อุมัร เจ้ารู้ไหมว่าชายคนนั้นคือใคร"
ท่านอุมัรตอบว่า "อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ทรงรู้ดียิ่งกว่า"
ท่านนบีกล่าวว่า "เขาคือญิบรีล เขามาเพื่อสอนศาสนาให้แก่พวกเจ้า"13
ท่านนบีจะสอนเศาะฮาบะฮฺแต่ละคนให้เข้าใจตามระดับของศรัทธาและจิตวิญญาณของแต่ละคน
วันหนึ่ง ระหว่างที่ท่านเดินทางไปมัสยิด ท่านอุมัร อิบนุ ค็อฏฏ็อบ ได้เห็นท่านรอซูลุลลอฮฺกำลังอธิบายอะไรบางอย่างแก่ท่านอบูบักร จึงเข้าไปร่วมฟังด้วย แม้จะมีเศาะฮาบะฮฺคนอื่นเห็นเหตุการณ์นั้น แต่พวกเขาก็ลังเลใจ จึงไม่กล้าเข้าร่วมฟังด้วย
วันถัดมา เมื่อพวกเขาเห็นท่านอุมัร ก็กล่าวว่า "โอ้ อุมัร เมื่อวานท่านรอซูลุลลอฮฺพูดอะไรกับท่านหรือเล่าให้พวกเราฟังด้วยเถิด" เพราะท่านนบีเคยกล่าวไว้เสมอว่า "จงถ่ายทอดสิ่งที่พวกเจ้าได้ยินจากฉันแก่พี่น้องของพวกเจ้า ให้รู้ทั่วกันเถิด"
ท่านอุมัรตอบว่า "เมื่อวานนี้ ท่านอบูบักรได้ถามรอซูลุลลอฮฺเกี่ยวกับความหมายของโองการหนึ่งในอัลกุรอาน ที่ท่านไม่เข้าใจ และท่านรอซูลุลลอฮฺได้อธิบายให้ฟัง ฉันเองนั่งฟังอยู่ร่วมชั่วโมง แต่ไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย" เนื่องจากท่านนบีกำลังอธิบายตามระดับความเข้าใจขั้นสูงของท่านอบูบักร แม้ท่านอุมัรจะเป็นบุคคลที่ประเสริฐมาก จนถึงขั้นที่ท่านนบีได้กล่าวว่า "ฉันคือศาสดาคนสุดท้าย จะไม่มีศาสดาคนใดมาหลังจากฉันอีก แต่หากมีใครที่จะเป็นศาสดาหลังจากฉันได้ นั่นก็คืออุมัร"
แม้ท่านอุมัรจะมีความสามารถ และเชี่ยวชาญในภาษาอาหรับซึ่งเป็นภาษาแม่ของท่านอย่างลึกซึ้ง แต่ท่านก็ยังไม่อาจเข้าถึงคำอธิบายที่ท่านรอซูลุลลอฮฺได้ถ่ายทอดแก่ท่านอบูบักรได้อย่างแท้จริง ระดับความเข้าใจในอัลกุรอานของท่านอบูบักรนั้นสูงส่งยิ่งกว่า และแม้กระทั่งท่านญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ก็ยังเคยมาสอบถามท่านรอซูลุลลอฮฺเกี่ยวกับความหมายและความลับของอัลกุรอาน ท่านรอซูลุลลอฮฺได้ถ่ายทอดความหมายและการตีความของอัลกุรอานทั้งเล่มแก่บรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่านอย่างครบถ้วนสมบูรณ์
ขณะที่ท่านรอซูลุลลอฮฺกำลังสอนศาสนาแก่บรรดาเศาะฮาบะฮฺ ท่านยังทำหน้าที่พิพากษาคดี รับฟังคำให้การ และแก้ไขข้อขัดแย้งที่ซับซ้อนยุ่งยากที่สุด ท่านมุ่งมั่นอย่างไม่ย่อท้อในการเผยแผ่อิสลาม เพื่อช่วยให้คนคนหนึ่งรอดพ้นจากไฟนรกญะฮันนัม ท่านเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้คนทั้งในด้านมารยาทและการกระทำของท่าน ท่านยังดูแลให้มีการวางมาตรการที่จำเป็น เพื่อปกป้องมุอฺมินจากอันตรายและการรังแกของผู้ตั้งภาคี
โอ้ ความงามจากรัศมีในดวงตาแห่งอาวลิยาอฺ
โปรดประทานความช่วยเหลือ โอ้แหล่งแห่งรัศมีของทางนำ
ผงธุลีใต้ฝ่าบาทของท่าน คือเครื่องประดับตาแห่งอัศฟิยาอฺ
ขอทรงประคองมือข้า โอ้แหล่งแห่งรัศมีของทางนำ
ไม่มีใครจะเข้าถึงฮักตะอาลาได้โดยไม่ผ่านท่าน
ความโปรดปรานนั้นมาพร้อมความเมตตาจากท่าน
ท่านคือความเมตตาสำหรับสากลโลก โอ้ท่านรอซูล
ขอทรงประคองมือของข้า โอ้แหล่งแห่งรัศมีของทางนำ
ข้าได้ก่อความผิดและบาปนับไม่ถ้วน
ข้าได้ผูกมิตรกับผู้กระทำผิด
โปรดอภัยโทษให้แก่ข้า โอ้ท่านผู้เปี่ยมเมตตา
ขอทรงประคองมือของข้า โอ้แหล่งแห่งรัศมีของทางนำ
โอ้ท่านรอซูลผู้ยิ่งใหญ่ แหล่งแห่งความเอื้ออารี
ซะลีมีผู้นี้ เต็มไปด้วยข้อผิดพลาดและความต่ำต้อย
ในเบื้องพระพักตร์ของท่าน เขาขอความเมตตา
ขอทรงประคองมือของข้า โอ้แหล่งแห่งรัศมีของทางนำ
สุลต่านยาวูซ ซอลฏอน ซะลีม (ซะลีมี)
จงบอกพี่น้องของเจ้าทั้งหลายในอิสลามถึงสิ่งที่ได้ยินจากข้าเถิด! จงถ่ายทอดและบอกกล่าวกันต่อไป" หะดีษ อัช-ชะรีฟ
การเข้ารับอิสลามของซัลมาน อัล-ฟาริซีย์
วันแล้ววันเล่า แสงแห่งอิสลามเริ่มแผ่ขยายออกไป และนามอันทรงเกียรติของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ก็เริ่มฝังลึกอยู่ในหัวใจของผู้คนทันทีที่ได้ยิน บรรดาผู้รู้ซึ่งเฝ้ารอการมาของท่าน ต่างพากันเดินทางสู่มะดีนะฮ์ด้วยความหวังและความรัก เพื่อแสวงหาและเข้ารับอิสลาม หนึ่งในนั้นคือท่านซัลมาน อัล-ฟาริซีย์ ซึ่งเล่าเรื่องราวของตนว่า
"ข้าพเจ้ามาจากหมู่บ้านเจย์ เมืองอิศฟาฮานในแคว้นเปอร์เซีย (อิหร่าน) บิดาของข้าพเจ้าเป็นบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดในหมู่บ้าน เรามีที่ดินและทรัพย์สินจำนวนมาก ข้าพเจ้าเป็นลูกคนเดียว จึงเป็นที่รักยิ่งของบิดา ด้วยความห่วงใย ท่านจึงปกป้องข้าพเจ้าราวกับบุตรสาว ไม่อนุญาตให้ออกนอกบ้านเลย
บิดาของข้าพเจ้านับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ (บูชาไฟ) และสั่งสอนข้าพเจ้าในศาสนาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ไฟจะถูกจุดไว้ในบ้านของเราอยู่ตลอดเวลา และเราจะกราบไหว้บูชาไฟนั้น
วันหนึ่ง บิดาพาข้าพเจ้าออกไปตรวจตราทรัพย์สิน และกล่าวว่า "ลูกเอ๋ย เมื่อพ่อจากไป ที่ดินทั้งหมดนี้จะเป็นของเจ้า จงเรียนรู้เสียว่าทรัพย์ของเราอยู่ที่ใดบ้าง" ข้าพเจ้าตอบว่า "ได้ครับ" แล้วจึงออกไปดูไร่นา
วันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้าไปดูไร่นา ข้าพเจ้าได้พบกับโบสถ์แห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ยินเสียงของชาวคริสต์ดังออกมาจากด้านใน เมื่อเข้าไปใกล้ ก็เห็นว่าพวกเขากำลังประกอบพิธีสักการะภายในอาคาร ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง เพราะไม่เคยเห็นสิ่งใดเช่นนี้มาก่อน การเคารพบูชาของเรานั้นมีเพียงการจุดไฟและกราบไหว้ต่อเปลวไฟเท่านั้น แต่พวกเขากำลังกราบไหว้พระเจ้าองค์หนึ่งซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ (ชาวคริสต์อาหรับเรียกพระเจ้าว่า "อัลลอฮฺ") ข้าพเจ้าจึงคิดกับตนเองว่า "ข้าสาบานได้เลยว่า ศาสนาของพวกเขานั้นคือความจริง ส่วนของเรานั้นคือความเท็จ" ข้าพเจ้านั่งดูพวกเขาด้วยความพิศวงอยู่จนถึงเวลาพลบค่ำ ข้าพเจ้ายังไม่ได้ไปถึงไร่นาเลย ฟ้ามืดลงเสียก่อน ข้าพเจ้าจึงถามพวกเขาว่า "ศาสนานี้มีต้นกำเนิดจากที่ใด" พวกเขาตอบว่า "อยู่ที่ดามัสกัส" ข้าพเจ้าจึงถามว่า "ถ้าข้าเดินทางไปที่ดามัสกัส พวกเขาจะยอมรับข้าหรือไม่" พวกเขาตอบว่า "ยอมรับแน่นอน"
ข้าพเจ้าถามอีกว่า "มีใครในหมู่พวกท่านจะเดินทางไปดามัสกัสในเร็ว ๆ นี้หรือไม่" พวกเขาตอบว่า "จะมีคาราวานออกเดินทางในไม่ช้า" กลุ่มคนที่ข้าพเจ้าสนทนาด้วยนั้นเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งเดินทางมาจากดามัสกัสมายังอิศฟาฮาน
ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจึงกลับบ้านช้า เมื่อบิดาเห็นว่าข้าพเจ้ายังไม่กลับ ท่านจึงเริ่มออกตามหาและส่งคนออกไปค้นหาทั่วทุกที่ พวกเขาค้นหาอยู่พักหนึ่งแต่ก็ไม่พบตัวข้าพเจ้า ขณะที่พวกเขากำลังตื่นตระหนกอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็กลับถึงบ้าน
บิดากล่าวว่า "ลูกหายไปไหนมาตลอดทั้งวันนี้ พวกเราตามหาเจ้าทั่วทุกหนทุกแห่ง"
ข้าพเจ้าตอบว่า "พ่อครับ ข้าเดินไปดูไร่นา แต่ระหว่างทาง ข้าได้พบโบสถ์คริสต์ ข้าจึงเข้าไปดู พวกเขากำลังเคารพบูชาอัลลอฮฺที่มองไม่เห็น ผู้ทรงอำนาจและทรงฤทธานุภาพ ข้าประทับใจในวิธีการเคารพบูชาของพวกเขา ข้าเฝ้าดูอยู่จนถึงเย็น และข้าเข้าใจว่าศาสนาของพวกเขานั้นคือความจริง"
เมื่อบิดาได้ยินเช่นนั้น ท่านจึงกล่าวว่า "ลูกเอ๋ย เจ้าคิดผิดแล้ว ศาสนาของบรรพบุรุษเราถูกต้องกว่าของพวกเขา ศาสนาของพวกเขาเป็นสิ่งเท็จ อย่าได้หลงเชื่อและศรัทธาต่อมันเลย"
ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า "ไม่จริง ศาสนาของพวกเขาดีกว่าเรา ของเขาคือความจริง ของเราคือความเท็จ"
บิดาของข้าพเจ้าโกรธมาก ท่านจึงจับข้าพเจ้ามัดมือมัดเท้า และขังไว้ในบ้าน
ในขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในสภาพเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็เฝ้ารอข่าวเกี่ยวกับคาราวานที่จะเดินทางไปยังดามัสกัส จนในที่สุด ข้าพเจ้าทราบว่าพวกนักบวชชาวคริสต์กำลังเตรียมคาราวาน ข้าพเจ้าจึงปลดเชือกที่พันมือพันเท้าออก แล้วรีบไปยังโบสถ์ที่คาราวานนั้นอยู่ ข้าพเจ้าอธิบายแก่พวกเขาว่า ข้าพเจ้าไม่อาจอยู่ที่นี่ต่อไปได้อีก และขอร่วมเดินทางไปด้วย พวกเขายอมรับ ข้าพเจ้าจึงออกเดินทางสู่เมืองดามัสกัสพร้อมกับคาราวานนั้น
เมื่อถึงดามัสกัส ข้าพเจ้าสอบถามว่าใครคือผู้รู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศาสนาคริสต์ พวกเขาอธิบายลักษณะของชายคนหนึ่งให้ฟัง ข้าพเจ้าจึงไปหาเขาและเล่าเรื่องราวของตนเองให้ฟัง ข้าพเจ้าบอกเขาว่า ข้าต้องการอยู่กับเขา ขอรับใช้เขา และขอให้เขาสอนศาสนาคริสต์แก่ข้า พร้อมทั้งช่วยให้ข้ารู้จักอัลลอฮฺ ตะอาลา เขายอมรับ ข้าพเจ้าจึงเริ่มทำหน้าที่ในโบสถ์ คอยดูแลและรับใช้เขา เขาก็เริ่มสอนศาสนาคริสต์ให้แก่ข้าพเจ้า
แต่ภายหลัง ข้าพเจ้ากลับพบว่าเขาเป็นคนไม่ดี เพราะเขาเก็บเงินบริจาค ทองคำ และเงินที่ชาวคริสต์นำมาเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ เอาไว้กับตนเองโดยไม่ยอมมอบให้ผู้ที่ควรได้รับ เขาสะสมไว้ถึงเจ็ดไห ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลยนอกจากข้าพเจ้า
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็เสียชีวิต บรรดาชาวคริสต์รวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีศพ ข้าพเจ้าจึงกล่าวกับพวกเขาว่า "เหตุใดพวกท่านจึงให้เกียรติเขานัก ทั้งที่เขาไม่ใช่ผู้ที่ควรได้รับความเคารพเลย"
พวกเขาตอบว่า "เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร" และพวกเขาไม่เชื่อคำพูดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงพาไปยังที่ซ่อนทรัพย์เหล่านั้น พวกเขาทำการขุด และได้พบไหทองคำและเงินทั้งเจ็ดใบจริงตามที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้
เมื่อเห็นดังนั้น พวกเขาจึงพูดว่า "ชายผู้นี้ไม่สมควรได้รับการฝังหรือพิธีใด ๆ" แล้วพวกเขาก็โยนร่างของเขาทิ้งไว้ และเอาก้อนหินกลบศพไว้ จนกระทั่งมีชายอีกคนหนึ่งมารับตำแหน่งต่อจากเขา14
ชายผู้นี้เป็นผู้มีมีความรู้และมีศรัทธาอย่างแท้จริง เขาไม่ให้ความสำคัญกับโลกนี้เลยแม้แต่น้อย เขามุ่งหวังต่อโลกหน้าอยู่เสมอ เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อโลกหน้า ประกอบอิบาดะฮฺทั้งกลางวันและกลางคืน ข้าพเจ้ารักเขาอย่างมาก และอยู่รับใช้เขาเป็นเวลานาน ข้าพเจ้ารับใช้อย่างเต็มใจ และเราทำอิบาดะฮฺร่วมกัน
วันหนึ่ง ข้าพเจ้ากล่าวกับเขาว่า "ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอยู่กับท่านมานาน และข้าพเจ้ารักและนับถือท่านมาก เพราะท่านปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺ ตะอาลา และหลีกเลี่ยงในสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม หากวันหนึ่งท่านจากไป ข้าพเจ้าควรทำอย่างไร ท่านมีคำแนะนำอะไรให้ข้าพเจ้าบ้างหรือไม่" เขาตอบว่า "ลูกเอ๋ย ในเมืองดามัสกัสนั้นไม่มีผู้ใดเหลือแล้วที่จะชี้แนะและแก้ไขผู้คน หากเจ้าหันไปหาผู้ใด เขาจะทำให้เจ้าหลงผิด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีบุคคลหนึ่งอยู่ที่เมืองโมซูล ข้าขอแนะนำให้เจ้าไปหาเขาเถิด"
"การมาของศาสดาในยุคสุดท้ายใกล้เข้ามาแล้ว ท่านจะปรากฏจากหมู่ชาวอาหรับ อพยพจากมาตุภูมิของตนและตั้งถิ่นฐานในเมืองที่มีต้นอินทผลัมมากมาย ท่ามกลางผืนดินที่เต็มไปด้วยก้อนหิน ท่านจะรับของขวัญ แต่จะไม่รับซอดาเกาะฮ์ (การบริจาคทาน) และระหว่างบ่าทั้งสองของท่านมีตราแห่งความเป็นศาสดา"
ถ้อยคำของนักบวชแห่งอัมมูรียะฮ์
เมื่อเขาเสียชีวิต ข้าพเจ้าก็เดินทางไปยังเมืองโมซูล และพบกับบุคคลที่เขาเคยแนะนำไว้ ข้าพเจ้าเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ข้าพเจ้าได้ผ่านมาจนถึงตอนนั้นให้เขาฟัง เขายอมรับข้าพเจ้าไว้ในความดูแล และให้ข้าพเจ้าอยู่รับใช้เขา เช่นเดียวกับคนก่อน เขาเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่ามาก เขาไม่ยึดติดกับโลกนี้ และอุทิศตนให้กับการอิบาดะฮฺอยู่เสมอ ข้าพเจ้าอยู่กับเขาและรับใช้เขาเป็นเวลานานเช่นกัน แต่แล้ววันหนึ่ง เขาก็ล้มป่วย และขณะที่เขาใกล้จะเสียชีวิต ข้าพเจ้าก็ถามคำถามเดียวกันกับที่เคยถามคนก่อนหน้า
เขาแนะนำให้ข้าพเจ้าไปหาบุคคลหนึ่งในเมืองนุซัยบีน หลังจากที่เขาเสียชีวิต ข้าพเจ้าก็เดินทางไปยังนุซัยบีนทันที ข้าพเจ้าพบบุคคลที่เขากล่าวถึง และบอกความตั้งใจว่าข้าพเจ้าอยากจะอยู่กับเขา เขายอมรับ ข้าพเจ้าจึงอยู่รับใช้เขาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ต่อมาเขาก็ล้มป่วยอีกเช่นกัน ข้าพเจ้าจึงบอกให้เขาแนะนำข้าพเจ้าไปยังบุคคลอื่น เขากล่าวถึงชายคนหนึ่งซึ่งอยู่ในเมืองอัมมูรียะฮ์ ซึ่งเป็นเมืองในเขตแดนของโรมัน
หลังจากเขาเสียชีวิต ข้าพเจ้าก็เดินทางไปยังอัมมูรียะฮ์ พบบุคคลที่เขาแนะนำ และได้เข้าไปอยู่รับใช้เขาเป็นเวลานาน
เมื่อความตายของเขาใกล้เข้ามา ข้าพเจ้าก็ขอให้เขาแนะนำบุคคลอีกคนหนึ่งให้ข้าพเจ้าไปหา เขากล่าวว่า "ข้าขอสาบานว่า บัดนี้ข้าไม่รู้จักบุคคลใดอีกแล้ว แต่การมาของศาสดาในยุคสุดท้ายนั้นใกล้เข้ามาแล้ว" แล้วเขาก็อธิบายสัญญาณต่างๆ ของท่านว่า "ท่านจะปรากฏในหมู่ชาวอาหรับ ท่านจะอพยพออกจากเมืองเกิดของตน และตั้งถิ่นฐานในเมืองที่มีต้นอินทผลัมมากมายขึ้นอยู่ในดินที่เต็มไปด้วยก้อนหิน ท่านจะรับของขวัญ แต่จะไม่รับซอดะเกาะฮฺ (ทาน) และระหว่างบ่าทั้งสองของท่านจะมีตราแห่งความเป็นศาสดา" เมื่อบุคคลผู้นั้นเสียชีวิต ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจออกเดินทางสู่แผ่นดินของชาวอาหรับ ตามที่เขาได้บอกไว้
ข้าพเจ้าเคยทำงานในเมืองอัมมูรียะฮ์ และมีทรัพย์สินเป็นวัวงานสองสามตัวและแกะจำนวนหนึ่ง วันหนึ่งมีคาราวานจากเผ่าบะนี กัลบ์จะเดินทางไปยังคาบสมุทรอาหรับ ข้าพเจ้าจึงกล่าวกับพวกเขาว่า "ขอมอบวัวและแกะเหล่านี้ให้พวกท่าน โปรดพาข้าพเจ้าไปยังแผ่นดินอาหรับด้วยเถิด" พวกเขาตกลงและพาข้าพเจ้าเดินทางไปด้วย
เมื่อเรามาถึงสถานที่ที่เรียกว่า วาดี อัล-กุรรออ์ พวกเขากลับทรยศและขายข้าพเจ้าให้กับชายชาวยิวผู้หนึ่ง โดยกล่าวอ้างว่าข้าพเจ้าเป็นทาส ข้าพเจ้าเห็นสวนอินทผลัมในบริเวณที่ชายชาวยิวคนนั้นอาศัยอยู่ ข้าพเจ้าคิดว่า "เป็นไปได้ว่า ที่แห่งนี้แหละคือสถานที่ที่ศาสดาในยุคสุดท้ายจะอพยพมา" แต่ข้าพเจ้ากลับไม่รู้สึกอบอุ่นใจกับสถานที่แห่งนั้นเลย
ข้าพเจ้ารับใช้ชายชาวยิวนั้นอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่เขาจะขายข้าพเจ้าให้กับบุตรชายของลุงเขา ซึ่งเป็นชาวยิวเช่นกัน เขาได้นำข้าพเจ้าไปยังเมืองมะดีนะฮ์ เมื่อข้าพเจ้าไปถึงเมืองมะดีนะฮ์ ข้าพเจ้ารู้สึกอบอุ่นใจต่อสถานที่แห่งนั้น ราวกับว่าเคยพบเห็นและคุ้นเคยกับมันมาก่อน
จากนั้น ข้าพเจ้าก็ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองมะดีนะฮ์ ทำงานอยู่ในสวนของชาวยิวที่ซื้อข้าพเจ้ามา และรับใช้เขาตามหน้าที่ แต่ในขณะเดียวกัน หัวใจของข้าพเจ้าก็เต็มไปด้วยความคะนึงหาและรอคอยที่จะได้พบกับเป้าหมายอันแท้จริงของชีวิต
วันหนึ่ง ข้าพเจ้ากำลังทำงานอยู่บนต้นอินทผลัม ขณะที่นายจ้างของข้าพเจ้ากำลังสนทนากับใครบางคนอยู่ใต้ต้นไม้ ระหว่างการสนทนา ข้าพเจ้าได้ยินเขาพูดว่า "ขอให้เผ่าเอาซ์และคอซร็อจต้องพินาศ มีชายคนหนึ่งจากมักกะฮฺเดินทางมาถึงกุบา เขากล่าวว่าตนเองเป็นศาสดา และชนเผ่าเหล่านี้ก็เริ่มเข้ารับศาสนาของเขาแล้ว..."
เมื่อข้าพเจ้าได้ยินคำพูดเหล่านั้น รู้สึกเหมือนจะเป็นลม ข้าพเจ้าลงมาจากต้นไม้ทันที แล้วถามเขาว่า "ท่านพูดอะไรนะ" แต่นายจ้างของข้าพเจ้ากลับตบหน้าข้าพเจ้า แล้วกล่าวว่า "มันไม่ใช่เรื่องของเจ้า เจ้าถามทำไม กลับไปทำงานของเจ้าซะ"
คืนนั้น เมื่อตะวันลับขอบฟ้า ข้าพเจ้านำอินทผลัมจำนวนหนึ่งไปยังกุบา ข้าพเจ้าเข้าไปหาท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม และกล่าวว่า "ท่านเป็นผู้ยึดมั่นในศาสนา และมีผู้ยากไร้อยู่ร่วมกับท่าน ข้าพเจ้านำอินทผลัมเหล่านี้มาให้เพื่อเป็นการเศาะดะเกาะฮฺ"
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จึงกล่าวกับบรรดาเศาะฮาบะฮฺว่า "เชิญมารับประทานอินทผลัมเถิด" พวกเขาจึงรับประทานกัน แต่ท่านเองมิได้แตะต้องอินทผลัมเลย
ข้าพเจ้าคิดในใจว่า "นี่ต้องเป็นหนึ่งในสัญญาณแน่นอน เพราะท่านไม่รับเศาะดะเกาะฮฺ" ต่อมา เมื่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้เดินทางเข้าสู่เมืองมะดีนะฮ์ ข้าพเจ้าก็นำอินทผลัมไปให้ท่านอีกครั้ง และกล่าวว่า "ข้าพเจ้าขอมอบสิ่งนี้ในฐานะของขวัญ"
คราวนี้ท่านได้รับประทานพร้อมกับบรรดาสหายของท่าน ข้าพเจ้าจึงคิดในใจว่า "นี่คือสัญญาณที่สองแน่นอน" ข้าพเจ้านำอินทผลัมไปประมาณยี่สิบห้าลูก แต่หลังจากที่พวกเขารับประทานกันเสร็จ กลับมีเมล็ดอินทผลัมมากกว่าหนึ่งพันเมล็ด เป็นเพราะปาฏิหาริย์จากความจำเริญของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม อินทผลัมที่ถูกนำไปจึงเพิ่มจำนวนขึ้น
ข้าพเจ้าคิดในใจว่า "ข้าได้เห็นอีกหนึ่งสัญญาณแล้ว"
หลังจากนั้น ข้าพเจ้าไปหาท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม อีกครั้ง ขณะนั้นท่านกำลังประกอบพิธีศพ ข้าพเจ้าเข้าไปใกล้เพราะปรารถนาจะดูตราสัญลักษณ์แห่งความเป็นศาสดา ท่านทราบความตั้งใจของข้าพเจ้า จึงยกเสื้อของท่านขึ้น และเมื่อแผ่นหลังอันจำเริญของท่านเผยออก ข้าพเจ้าเห็นตราสัญลักษณ์แห่งความเป็นศาสดา จึงก้มลงจูบและร้องไห้ออกมา ในขณะนั้นเอง ข้าพเจ้ากล่าว กะลิมะฮฺชะฮาดะฮฺ และเข้ารับอิสลาม
จากนั้น ข้าพเจ้าได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าให้ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ฟังอย่างละเอียดทีละเหตุการณ์ ท่านรู้สึกตกตะลึงในเรื่องราวเหล่านั้น ท่านจึงสั่งให้ข้าพเจ้าเล่าเรื่องนี้แก่บรรดาเศาะฮาบะฮฺด้วย บรรดาเศาะฮาบะฮฺอัลกิรอมจึงมารวมตัวกัน และข้าพเจ้าก็เล่าทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าได้พบเจอให้พวกเขาฟังทุกรายละเอียดอย่างครบถ้วน15
เมื่อซัลมาน อัล-ฟาริซีย์ เข้ารับอิสลาม เขายังไม่เข้าใจภาษาอาหรับจึงขอให้มีผู้แปลคำพูดของตน เมื่อเขากล่าวคำสรรเสริญท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ผู้แปลซึ่งเป็นชาวยิว กลับถ่ายทอดความหมายไปในทางตรงกันข้าม ในขณะนั้นเอง ท่านญิบรีล อะลัยฮิสลาม ก็ลงมา และถ่ายทอดถ้อยคำของซัลมานอย่างถูกต้อง เมื่อชาวยิวผู้นั้นเห็นความจริงเช่นนั้น เขากล่าว กะลิมะฮฺชะฮาดะฮฺ และเข้ารับอิสลาม
หลังจากเข้ารับอิสลามแล้ว ท่านซัลมาน อัล-ฟาริซีย์ยังคงเป็นทาสในระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม มีคำสั่งว่า "โอ้ซัลมาน จงปลดปล่อยตัวเองจากความเป็นทาสเถิด" เขาจึงไปหานายจ้างและบอกว่าต้องการไถ่ตัวเองเป็นอิสระ นายจ้างตอบรับด้วยความไม่เต็มใจนัก และได้ตั้งเงื่อนไขว่า ซัลมานจะต้องปลูกต้นอินทผลัมสามร้อยต้นจนกว่าจะให้ผล และต้องจ่ายทองคำหนัก 1,600 ดิรฮัม (1 ดิรฮัมเท่ากับ 3 กรัม, ในบางรายงานว่าเป็นเงินหนัก 4,000 ดิรฮัม)
ซัลมานจึงไปแจ้งท่านนบีถึงเรื่องนี้ ท่านนบีจึงกล่าวแก่บรรดาเศาะฮาบะฮฺว่า "จงช่วยพี่น้องของพวกท่านเถิด" ทุกคนช่วยกันรวบรวมต้นอินทผลัมสามร้อยต้นให้ท่านซัลมาน ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จึงกล่าวแก่ท่านซัลมานว่า "จงขุดหลุมให้พร้อม แล้วจงแจ้งฉันเมื่อเตรียมเสร็จแล้ว" เมื่อขุดหลุมครบและแจ้งท่าน ท่านนบีก็ให้เกียรติมายังสวน และลงมือปลูกต้นอินทผลัมด้วยสองมืออันจำเริญของท่านด้วยตนเอง
ต้นอินทผลัมทั้งหมดออกผลภายในหนึ่งปี โดยอนุมัติของอัลลอฮฺ ตะอาลา ยกเว้นเพียงต้นเดียวที่ปลูกโดยท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ท่านนบีจึงถอนต้นนั้นออก และปลูกใหม่ด้วยสองมือของท่านเอง เมื่อท่านปลูกเสร็จ ต้นนั้นก็ออกผลในทันที
ท่านซัลมาน อัล-ฟาริซีย์ เล่าว่า "วันหนึ่งมีคนมาตามหาข้าพเจ้า เขาถามว่า 'ซัลมาน อัล-ฟาริซีย์ คือใคร คือคนที่ทำสัญญาปลดปล่อยตัวเองจากความเป็นทาสใช่ไหม' เมื่อเขาพบข้าพเจ้า เขาก็ยื่นทองคำขนาดเท่าไข่ก้อนหนึ่งที่เขาถืออยู่ในมือให้กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้านำทองคำก้อนนั้นไปหาท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม และเล่าเหตุการณ์ให้ท่านฟัง
ท่านนบีรับฟัง แล้วส่งทองคืนนั้นให้ข้าพเจ้า พร้อมกล่าวว่า "จงนำทองก้อนนี้ไปชำระหนี้ของเจ้าเถิด" ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ทองก้อนนี้ดูเหมือนจะมีน้ำหนักไม่พอกับที่นายจ้างของฉันต้องการ"
ท่านนบีจึงรับทองก้อนนั้นมา แล้วสัมผัสมันด้วยลิ้นของท่าน และกล่าวว่า "จงนำไปเถิด อัลลอฮฺ ตะอาลา จะทรงชำระหนี้ของเจ้าด้วยทองก้อนนี้"
ข้าพเจ้าจึงนำทองไปชั่งด้วยใจที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และพบว่าน้ำหนักของมันนั้นพอดีกับที่กำหนดไว้ ข้าพเจ้าจึงนำไปมอบให้นายจ้าง และปลดปล่อยตัวเองจากความเป็นทาสในที่สุด16
หลังจากวันนั้น ท่านซัลมาน อัล-ฟาริซีย์ก็ได้เข้าร่วมกับ อะห์ลุศ-ศ็อฟฟะฮฺ ผู้ซึ่งอุทิศตนให้กับการศึกษาและศรัทธา ณ มัสยิดของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม
เหล่ามลาอิกะฮฺมาฟัง
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม อ่านอัลกุรอานด้วยเสียงที่ไพเราะ อ่อนหวาน และเปี่ยมไปด้วยความลึกซึ้งจนแม้แต่ผู้ไม่ใช่มุสลิมที่ได้ฟังยังต้องประทับใจอย่างสุดหัวใจ ผู้คนจำนวนไม่น้อยได้เข้ารับอิสลามเพียงแค่ได้ฟังการอ่านของท่าน
ท่านบะรออ์ อิบนุ อาซิบ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ กล่าวว่า "คืนหนึ่งหลังจากละหมาดอิชาอ์ ข้าพเจ้าได้ฟังท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม อ่านซูเราะฮฺอัต-ตีน ท่านอ่านได้ไพเราะยิ่งนัก ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินเสียงและการอ่านที่สมบูรณ์แบบเท่านี้มาก่อนเลย"
ในหมู่เศาะฮาบะฮฺอัลกิรอม มีหลายท่านที่มีน้ำเสียงที่ไพเราะ และอ่านอัลกุรอานด้วยน้ำตาแห่งความซาบซึ้งจนทำให้ผู้คนรอบข้างร้องไห้ตามไปด้วย หนึ่งในนั้นคือท่านอุซัยด์ อิบนุ คุด็อยร์ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ
ในคืนหนึ่ง ท่านได้ผูกม้าไว้ใกล้ตัว แล้วเริ่มอ่านซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ ขณะที่กำลังอ่าน ม้าของท่านก็ตกใจจนสะดุ้ง เมื่อท่านหยุดอ่าน ม้าก็สงบลง เมื่อท่านเริ่มอ่านอีกครั้ง ม้าก็สะดุ้งอีก ท่านจึงหยุด ม้าก็สงบ และเมื่อเริ่มอ่านอีกครั้ง ม้าก็ตกใจเช่นเดิม
อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงแจ้งแก่ข้าว่า พระองค์ทรงรักบุคคลสี่คน และพระองค์ทรงบัญชาให้ข้ารักพวกเขาทั้งสี่เช่นกัน พวกเขาคือ อาลี, อบูซัร, มิกดาด และซัลมาน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ขณะนั้น ท่านยะหฺยา บุตรของอุซัยด์ อิบนุ คุด็อยร์ กำลังนอนอยู่ใกล้ม้า ท่านอุซัยด์กลัวว่าม้าอาจทำอันตรายแก่เด็ก ท่านจึงหยุดอ่าน เมื่อท่านเงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้า ท่านได้เห็นแสงสว่างระยิบระยับราวกับตะเกียงน้ำมันจำนวนมาก อยู่ในหมอกสีขาวที่คล้ายเงาเมฆ เมื่อท่านหยุดการอ่าน แสงสว่างเหล่านั้นก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
ในตอนเช้า ท่านอุซัยด์ อิบนุ คุด็อยร์ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ จึงไปหาท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนก่อนให้ท่านฟัง
ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงถามว่า "เจ้ารู้ไหมว่าพวกเขาคืออะไร"
ท่านอุซัยด์ตอบว่า "ขอให้บิดามารดาของข้าพเจ้าสละชีพแก่ท่านเถิด โอ้รอซูลุลลอฮฺ ข้าพเจ้าไม่รู้เลย"
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จึงกล่าวว่า "พวกเขาคือมลาอิกะฮฺ พวกเขาเข้ามาใกล้เพื่อฟังเสียงของเจ้า หากเจ้าอ่านต่อไปจนถึงรุ่งเช้า พวกเขาก็จะยังคงฟังเจ้าอยู่ และผู้คนจะได้เห็นพวกเขา ผู้คนจะสามารถมองเห็นมลาอิกะฮฺด้วยตาเปล่า"
ในหมู่บรรดาผู้ที่อ่านอัลกุรอานด้วยลึกซึ้งนั้น ยังมีท่านอบูบักร อัศ-ศิดดีก เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ
เมื่อท่านเริ่มอ่านอัลกุรอานในละหมาด ท่านจะไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้ ผู้ที่ได้เห็นท่านต่างก็ประทับใจในศรัทธาอันลึกซึ้งของท่าน วันหนึ่ง พวกมุชริกได้รวมตัวกันและกล่าวว่า "ชายผู้นี้ร้องไห้ในขณะที่อ่านสิ่งที่ศาสดาของเขานำมาให้ พวกเรากลัวว่าเด็กและสตรีของเราจะหลงใหลในสภาวะเช่นนี้ และจะเข้ารับอิสลามกันหมด"
การเข้ารับอิสลามของอับดุลลอฮฺ อิบนุ สลาม
หนึ่งในผู้ที่มีความรักต่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ทันทีที่ได้เห็นใบหน้าอันจำเริญ และเข้ารับอิสลามเมื่อได้ฟังถ้อยคำและการอ่านอัลกุรอานของท่าน คือท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ ซะลาม เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ
ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ สลาม ซึ่งเคยเป็นนักปราชญ์ชาวยิวมาก่อนที่จะเข้ารับอิสลาม มีความเชี่ยวชาญทั้งเนื้อหาและคำอธิบายของคัมภีร์เตารอตและอินญีล ท่านได้เล่าเรื่องราวการเข้ารับอิสลามของตนเองไว้ว่า "ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เตารอตและคำอธิบายต่าง ๆ จากบิดาของข้าพเจ้า วันหนึ่ง บิดาได้เล่าถึงลักษณะ สัญญาณ และคุณลักษณะของศาสดาที่จะมาถึงในยุคสุดท้ายให้ข้าพเจ้าฟัง และเขากล่าวว่า 'หากเขามาจากวงศ์วานของฮารูน ข้าจะติดตามเขา แต่ถ้าไม่ใช่ ข้าจะไม่ทำการติดตาม' ต่อมาบิดาของข้าพเจ้าได้เสียชีวิตลงก่อนที่ท่านรอซูลุลลอฮฺจะเดินทางมาถึงเมืองมะดีนะฮ์
เมื่อข้าพเจ้าได้ยินว่าท่านรอซูลุลลอฮฺได้ประกาศภารกิจแห่งศาสดาของท่าน ณ มักกะฮฺ ข้าพเจ้าก็รู้มาอยู่แล้วทั้งลักษณะของท่าน นามของท่าน และช่วงเวลาที่ท่านจะปรากฏ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงเฝ้ารอคอยท่านอย่างตั้งใจ จนกระทั่งข้าพเจ้าได้ยินจากบางคนว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺพำนักอยู่ที่บ้านของวงศ์อัมร์ อิบนุ เอาฟฺ ณ สถานที่ที่เรียกว่ากุบา ใกล้เมืองมะดีนะฮ์ ในระหว่างนั้น ข้าพเจ้ายังคงปกปิดสภาพจิตใจและความคาดหวังของตนเป็นความลับต่อบรรดาชาวยิว"
วันหนึ่ง ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเก็บอินทผลัมสดจากต้นในสวนของข้าพเจ้า มีชายคนหนึ่งจากวงศ์นาซีร ตะโกนขึ้นมาว่า "วันนี้ บุรุษแห่งชาวอาหรับมาแล้ว" ข้าพเจ้ารู้สึกสั่นไปทั้งตัว และในทันใด ข้าพเจ้าก็กล่าวตักบีร "อัลลอฮฺ อักบัร" ในขณะนั้น ป้าของข้าพเจ้าทางฝ่ายบิดา นางคอลิดะฮฺ บินตุ ฮาริษ ซึ่งเป็นหญิงชรามากแล้ว กำลังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ พอนางได้ยินเสียงตักบีรของข้าพเจ้า ก็กล่าวว่า
"ขออัลลอฮฺทรงทำให้มือของเจ้าว่างเปล่า และไม่ประทานสิ่งที่เจ้าปรารถนาให้เลย ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ เจ้าดีใจเหมือนกับว่ามูซา อิบนุ อิมรอน17 ได้ปรากฏต่อหน้าเจ้าเสียเอง"
ข้าพเจ้าจึงตอบว่า "โอ้ป้าของข้า ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ท่านผู้นี้คือพี่น้องของมูซา อิบนุ อิมรอน และเป็นศาสดาเช่นเดียวกับเขา ท่านเดินบนเส้นทางเดียวกับเขา และถูกส่งมาด้วยหลักความเชื่อในเตาฮีด (เอกภาพแห่งอัลลอฮฺ ตะอาลา)"
เมื่อนางได้ยินดังนั้น นางจึงถามว่า "โอ้หลานชายของข้า หรือนี่คือศาสดาที่บอกกันว่าจะถูกส่งมาเมื่อใกล้ถึงวันกิยามัต" ข้าพเจ้าตอบว่า "ใช่แล้ว" นางจึงกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น เจ้าพูดถูกแล้ว"18
เมื่อท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้อพยพมาถึงเมืองมะดีนะฮ์ ข้าพเจ้าก็รีบเข้าไปในกลุ่มฝูงชนเพื่อจะได้เห็นพระองค์ด้วยตาตนเอง ทันทีที่ข้าพเจ้าได้เห็นโฉมหน้าอันจำเริญและเปล่งประกายของท่าน ข้าพเจ้าก็กล่าวในใจว่า "ใบหน้านี้มิได้เป็นของผู้พูดเท็จแน่นอน"
ตอนนั้นท่านรอซูลุลลอฮฺกำลังอธิบายเรื่องอิสลามและให้โอวาทแก่ผู้คนที่มารวมตัวกัน และหะดีษแรกที่ข้าพเจ้าได้ยินจากท่านที่นั่นก็คือ
"จงให้สลามแก่กันในหมู่พวกท่าน จงให้อาหารแก่ผู้หิวโหย จงเชื่อมสายสัมพันธ์เครือญาติ และจงประกอบการละหมาดในยามที่ผู้คนหลับใหล แล้วท่านทั้งหลายจะได้เข้าสวรรค์ด้วยความสันติ"
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม รู้จักข้าพเจ้าด้วยนูรแห่งการเป็นศาสดา และถามว่า "เจ้าคืออิบนุ สลาม นักปราชญ์แห่งมะดีนะฮ์ ใช่หรือไม่" เมื่อข้าพเจ้าตอบว่า "ใช่" ท่านจึงกล่าวว่า "เข้ามาใกล้ ๆ เถิด" แล้วถามต่อว่า "โอ้อับดุลลอฮฺ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ตะอาลา เจ้าได้อ่านและเรียนรู้ลักษณะของข้าในเตารอตหรือไม่"
ข้าพเจ้าตอบว่า "ท่านจะกรุณากล่าวถึงลักษณะของอัลลอฮฺ ตะอาลาให้ข้าพเจ้าฟังก่อนหรือไม่" เมื่อได้ยินคำถามเช่นนั้น ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ก็นิ่งอยู่ชั่วครู่หนึ่ง แล้วญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ก็นำซูเราะฮฺอัล-อิคลาศลงมา
เมื่อข้าพเจ้าได้ยินท่านอ่านซูเราะฮฺนี้ ข้าพเจ้าก็กล่าวปฏิญาณทันทีว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านพูดความจริง ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ตะอาลา และท่านคือบ่าวและรอซูลของพระองค์"
หลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็กล่าวว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ชาวยิวเป็นกลุ่มชนที่ชั่วร้ายและกล่าวเท็จได้จนไม่น่าเชื่อ พวกเขาใส่ร้ายและกล่าวหาผู้อื่นอย่างไม่มีความละอาย หากพวกเขาทราบว่าข้าพเจ้าเข้ารับอิสลามก่อนที่ท่านจะได้สอบถามเกี่ยวกับอุปนิสัยของข้าพเจ้า พวกเขาจะต้องกล่าวหาข้าพเจ้าด้วยเรื่องร้ายแรงที่คิดไม่ถึงอย่างแน่นอน ขอท่านได้โปรดสอบถามพวกเขาก่อนเถิด"
แล้วข้าพเจ้าจึงหลบอยู่ภายในบ้าน หลังจากนั้น กลุ่มแกนนำของชาวยิวได้เข้ามา ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จึงถามพวกเขาว่า "ท่านทั้งหลายเห็นว่าอับดุลลอฮฺ อิบนุ สลามเป็นคนเช่นไรในหมู่พวกท่าน"
พวกเขาตอบว่า "เขาคือผู้มีความรู้สูงสุดในหมู่พวกเรา และเป็นบุตรของนักปราชญ์ผู้ประเสริฐที่สุดของพวกเรา"
ท่านนบีถามต่อว่า "หากเขาเข้ารับอิสลามแล้ว พวกท่านจะว่าอย่างไร" พวกเขาตอบว่า "ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองเขาจากเรื่องแบบนั้นเถิด"
"จงให้สลามแก่กันในหมู่พวกท่าน จงให้อาหารแก่ผู้หิวโหย จงเชื่อมสายสัมพันธ์เครือญาติ และจงประกอบการละหมาดในยามที่ผู้คนหลับใหล แล้วท่านทั้งหลายจะได้เข้าสวรรค์ด้วยความสันติ"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ในขณะนั้น ข้าพเจ้าจึงออกมาจากที่หลบ และยืนยันถ้อยคำของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม โดยกล่าวว่า "โอ้ชนชาวยิว จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ตะอาลาเถิด จงยอมรับสิ่งที่ได้ถูกส่งมายังพวกท่าน ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา พวกท่านเองก็รู้ดีว่าท่านผู้นี้คือรอซูลของอัลลอฮฺ ตะอาลา ผู้ซึ่งมีทั้งนามและลักษณะต่าง ๆ ถูกบันทึกไว้ในเตารอตที่อยู่ในมือของพวกท่าน ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ตะอาลา และข้าพเจ้าขอปฏิญาณอีกครั้งว่ามุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม คือบ่าวและรอซูลของพระองค์"
เมื่อได้ยินดังนั้น ชาวยิวกล่าวว่า "เขาคือคนเลวที่สุดของเรา และเป็นบุตรของคนที่เลวที่สุดในหมู่เรา"
และเริ่มใส่ร้ายข้าพเจ้า พร้อมกับกล่าวหาด้วยข้อกล่าวหาต่าง ๆ มากมาย
ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า "นี่แหละคือสิ่งที่ข้าพเจ้ากลัว โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ข้าพเจ้าได้บอกท่านแล้วว่าพวกเขาเป็นกลุ่มชนที่ชั่วร้าย ชอบโกหกและใส่ร้าย ไม่ละเว้นการกระทำชั่ว และนี่คือหลักฐานของสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เคยกล่าว"
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จึงกล่าวกับชาวยิวว่า "คำรับรองแรกของพวกท่านเพียงพอแล้ว ส่วนคำรับรองครั้งหลังนั้นไม่มีความจำเป็น"
หลังจากนั้น ข้าพเจ้าจึงรีบกลับไปยังบ้านของตน และเชิญชวนสมาชิกในครอบครัวและวงศาคณาญาติให้เข้ารับอิสลาม และพวกเขาทุกคน รวมทั้งป้าของข้าพเจ้า ต่างก็ได้เข้ารับอิสลาม
การเข้ารับอิสลามของข้าพเจ้า ทำให้ชาวยิวโกรธอย่างรุนแรง พวกเขาเริ่มกดดันข้าพเจ้า บางคนในหมู่นักปราชญ์ยิวถึงกับพยายามหว่านล้อมให้ข้าพเจ้าละทิ้งอิสลาม โดยกล่าวว่า
"ไม่มีศาสดาใดมาจากชาวอาหรับ นายของเจ้าก็เป็นเพียงผู้ปกครองคนหนึ่งเท่านั้น"
แต่สุดท้าย ความพยายามของพวกเขาก็ไม่ประสบความสำเร็จ พร้อมกับข้าพเจ้า ยังมีท่านซะอฺละบะฮฺ อิบนุ ซะยาอ์, อุซัยด์ อิบนุ ซะยาอ์, อะซัด อิบนุ อุบัยด์ และชาวยิวอีกหลายคนที่เข้ารับอิสลามด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์
อย่างไรก็ตาม นักปราชญ์ยิวบางคนกล่าวว่า "มีเพียงคนเลวในหมู่เราที่เชื่อในมุฮัมมัด หากพวกเขาเป็นคนดีจริง ๆ พวกเขาจะไม่ละทิ้งศาสนาของบรรพบุรุษ"
ด้วยเหตุนั้น อัลลอฮฺ ตะอาลา จึงประทานโองการอันประเสริฐลงมา โดยมีความหมายว่า
"พวกเขา (อะฮฺลุลกิตาบ - ผู้มีคัมภีร์) มิได้เหมือนกันทั้งหมด ในหมู่พวกอะฮฺลุลกิตาบนั้น มีประชาคมหนึ่งที่ตั้งมั่นในการอิบาดะฮฺ และทำการอ่านโองการของอัลลอฮฺ ตะอาลาโดยการสุญูดในยามค่ำคืน"19
วันเวลาผ่านไป สภาพของข้าพเจ้าก็ยิ่งเลวร้ายลงทุกที โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ได้โปรดช่วย เหลือข้าพเจ้าด้วยเถิด
การงานของข้าพเจ้ายังมิได้ดีพอ
ได้โปรดประทานความช่วยเหลือเถิด โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ!
นัฟซฺอันเลวร้ายของข้าพเจ้ากำลังครอบงำ มันฉุดลากข้าพเจ้าไปตามทางของชัยฏอน
ด้วยบาปทั้งหลายเหล่านี้ ข้าพเจ้าจะยังคาดหวังความช่วยเหลือได้หรือไม่ โอ้ท่านรอซูลุ ลลอฮฺ
จะเป็นไปได้หรือ ที่ใครจะสามารถปลดเปลื้องตัวเองจากกิเลสของนัฟซฺและชัยฏอนได้
หากมิได้รับทางนำจากท่าน โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ
เพียงแม้เพียงเศษเสี้ยวแห่งความโปรดปรานจากท่าน
หากไปถึงบ่าวคนหนึ่ง เส้นทางของเขาก็จะปลอดภัยทั้งในโลกนี้และโลกหน้า โอ้ท่านรอซูลุ ลลอฮฺ
ข้าพเจ้าให้เกียรติต่อบัญญัติและข้อห้ามทั้งหลาย มิได้ถือว่าฮะรอมเป็นฮะลาล
สุดท้ายของทุกบาปที่ได้กระทำ คือความสำนึกเสียใจ โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ
โอ้รอซูลแห่งมนุษย์และญิน ท่านคือผู้สูงส่งที่สุดในหมู่มนุษย์ทั้งปวง
ขอท่านได้โปรดชะฟาอะฮฺ (ขอความเมตตาช่วยเหลือ) ให้กับความบริสุทธิ์ใจของ ข้าพเจ้าด้วยเถิด โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ
ทัศนียภาพเก่าของนครมักกะฮฺอันศักดิ์สิทธิ์
เหตุการณ์บางอย่างในปีแรกของฮิจเราะฮฺ
ในปีแรกของฮิจเราะฮฺ ท่านอัสอัด อิบนุ ซุรอเราะฮฺ, ท่านบะรออ์ อิบนุ มะอฺรูร, ท่านกุลษูม อิบนุ ฮิดม์ จากหมู่ชาวอันศอร และท่านอุษมาน อิบนุ มัซอูน จากหมู่ชาวมุฮาญิรีน ได้เสียชีวิต
นอกจากนี้ ท่านอบูบักร อัศ-ศิดดีก และท่านบิลาล อัล-ฮะบะชี เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุมา ไม่อาจทนต่อสภาพอากาศและน้ำในเมืองมะดีนะฮ์ได้ จึงล้มป่วยเป็นไข้มาลาเรีย
ด้วยเหตุนี้ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จึงวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ว่า
"โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ ได้โปรดประทานความรักในมะดีนะฮ์แก่เราดังที่พระองค์ได้ประทานให้เรารักมักกะฮฺ และได้โปรดประทานความมั่งคั่งและความจำเริญ ณ ที่นี้ด้วยเถิด"
อัลลอฮฺ ตะอาลาได้ทรงตอบรับดุอาของท่านนบี และประทานให้บรรดามุฮาญิรีนเกิดความรักต่อเมืองมะดีนะฮ์
สนธิสัญญาฉบับลายลักษณ์อักษรฉบับแรก
ก่อนที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จะทำฮิจเราะฮฺมาถึงมะดีนะฮ์ หัวหน้าของเผ่าคอซร็อจ ชื่อว่าอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุบัยย์ กำลังจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองเมืองมะดีนะฮ์
แต่เนื่องด้วยบัยอะฮฺอะกอบะฮฺ (คำปฏิญาน) และการอพยพ (ฮิจเราะฮฺ) ทำให้คนส่วนใหญ่จากเผ่าเอาซ์และคอซร็อจเข้ารับอิสลาม และการครองตำแหน่งของอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุบัยย์ก็ไม่เกิดขึ้น
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมีความเคียดแค้นในใจต่อนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม และบรรดามุฮาญิรีน แต่ไม่อาจแสดงความเป็นศัตรูออกมาอย่างเปิดเผยได้
เขาจึงรวมกลุ่มกับคนบางคนที่มีความคิดเช่นเดียวกัน เพื่อก่อตั้งกลุ่มมุนาฟิกีน (บรรดาผู้กลับกลอก) พวกเขาจะทำเป็นรับอิสลามต่อหน้าชาวมุสลิม แต่เบื้องหลังกลับล้อเลียนและกล่าวร้ายต่ออิสลาม พวกเขาเริ่มจุดไฟแห่งความแตกแยกและสร้างความปั่นป่วนอย่างลับ ๆ ถึงขนาดที่พยายามบิดเบือนถ้อยคำอันจำเริญของท่านนบี
ในขณะเดียวกัน บรรดามุชริกแห่งมักกะฮฺก็ไม่ได้นิ่งเฉย พวกเขาพยายามจะกระทำต่อมะดีนะฮ์เช่นเดียวกับสิ่งที่พวกเขาพยายามทำแต่ไม่สำเร็จในมักกะฮฺ พวกเขาส่งจดหมายข่มขู่ถึงมุชริกแห่งมะดีนะฮ์ และยังส่งข้อความข่มขู่ถึงชนเผ่ายิวในมะดีนะฮ์ด้วย การข่มขู่เช่นนี้ ทำให้ชนเผ่ายิวเริ่มโน้มเข้าหาท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม
ในที่สุด ชาวยิวได้มาเฝ้าท่านนบีและกล่าวว่า "พวกเรามาเพื่อขอทำสนธิสัญญาสันติภาพกับท่าน ขอให้เราทำข้อตกลงว่าจะไม่ทำร้ายกัน"
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จึงได้ทำสนธิสัญญากับพวกเขา ซึ่งมีทั้งหมดห้าสิบห้ามาตรา โดยมีสาระสำคัญบางประการดังนี้
สนธิสัญญานี้เป็นเอกสารระหว่างมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม กับชาวมุสลิมจากมักกะฮฺและมะดีนะฮ์ รวมถึงผู้ที่เชื่อฟังและผู้ที่เข้าร่วมในภายหลัง และผู้ที่ร่วมต่อสู้เคียงข้างกัน
แท้จริงแล้ว นี่เป็นประชาคมที่แยกจากคนอื่น
แต่ละเผ่าจะรับผิดชอบการจ่ายค่าไถ่ตัวนักโทษของตนเอง (ตามความยุติธรรมในหมู่มุสลิม)
มุสลิมจะต่อต้านผู้ที่ก่อความแตกแยก แม้ผู้นั้นจะเป็นลูกหลานของตนเอง
ชาวยิวที่เชื่อฟังมุสลิมจะไม่ถูกข่มเหง และจะได้รับการช่วยเหลือ
ชาวยิวจะรวมกลุ่มอยู่กับมุสลิม แต่ทุกคนจะต้องปฏิบัติตามศาสนาของตนเอง
ชาวยิวจะไม่ออกไปรบโดยมิได้รับอนุญาตจากมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม
จะไม่มีผู้ใดทำร้ายผู้ที่ยินยอมในข้อตกลง และผู้ถูกกดขี่จะต้องได้รับการช่วยเหลือ
"หากในหมู่นักปราชญ์ชาวยิวมีเพียงสิบคนที่เชื่อฉัน ชาวยิวทั้งหมดก็คงจะพากันเข้ารับอิสลาม"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
สำหรับผู้ที่ทำสนธิสัญญานี้ หุบเขามะดีนะฮ์จะถือเป็นพื้นที่ต้องห้ามและแตะต้องมิได้
ผู้ที่ให้การช่วยเหลือแก่มุชริกแห่งมักกะฮฺจะมิได้รับการปกป้องไม่ว่ากรณีใด
มุสลิมและยิวจะร่วมมือกันต่อต้านผู้ที่โจมตีมะดีนะฮ์
ด้วยสนธิสัญญานี้ ชาวยิวจะต้องแสดงตนเป็นมิตรกับชาวมุสลิม และไม่แสดงความเป็นศัตรูอย่างเปิดเผย20
โอ้ที่รักของข้า อย่าได้โศกเศร้าเลย
หลังจากที่ทำสนธิสัญญาเสร็จสิ้น ชาวยิวที่ซ่อนความเป็นศัตรูไว้ในใจ ก็มาเยี่ยมท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม เป็นกลุ่ม ๆ พวกเขาตั้งคำถามต่าง ๆ ซึ่งพวกเขาเห็นว่าเป็นคำถามที่ตอบยาก แต่เมื่อได้รับคำตอบ พวกเขาก็เข้าใจได้ว่า ท่านมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม คือศาสดาที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม ด้วยความดื้อรั้นและความอิจฉา พวกเขาก็ยังคงไม่ศรัทธา ในโอกาสนั้น ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า "หากในหมู่นักปราชญ์ชาวยิวมีเพียงสิบคนที่เชื่อฉัน ชาวยิวทั้งหมดก็คงจะพากันเข้ารับอิสลาม" ท่านนบีรู้สึกโศกเศร้าต่อสภาพการณ์เช่นนี้
ด้วยความเมตตา อัลลอฮฺ ตะอาลา จึงประทานโองการอันจำเริญลงมา เพื่อปลอบใจท่านนบี โดยมีความหมายว่า
"(โอ้ที่รักของข้า!) โอ้รอซูลผู้ทรงเกียรติ อย่าได้โศกเศร้าเพราะสภาพของผู้ที่กล่าวว่าตนศรัทธาด้วยปาก แต่หัวใจของพวกเขามิได้ศรัทธา (คือกลุ่มมุนาฟิก) และอย่าได้โศกเศร้าเพราะชาวยิวที่รีบเร่งสู่การปฏิเสธศรัทธา พวกเขาคือบุตรหลานของกุร็อยซอฮ์ ผู้ที่ชอบฟังการโกหก และเป็นสายลับให้กับอีกกลุ่มหนึ่ง (ชาวยิวแห่งไคบัร) ซึ่งไม่มาปรากฏตัวต่อหน้าท่าน พวกเขาบิดเบือนถ้อยคำและความจริงที่ได้ยิน และถ่ายทอดมันในลักษณะที่ทำให้ห่างไกลจากสัจธรรม และพวกเขากล่าวว่า 'หากพวกท่านได้รับคำตัดสินเช่นนี้ ก็จงยอมรับ หากไม่ใช่ ก็จงระวังตัว' หากอัลลอฮฺ ตะอาลาทรงประสงค์ให้ใครตกอยู่ในฟิตนะฮฺ (ความสับสนที่นำไปสู่ความเสื่อม) ท่านก็ไม่อาจหยุดยั้งพระประสงค์ของอัลลอฮฺ ตะอาลาได้เลย พวกเขาคือผู้ที่อัลลอฮฺ ตะอาลาไม่ประสงค์จะชำระหัวใจของพวกเขาให้บริสุทธิ์ สำหรับพวกเขานั้น จะได้รับความอัปยศในโลกนี้ และจะได้รับการลงโทษอันใหญ่หลวงในอาคิเราะฮฺ"21 จงอย่าให้เป็นที่เสียใจแก่เจ้าซึ่งบรรดาผู้ที่รีบเร่งกันในการปฏิเสธศรัทธาจากหมู่ผู้ที่กล่าวด้วยปากของพวกเขาว่า พวกเราศรัทธาแล้วโดยที่หัวใจของพวกเขามิได้ศรัทธา และจากหมู่ผู้ที่เป็นยิวด้วย โดยที่พวกเขาชอบฟังคำมุสา พวกเขาชอบฟังเพื่อพวกอื่นที่มิได้มุ่งหาเจ้า พวกเขาบิดเบือนบรรดาถ้อยคำหลังจาก (ที่มันถูกวางใน) ที่ของมัน พวกเขากล่าวว่า หากพวกท่านได้รับสิ่งนี้ก็จงเอามันไว้ และถ้าหากพวกท่านมิได้รับมันก็จงระวัง และผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ซึ่งการทดสอบเขาแล้ว เจ้าก็ไม่มีสิทธิแต่อย่างใดจากอัลลอฮฺที่จะช่วยเหลือเขาได้ ชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่อัลลอฮฺมิทรงประสงค์จะให้หัวใจของพวกเขาสะอาด โดยที่พวกเขาจะได้รับความอัปยศในโลกนี้ และจะได้รับการลงโทษอันมหันต์ในปรโลก
หลังจากทำสนธิสัญญาเสร็จสิ้น มีบางท่านในหมู่เศาะฮาบะฮฺเริ่มมีความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับชาวยิวที่เป็นเพื่อนบ้านของตน อัลลอฮฺ ตะอาลาจึงประทานโองการอันจำเริญลงมาโดยมีความหมายว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย! อย่าได้ตั้งมิตรภาพกับผู้ใดนอกจากพี่น้องในศรัทธาของพวกท่านเอง พวกเขาจะไม่ลังเลที่จะทำร้ายพวกท่าน ก่อความวุ่นวาย และหวังให้พวกท่านประสบกับความทุกข์ ความเกลียดชังและศัตรูของพวกเขาได้แสดงออกมาทางวาจา ส่วนสิ่งที่พวกเขาซ่อนอยู่ในหัวใจนั้นยิ่งรุนแรงยิ่งกว่า หากพวกท่านใคร่ครวญและเข้าใจ เราได้ชี้แจงโองการต่าง ๆ เกี่ยวกับความเป็นศัตรูของพวกเขาไว้แล้ว"
บรรดามุชริกแห่งมักกะฮฺยังคงยั่วยุและข่มขู่เหล่ามุชริก มุนาฟิก และชาวยิวในเมืองมะดีนะฮ์ รวมถึงชนเผ่าโดยรอบอย่างไม่หยุดยั้ง พวกเขาต้องการดับแสงแห่งอิสลามให้เร็วที่สุด และพยายามแสวงหาหนทางเพื่อทำลายการดำรงอยู่ของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม แม้จะเผชิญกับการกระทำของมุนาฟิกและมุชริก ท่านนบียังคงเลือกแนวทางแห่งสันติ อย่างไรก็ตาม บางท่านในหมู่เศาะฮาบะฮฺรู้สึกว่า ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาควรเผชิญหน้ากับศัตรู จึงวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ตะอาลาว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ไม่มีสิ่งใดประเสริฐยิ่งกว่าการต่อสู้ในหนทางของพระองค์กับบรรดามุชริกเหล่านี้ ชาวกุร็อยช์ได้ปฏิเสธการเป็นศาสดาของที่รักของพระองค์ และบังคับให้ท่านต้องออกจากมักกะฮฺ โอ้อัลลอฮฺ เราหวังว่าพระองค์จะทรงอนุมัติให้เราทำสงครามกับพวกเขา"22
ส่วนท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ยังคงเฝ้ารอคำสั่งจากอัลลอฮฺ ตะอาลาและปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ จนกระทั่งเวลานั้นก็มาถึง เมื่อญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ได้นำโองการแห่งวะฮีย์มาว่า "จงต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ ตะอาลากับผู้ที่ทำสงครามกับพวกท่าน แต่จงอย่าล่วงละเมิดแนวเขตแดน แท้จริงอัลลอฮฺ ตะอาลาไม่ทรงรักผู้ล่วงละเมิด จงสังหารพวกเขา (คือผู้ปฏิเสธ) ทุกที่ที่พบท่าน และขับไล่พวกเขาออกไปเช่นเดียวกับที่พวกเขาขับไล่พวกท่านออกไป ความวุ่นวายจากการตั้งภาคีเลวร้ายยิ่งกว่าการฆ่า อย่าได้ต่อสู้กับพวกเขาที่มัสยิดอัลหะรอม เว้นแต่พวกเขาจะเริ่มการสู้รบ ณ ที่นั้น หากพวกเขาทำร้ายท่านที่นั่น ท่านจงตอบโต้พวกเขาที่นั่น เพราะการลงโทษแก่ผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นสมควรยิ่งนัก หากพวกเขายุติการปฏิเสธและการสู้รบ ก็จงยุติด้วย เพราะอัลลอฮฺ ตะอาลาทรงอภัยโทษและทรงเมตตายิ่ง"23
และในโองการอันจำเริญที่ประทานลงมาในภายหลังมีความหมายว่า "จงต่อสู้กับบรรดามุชริก จนกว่าเงาแห่งการตั้งภาคีจะถูกขจัด และศาสนาจะเป็นของอัลลอฮฺ ตะอาลาเพียงพระองค์เดียว หากพวกเขาละทิ้ง (การตั้งภาคี) ก็จะไม่มีความอธรรมสำหรับพวกเขาอีกต่อไป และการลงโทษจะสงวนไว้สำหรับผู้ที่ยังคงกระทำความอธรรมเท่านั้น"24
อิมามอัรร็อบบานีย์ เราะฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวบทกวีว่า
"ข้ามิอาจสรรเสริญมุฮัมมัดด้วยถ้อยคำ
แต่ข้าได้ทำให้งานเขียนของข้ามีเกียรติ ด้วยการเอ่ยนามของมุฮัมมัด"
การรบและการจัดกองกำลัง
"จงต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺกับบรรดาผู้ที่ทำสงครามกับพวกเจ้า แต่อย่าได้ละเมิดหรือก้าวล้ำขอบเขตแท้จริงอัลลอฮฺไม่ทรงรักผู้ที่ล่วงละเมิด"
อัล-บะเกาะเราะฮ์ อายะฮ์ 190
ขณะที่อยู่ในมักกะฮฺ บรรดามุชริกได้ข่มเหงมุสลิมอย่างรุนแรง พวกเขาทำร้ายร่างกาย บางคนถูกตีจนเลือดออกจากศีรษะ บางคนถูกทรมานด้วยวิธีที่ไม่อาจจินตนาการได้ ขณะนั้นยังไม่มีการอนุญาตให้ทำสงคราม เนื่องจากจำนวนของมุสลิมมีน้อย การทำสงครามในเวลานั้นจึงจะเป็นการเสียเปรียบอย่างมาก
เมื่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม และบรรดาเศาะฮาบะฮฺได้ทำการฮิจเราะฮฺมายังมะดีนะฮ์ จำนวนของชาวมุสลิมก็เพิ่มมากขึ้น เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากชาวอันศอร อำนาจและความเข้มแข็งจึงเริ่มก่อตัวขึ้น อิสลามมีความยิ่งใหญ่ขึ้น และในเวลานั้นจึงมีการอนุญาตในการทำศึกสงครามกับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา
ซะฟัร ฆ็อซวะฮฺ และซะรียะฮฺ
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จัดตั้งซะรียะฮฺขึ้น นั่นคือการส่งกองกำลังขนาดเล็กเพื่อปกป้องความปลอดภัยของเมืองมะดีนะฮ์และตรวจสอบความเคลื่อนไหวของศัตรู จำนวนผู้เข้าร่วมในแต่ละซะรียะฮฺแตกต่างกันไป ตั้งแต่ห้าคนถึงสี่ร้อยคน ซะรียะฮฺเหล่านี้ท่านนบีมิได้ร่วมออกไปด้วยตนเอง แต่ส่งกองกำลังออกไปต่อต้านบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา
การรบที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ร่วมบัญชาการด้วยตัวท่านเองนั้น เรียกว่า ฆอซวะฮฺ ส่วนการเดินทัพทางทหารหรือกองทัพที่เคลื่อนพลออกไปเรียกว่า ซะฟัร
ท่านนบีได้วางระบบรักษาความปลอดภัยรอบเมืองมะดีนะฮ์อย่างเข้มงวด โดยจัดกองลาดตระเวนและยามเฝ้าตรวจตราเพื่อป้องกันการโจมตีอย่างกะทันหันจากศัตรู
ท่านนบีได้เข้าร่วมในฆอซวะฮฺทั้งหมดยี่สิบเจ็ดครั้ง ได้แก่ อัล อับวาอ์ (วะดาน), บูวาฏ, บัดรฺครั้งที่หนึ่ง (ซัฟวาน), อัล-อุชัยรอฮฺ, บัดรฺ (บัดรฺอัล-กุบรอ),กัรกะเราะฮ์ อัลคุดร์, บนี ก็อยนุกอา, ซะวีก, ฆอฏฟาน (อันมาร, ซีอัมร์), บะฮ์รอน (บนี ซุลัยม์), อุฮุด, ฮัมรออ์อัสอัด, บนีนะฎีร, บัดรฺน้อย (บัดรฺอัสสุฆรอ), ซาตุร ริกออฺ, ดูมะตุลญันดัล, มุรอยซีอ์ (บนีมุสฏอลิก), อัล-คอนดัก (สงครามคูเมือง), บนีกุร็อยเซาะฮฺ, บนีลิฮยาน, ฆอบะฮฺ (ซีก็อรดะฮฺ), ค็อยบัร, วาดี อัล-กุรอ, การพิชิตมักกะฮฺ, ฮุนัยนฺ, ฏออิฟ และ ตะบูก
ในจำนวนฆอซวะฮฺทั้งหมดนี้ มีเพียงเก้าครั้งที่เกิดการสู้รบขึ้น ได้แก่ บัดรฺ, อุฮุด, มุรอยซีอ์, อัล-คอนดัก, บนีกุร็อยเซาะฮฺ, ค็อยบัร, วาดี อัล-กุรอ, ฮุนัยนฺ และ ฏออิฟ
สำหรับการพิชิตมักกะฮฺนั้นเกิดขึ้นโดยไม่มีการต่อสู้ใด ๆ และชาวมักกะฮฺทั้งหมดต่างเข้ารับอิสลามโดยสมัครใจ
สำหรับฆอซวะฮฺอื่น ๆ ที่เหลือ ไม่ได้มีการสู้รบเกิดขึ้น บ้างสามารถทำสนธิสัญญาได้ บ้างก็ยอมจำนน ในบางแห่งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาไม่กล้าเผชิญหน้ากับกองทัพของอิสลาม ส่วนมากเมื่อได้ยินว่ากองทัพของมุสลิมกำลังมา ต่างก็พากันหลบหนีขึ้นไปยังภูเขา
ดังคำกล่าวที่สะท้อนสัจธรรมหนึ่งว่า
"ถ้าเจ้าปรารถนาถึงสันติภาพ จงเตรียมพร้อมสำหรับสงคราม"
อับดุลฮัก มอลลา
ปฏิบัติการทหาร (ซะรียยะฮ์) ที่ท่านรอซุลลุลลอฮ์ ส่งออกไป
กองกำลังซะรียะฮฺที่ท่านรอซูลุลลอฮฺส่งออกไป (ภูมิภาคดามัสกัส [R]) แผนที่ 15 – ปฏิบัติการซะรียะฮฺ
ซะรียะฮฺชุดแรก
กองกำลังของฮัมซะฮฺ
"จงออกไปบนหนทางของอัลลอฮฺ โดยเอ่ยนามของพระองค์ จงต่อสู้กับผู้ที่ปฏิเสธอัลลอฮฺตะอาลา"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ในช่วงต้นของอิสลาม จำเป็นต้องกระทำการบ่อนทำลายอิทธิพลของพวกมุชริก ทั้งทางการค้าขายและเศรษฐกิจโดยรวม เพื่อเป็นการกดดันและทำให้พวกเขาตระหนักถึงพลังอำนาจของอิสลาม หนึ่งในวิธีสำคัญคือการตัดเส้นทางการค้าหลักที่มุ่งหน้าสู่ซีเรีย ในขณะนั้น มีข่าวว่าคาราวานของพวกมุชริกกำลังจะผ่านใกล้เมืองมะดีนะฮ์ ในช่วงต้นเดือนเราะมะฎอน ปีฮิจเราะฮ์ที่หนึ่ง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งให้จัดเตรียมกองกำลังเร่งด่วน และแต่งตั้งฮัมซะฮฺ อิบนุ อับดุลมุฏฏอลิบ ให้เป็นแม่ทัพ นำทหารม้า 30 นายออกเดินทาง
ก่อนออกศึก ท่านนบีได้ตักเตือนฮัมซะฮฺให้มีความยำเกรงอัลลอฮฺ ตะอาลา และให้ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างดี พร้อมกล่าวว่า "จงออกไปบนหนทางของอัลลอฮฺ โดยเอ่ยนามของพระองค์ จงต่อสู้กับผู้ที่ปฏิเสธอัลลอฮฺตะอาลา..."
จากนั้น ท่านได้มอบธงสีขาวให้กับฮัมซะฮฺ และส่งเขาออกเดินทาง
ฮัมซะฮฺและกองกำลังของเขามุ่งหน้าไปยังคาราวานของพวกมุชริก ซึ่งมีทหารม้าอารักขากว่า 300 นาย คาราวานดังกล่าวมาถึงบริเวณที่เรียกว่า ซีฟรุลบะฮ์รฺ ซึ่งอยู่บนเส้นทางระหว่างดามัสกัสกับมักกะฮฺ และได้เผชิญหน้ากับกองทัพมุสลิม
เหล่าซอฮาบะฮฺผู้กล้าหาญได้จัดแถวและเตรียมพร้อมทันที แต่ในขณะนั้นเอง มัจดี อิบนุ อัมรฺ อัล-ญุฮะนี ซึ่งอยู่ในบริเวณนั้นได้เข้ามาไกล่เกลี่ย
มัจดีเป็นพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย เมื่อเขาเห็นว่ามุสลิมมีจำนวนน้อยกว่า เขาเกรงว่าพวกเขาจะพ่ายแพ้ และด้วยความหวังที่จะเห็นรัฐอิสลามยืนหยัดขึ้นมาได้ เขาจึงพยายามโน้มน้าวและประนีประนอมไม่ให้ทั้งสองฝ่ายใช้กำลังต่อสู้กัน
ด้วยเหตุนี้ ฮัมซะฮฺและกองกำลังของเขาจึงเดินทางกลับมะดีนะฮ์โดยมิได้เกิดการปะทะใด ๆ
เมื่อเรื่องของมัจดีถูกเล่าถึงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านแสดงความพึงพอใจ และกล่าวว่า
"เขาได้ปฏิบัติในสิ่งที่ดี อันเป็นการกระทำที่เปี่ยมด้วยความเมตตา และถูกต้องยิ่งนัก"25
กองกำลังของอุบัยดะฮ์ อิบนุ ฮาริษ
หลังจากนั้น การส่งซะรียะฮฺก็มิได้หยุดลง ท่านอุบัยดะฮ์ อิบนุ ฮาริษ ได้รับการมอบหมายให้คุมกองกำลังมุญาฮิดีนจำนวนหกสิบหรือแปดสิบคน และถูกส่งไปยังพื้นที่รอบิก ทันทีที่กองกำลังของทั้งสองฝ่ายพบกัน ต่างฝ่ายต่างเริ่มยิงธนูใส่กัน จากฝ่ายมุสลิม คนแรกที่ยิงธนูคือ สะอฺด์ อิบนุ อะบีวักกอศ ฝ่ายกุร็อยช์ที่มีจำนวนประมาณ 200 คน อยู่ภายใต้การนำของอบูซุฟยาน เมื่อเห็นเช่นนั้น พวกเขาเข้าใจผิด คิดว่าทหารมุสลิมส่วนใหญ่กำลังซุ่มโจมตีอยู่โดยรอบ จึงเกิดความหวาดกลัวและรีบหลบหนีออกจากพื้นที่ทันที26
เราจะต่อสู้บนหนทางของอัลลอฮฺเพื่อความรุ่งโรจน์
อัลกุรอานได้สัญญาชัยชนะไว้โดยท่านผู้ครองอำนาจสูงสุด
การออกศึก (ฆ็อซวะฮฺ) ของท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
"ขอแสดงความยินดีต่อผู้ที่เสียชีวิตบนเส้นทางแห่งฮัจญ์ และผู้ที่ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ฆ็อซวะฮฺวัดดาน
หรือเรียกว่า ฆ็อซวะฮฺอับวาอ์ ก็ได้ ถือเป็นการออกศึกครั้งแรกของท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เกิดขึ้นในเดือนที่ 12 หลังการฮิจเราะฮ์ ท่านสะอ์ดฺฺ อิบนุ อุบาดะฮ์ ได้รับมอบหมายให้อยู่ดูแลเมืองมะดีนะฮ์แทน
กองกำลังจำนวน 60 คนมุ่งหน้าไปหาชนเผ่ากุร็อยช์และบนีดัมเราะฮ์ ธงของศึกครั้งนี้อยู่ในมือของท่านฮัมซะฮฺ ฝ่ายชาวมักกะฮฺมิได้อยู่ ณ ที่นั้น ขบวนได้เดินทางไปถึงบริเวณที่เรียกว่า วัดดาน และได้มีการจัดทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกับชนเผ่าบนีฎอมเราะฮ์ โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1. ชนเผ่าฏอมเราะฮ์จะไม่ให้การช่วยเหลือศัตรูของอิสลามไม่ว่ากรณีใด ๆ
2. ชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาจะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของชาวมุสลิม
3. และในทางกลับกัน หากท่านนบีเรียกให้ช่วยในการรบ พวกเขาต้องรีบเข้าร่วมทันที
ฆ็อซวะฮฺบูวาต
ถือเป็นฆ็อซวะฮฺครั้งที่สองของท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เกิดขึ้นในเดือนรอบีอุลเอาวัล ปีที่ 2 หลังฮิจเราะฮ์ ท่านซาอิบ อิบนุอุษมาน อิบนุ มะซอูน ได้รับมอบหมายให้อยู่ดูแลเมืองมะดีนะฮ์แทน เมื่อมีข่าวว่ามีคาราวานของพวกมุชริกประมาณ 100 คน นำโดยอบูซุฟยาน กำลังเดินทางไปยังดามัสกัส พร้อมอูฐจำนวน 2,500 ตัว กองกำลังมุสลิมจำนวน 200 คนจึงถูกส่งออกไปเพื่อสกัดคาราวานนี้
แม้พวกเขาจะตรวจตราเส้นทางจนถึงภูเขาบูวาต แต่ก็ไม่สามารถพบเจอขบวนคาราวานได้
ฆ็อซวะฮฺซุลอุชัยเราะฮ์
เกิดขึ้นช่วงต้นเดือนที่ 16 หลังฮิจเราะฮ์ เมื่อมีข่าวว่าคาราวานพาณิชย์ขนาดใหญ่ของพวกมุชริกแห่งมักกะฮฺ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของอบูซุฟยาน กำลังเดินทางไปยังดามัสกัส ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มอบหมายให้อบูซะละมะฮ์ อิบนุ อับดุลอะซัด อยู่ดูแลเมืองแทน และให้ธงแก่ท่านฮัมซะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ)
พวกเขามีอูฐเพียง 30 ตัว ใช้สลับกันขี่ เดินทางพร้อมมุญาฮิดีนจำนวน 150 หรือ 200 คน ไปยังพื้นที่ที่เรียกว่า อุชัยเราะฮ์ และพักคอยอยู่ที่นั่นหลายวัน แต่ก็ไม่สามารถพบขบวนคาราวานได้ ในภายหลัง พวกเขาได้ทำสัญญาสันติภาพกับชนเผ่าบนีมุดลอง แล้วจึงเดินทางกลับมะดีนะฮ์
ฆ็อซวะฮฺบัดรฺครั้งแรก
เรียกอีกชื่อว่า ฆ็อซวะฮฺซอฟวาน ไม่กี่วันหลังจากกลับจากฆ็อซวะฮฺบูวาต ก็มีข่าวว่าชายคนหนึ่งจากกุร็อยช์ชื่อ กุรซฺ อิบนุ ญาบิร อัลฟิฮรี พร้อมกับพรรคพวก ได้บุกเข้าพื้นที่ภูเขาญัมมา และขับไล่สัตว์เลี้ยงของชาวมุสลิมไป ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้มอบหมายให้ ซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ เป็นผู้ดูแลเมือง และออกเดินทางด้วยพระองค์เองพร้อมกับเหล่าซอฮาบะฮ์บางคน โดยครั้งนี้ ท่านได้มอบธงให้แก่ท่านอาลี
เมื่อมุญาฮิดีนเดินทางไปถึงสถานที่เกิดเหตุ กุรซฺและพวกได้ทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้และลบเราะงรอยการหลบหนีไปหมดแล้ว แม้พวกเขาจะค้นหาทั่วบริเวณ หุบเขาซอฟวานของบัดรฺ ก็ไม่สามารถตามตัวพบได้
กองกำลังของอับดุลลอฮฺ อิบนุ ญะห์ชฺ (ซะรียะฮฺบัตน์ อัน-นัคละฮ์)
วันหนึ่ง ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีความตั้งใจจะจัดซะรียะฮฺไปยังหุบเขานัคละฮ์ เพื่อสอดส่องความเคลื่อนไหวของพวกมุชริกจากเผ่ากุร็อยช์ ท่านต้องการแต่งตั้งอบูอุบัยดะฮ์ อิบนุญัรรอฮ์ เป็นแม่ทัพ แต่เมื่ออบูอุบัยดะฮ์ได้รับคำสั่ง เขากลับร้องไห้ เพราะเจ็บปวดจากการที่ต้องห่างจากท่านนบี
ด้วยเหตุนี้ ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงแต่งตั้ง อับดุลลอฮฺ อิบนุ ญะห์ชฺ ให้เป็นผู้บัญชาการแทน27
อับดุลลอฮฺ อิบนุ ญะห์ชฺ เป็นหนึ่งในผู้ที่ดำรงอิสลามด้วยหัวใจที่แน่วแน่ แม้จะต้องเผชิญกับการทรมานอย่างโหดร้ายจากพวกปฏิเสธศรัทธา เขาก็อดทนต่อความเจ็บปวดนั้นด้วยพลังแห่งอีมาน
ท่านนบีเคยกล่าวถึงเขากับเหล่าเศาะฮาบะฮฺว่า "ในหมู่พวกเจ้า เขาคือผู้ที่อดทนต่อความหิวและความกระหายมากที่สุด"
อับดุลลอฮฺใฝ่ฝันในความเป็นชะฮีดเสมอ หลังจากได้ยินข่าวดีที่ท่านนบีเคยให้ไว้เกี่ยวกับผู้ที่พลีชีพในหนทางของอัลลอฮฺ เขามักจะต่อสู้ในแนวหน้าอย่างกล้าหาญ
เขาเล่าว่า "ในคืนนั้น หลังจากละหมาดอิชาอ์ ท่านรอซูลเรียกฉันไปหาและกล่าวว่า 'พรุ่งนี้เช้า มาหาฉันพร้อมกับอาวุธของเจ้า ฉันจะส่งเจ้าไปทำภารกิจหนึ่ง'"
พอรุ่งเช้า ฉันไปยังมัสยิดพร้อมดาบ ธนู ลูกธนู กระเป๋า และโล่ ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ละหมาดซุบฮฺเสร็จแล้วกลับไปยังบ้าน ขณะนั้นฉันรออยู่หน้าประตู ท่านได้นำมุฮาญิรบางคนมาร่วมทางกับฉัน และกล่าวว่า "เราแต่งตั้งเจ้าให้เป็นผู้บัญชาการของกลุ่มนี้"
จากนั้นท่านยื่นจดหมายให้ฉัน และกล่าวว่า "จงออกเดินทาง แล้วเปิดจดหมายนั้นหลังจากเดินทางไปสองวัน จากนั้นจงทำตามคำสั่งที่อยู่ในนั้น"
ฉันถามว่า "โอ้ ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ฉันควรไปทางไหน"
ท่านตอบว่า "ไปตามเส้นทางนะญ์ดิยะฮ์ มุ่งหน้าไปทางรอกียะฮ์ ไปยังบริเวณบ่อน้ำ"
เมื่ออับดุลลอฮฺได้รับภารกิจ เขาได้รับตำแหน่ง "อะมีรุลมุอ์มินีน" (ผู้นำของผู้ศรัทธา) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในอิสลามที่มีผู้ได้รับชื่อนี้อย่างเป็นทางการ
สองวันให้หลัง เมื่อกองกำลังที่มีสมาชิก 8 หรือ 12 คน เดินทางมาถึงบริเวณที่เรียกว่า อัล-มะลัล เขาเปิดจดหมายและอ่านได้ความว่า
"บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม เมื่อเจ้าได้อ่านจดหมายนี้ จงเดินทางต่อไปด้วยนามและความโปรดปรานของอัลลอฮฺ ตะอาลา มุ่งหน้าไปยังหุบเขานะคละฮ์ระหว่างมักกะฮฺและฏออิฟ
อย่าบังคับเพื่อนร่วมทางให้ไปกับเจ้าโดยเด็ดขาด จงเฝ้าดูพวกกุร็อยช์และคาราวานของพวกเขา และรายงานข่าวกลับมา"
หลังจากอ่านจบ อับดุลลอฮฺกล่าวด้วยความศรัทธา "พวกเราคือบ่าวของอัลลอฮฺ และเราทุกคนย่อมกลับไปหาพระองค์ ฉันได้ยินและฉันเชื่อฟัง ฉันจะทำตามคำสั่งของอัลลอฮฺและท่านรอซูลที่เป็นที่รัก"
เขาจูบจดหมายนั้นและวางไว้บนหน้าผากเป็นการให้เกียรติ จากนั้นหันไปหาสหายและกล่าวว่า
"ใครก็ตามที่ปรารถนาจะเป็นชะฮีด จงร่วมทางไปกับฉัน ใครไม่ต้องการไปก็สามารถกลับได้เลย ฉันไม่บังคับ และหากไม่มีใครไป ฉันก็จะไปเพียงลำพังเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของท่านรอซูล"
สหายของเขาตอบพร้อมกันว่า "เรารับฟังคำสั่งของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และเราพร้อมเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺ ท่านรอซูล และต่อท่าน ขอความโปรดปรานของอัลลอฮฺจงอยู่กับเรา จงออกเดินทางไปยังที่ใดก็ตามที่ท่านต้องการเถิด"
กองกำลังเล็กนี้ ซึ่งมีท่านสะอ์ดฺ อิบนุ อะบีวักกอศ รวมอยู่ด้วย ได้มุ่งหน้าไปยังเขตเฮญาซ และมาถึงหุบเขานะคละฮ์ พวกเขาซ่อนตัวและสังเกตความเคลื่อนไหวของพวกกุร็อยช์
"โอ้ญิบรออีล ข้าปรารถนาให้พระอัลลอฮฺทรงหันใบหน้าของฉันไปทางกะอฺบะฮฺ จากกิบละฮ์ของชาวยิว"
หะดีษอันประเสริฐ
ในขณะนั้น คาราวานของพวกกุร็อยช์ผ่านเข้ามา โดยมีอูฐบรรทุกสัมภาระจำนวนมาก มุญาฮิดีนเข้าใกล้และเชิญชวนพวกเขาเข้าสู่อิสลาม แต่เมื่อพวกเขาไม่ตอบรับ การต่อสู้จึงเกิดขึ้น
ฝ่ายมุสลิมสังหารศัตรูได้หนึ่งคน จับเป็นได้สองคน อีกหนึ่งคนหนีไปได้เพราะขี่ม้า ทรัพย์สินทั้งหมดของพวกผู้ปฏิเสธศรัทธาตกเป็นของมุญาฮิดีน
อับดุลลอฮฺ อิบนุ ญะห์ชฺ แบ่งทรัพย์สินที่ได้มาไว้หนึ่งในห้าเพื่อนำไปมอบแก่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ชาวมุสลิมได้รับทรัพย์สินจากสงคราม28
มัสยิดอัล-กิบลาตัยน์
สิบเจ็ดเดือนผ่านไปนับตั้งแต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้เป็นที่รักของเรา ได้ทำการฮิจเราะฮ์มายังเมืองมะดีนะฮ์ อัล-มุเนาวะเราะฮ์ ตลอดเวลานั้น ท่านและบรรดาผู้ติดตามทำการละหมาดโดยหันหน้าไปทาง บัยตุลมักดิส ณ เมืองกุดส์ อัช-ชารีฟ แต่ไม่นานมานี้ มีข่าวเล็ดลอดมาถึงท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่าชาวยิวกำลังพูดกันว่า "แปลกจริง! ศาสนาของเขาไม่เหมือนเรา แต่เขากลับหันหน้าไปยังทิศเดียวกับเรา" ท่านนบีรู้สึกเจ็บปวดหัวใจจากคำพูดในลักษณะนั้น
วันหนึ่ง ขณะที่ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม มาหาท่าน นบีจึงกล่าวกับเขาว่า "โอ้ ญิบรีล! ฉันหวังว่าอัลลอฮฺ ตะอาลา จะทรงเปลี่ยนทิศละหมาดของฉันจากทิศของชาวยิวไปยังทิศกะอฺบะฮฺแทน"
ญิบรีลตอบว่า "ฉันเป็นเพียงบ่าวของอัลลอฮฺ ตะอาลา หากท่านปรารถนา ก็จงวิงวอนต่อพระองค์เถิด"
หลังจากนั้น อายะฮ์ที่ 144 จากซูเราะฮ์อัล-บะเกาะเราะฮ์ ก็ถูกประทานลงมา โดยมีความหมายโดยสรุปว่า
"โอ้ที่รักของเรา! แท้จริงเราเห็นใบหน้าของเจ้าหันขึ้นฟ้าครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อรอวะฮีย์ ด้วยเหตุนี้ เราจะหันเจ้าสู่กิบละฮ์ที่เจ้าพอใจ
ดังนั้นจงหันหน้าไปยัง มัสยิดอัลฮะรอม (กะอฺบะฮฺ)
และไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ที่ไหน ก็จงหันหน้าไปยังที่นั่นขณะละหมาด
บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์รู้อยู่แก่ใจว่าการเปลี่ยนกิบละฮ์ครั้งนี้คือความจริงจากพระเจ้าของพวกเขา
และอัลลอฮฺ ตะอาลา ไม่ทรงเพิกเฉยต่อสิ่งที่พวกเขากระทำ"
อายะฮ์นี้ถูกประทานลงมาในวันอังคาร กลางเดือนชะอฺบาน ในเวลานั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กำลังเป็นอิหม่ามนำละหมาดซุฮฺรฺ (หรืออัศรฺ) ณ มัสยิดของเผ่าบนีสะลิมะฮ์
ในร็อกอะฮ์ที่สาม วะฮีย์ก็ถูกประทานมาให้เปลี่ยนทิศละหมาดไปยังกะอฺบะฮฺ ทันทีที่ท่านนบีได้รับวะฮีย์ ท่านจึงหันหน้าละหมาดไปยังกะอฺบะฮฺทันที บรรดาเศาะฮาบะฮฺก็หันตามไปยังทิศเดียวกัน
นับจากวันนั้น มัสยิดแห่งนั้นจึงได้รับชื่อว่า "มัสยิดอัล-กิบลาตัยน์" หรือที่แปลว่า "มัสยิดสองกิบละฮ์"
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยังได้เดินทางไปยังมัสยิดกุบาอ์ และท่านได้เปลี่ยนทิศของ มิหฺรอบ (จุดที่ชี้ทิศกิบละฮ์ในมัสยิด) รวมถึงเปลี่ยนผนังมัสยิดด้วยมืออันเปี่ยมความเมตตาของท่านเอง เพื่อให้สอดคล้องกับกิบละฮ์ใหม่อย่างถูกต้อง29
มัสยิดอัล-กิบลาตัยน์
กิบละฮ์แรกของชาวมุสลิมคือ มัสยิดอัล-อักศอ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ และเป็นกิบละฮ์เดียวกับชาวยิว ด้วยเหตุนี้ ชาวยิวบางคนจึงพูดเย้ยหยันบรรดาเศาะฮาบะฮฺว่า"พวกมุสลิมละหมาดหันหน้ามาทางกิบละฮ์ของพวกเรา"ท่านนบีผู้เป็นที่รักของเรา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงได้วิงวอนต่อ อัล-ฮักกฺ (พระผู้ทรงเป็นความจริง) เพื่อให้กิบละฮ์ของมุสลิมเปลี่ยนเป็น กะอฺบะฮฺ อัล-มุอัซซะมะฮ์
ขณะที่ท่านนบีกำลังเป็นอิหม่ามนำละหมาดซุฮฺรฺ (บางรายงานกล่าวว่าเป็นอัศรฺ) ที่มัสยิดแห่งนี้ อายะฮ์อัล-การีมะฮ์ที่มีคำสั่งว่า "จงหันหน้าไปยังกะอฺบะฮฺ"ได้ถูกประทานลงมา ท่านนบีจึงหันทิศละหมาดทันที จากเดิมที่หันไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เปลี่ยนเป็นหันหน้าสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นทิศกะอฺบะฮฺ อัล-มุอัซซะมะฮ์ เพราะมัสยิดแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ที่มีการละหมาดโดยหันไปสองทิศ จึงได้รับชื่อว่า มัสยิดอัล-กิบลาตัยน์ ซึ่งแปลว่า "มัสยิดสองกิบละฮ์"
"จงอยู่ที่บ้านของเธอ และอ่านอัลกุรอานเถิด แท้จริงอัลลอฮฺจะประทานความเป็นชะฮีดแก่เธออย่างแน่นอน"
หะดีษ อัชชะรีฟ
