ฆ็อซวะฮฺอุฮุด
"อุฮุดรักเรา และเราก็รักอุฮุด"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
เดือนเชาวาล ปีที่สามหลังการฮิจเราะฮ์ พวกมุชริกแห่งมักกะฮฺยังไม่ยอมเรียนรู้บทเรียนจากความพ่ายแพ้ในสงครามบัดรฺ และไม่อาจลืมความเจ็บปวดที่ได้รับ กุร็อยช์สูญเสียผู้นำและบุคคลสำคัญไปมากมาย อีกทั้งเส้นทางการค้าสู่ดามัสกัสก็ตกอยู่ในการควบคุมของบรรดามุสลิม สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้พวกเขาโกรธเกรี้ยวหนักขึ้น
คาราวานการค้าที่มีอบูซุฟยานเป็นผู้นำกลับถึงมักกะฮฺพร้อมกำไรเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ และเพราะเจ้าของทุนจำนวนมากเสียชีวิตไปในสงครามบัดรฺ ผลกำไรทั้งหมดจึงถูกเก็บไว้ในดารุนนัดวา อาคารที่พวกมุชริกใช้สำหรับประชุมตัดสินใจ ที่นั่น ซอฟวาน อิบนุ อุมัยยะฮ์ อิกริมะฮฺ อิบนุ อบีญะฮัล อับดุลลอฮฺ อิบนุ เราะบีอะฮ์ และคนอื่น ๆ ที่สูญเสียบิดา พี่น้อง สามี หรือลูกชายในบัดรฺ ต่างร้องขอต่ออบูซุฟยานว่า "ชาวมุสลิมฆ่าผู้นำของเรา ทำลายเรา ถึงเวลาแล้วที่เราต้องแก้แค้น จงใช้กำไรของคาราวานเพื่อเตรียมกองทัพ เราจะบุกมะดีนะฮ์เพื่อล้างแค้นของเรา"
เมื่อผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ชั่วร้ายอย่างอบูญะฮัล อุฏบะฮ์ และชัยบะฮ์ได้ถูกสังหารไปแล้ว อบูซุฟยานผู้ที่ยังมิได้เข้ารับอิสลามจึงกลายเป็นผู้นำของพวกมุชริก ผลกำไรจากการค้าที่ดามัสกัสมีถึงหนึ่งแสนเหรียญทอง ครึ่งหนึ่งเป็นเงินทุนซึ่งถูกคืนแก่เจ้าของทันที ส่วนอีกครึ่งหนึ่งแบ่งสองส่วน ส่วนหนึ่งสำหรับซื้ออาวุธ และอีกส่วนหนึ่งสำหรับจัดหาทหาร นอกจากนี้ยังทำการจ่ายเงินเป็นค่าจ้างให้แก่นักกวีและนักพูด เพื่อแต่งบทกวีและบทไว้อาลัยปลุกระดมผู้คนให้ลุกขึ้นมาออกรบ บรรดาสตรีก็มาร่วมกับพวกเขาด้วย ทำการเคาะรำมะนาและร้องปลุกเร้า
เป้าหมายของพวกมุชริกคือขับไล่มุสลิมออกจากมะดีนะฮ์ สังหารท่านนบีผู้เป็นที่รัก และทำลายอิสลาม พวกเขายังไปยังเผ่าต่าง ๆ รอบข้างเพื่อขอกำลังเสริม จนสุดท้ายกองทัพใหญ่จำนวน 3,000 นายถูกจัดเตรียมขึ้นที่มักกะฮฺ ในนั้นมีทหารใส่เกราะ 700 นาย ทหารม้า 200 นาย และอูฐ 3,000 ตัว
กองทัพใหญ่นี้ยังมีนักดนตรีและสตรีร่วมเดินทางด้วย โดยมีอบูซุฟยานเป็นแม่ทัพ ส่วนภรรยาของเขา ฮินด์ เป็นหัวหน้าสตรี และนางได้ยุยงปลุกระดมพวกมุชริกสุดกำลัง เพราะเธอสูญเสียทั้งบิดาและพี่ชายสองคนในสงครามบัดรฺ ความแค้นฝังใจทำให้นางไม่ยอมสงบ นางยังกล่าวปิดปากผู้คัดค้านการเข้าร่วมรบของสตรีด้วยว่า "จงจำสงครามบัดรฺให้ดี! พวกเจ้าหนีจากบัดรฺเพื่อกลับไปหาผู้หญิงและลูก ๆ ของเจ้า! จากนี้ไป ใครที่คิดจะหนีจะต้องพบเราขวางหน้าอยู่!" ดังนี้ ฮินด์ได้ใช้พลังทั้งหมดปลุกเร้ากุร็อยช์ให้ลุกขึ้นทำสงคราม1
ญุบัยร์ อิบนุ มุฏอิม หนึ่งในบรรดามุชริก มีทาสคนหนึ่งชื่อวะฮ์ชี ผู้เชี่ยวชาญในการขว้างหอก เขาไม่เคยพลาดเป้าเลยสักครั้ง และเนื่องจาก ฮินด์ และญุบัยร์ ต่างก็มีความเคียดแค้นอันรุนแรงต่อท่านฮัมซะฮฺ เพราะท่านฮัมซะฮฺได้สังหารอุฏบะฮ์ บิดาของฮินด์ และตุวัยมะฮ์ ลุงของญุบัยร์ ในสงครามบัดรฺ ญุบัยร์จึงบอกทาสของตนว่า "หากเจ้าฆ่าฮัมซะฮฺได้ ฉันจะปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระ" ส่วนฮินด์ก็บอกวะฮ์ชีว่า "หากเจ้าฆ่าเขาได้ ฉันจะให้ทองคำและเครื่องประดับมากมายแก่เจ้า"2 เมื่อการเตรียมการทั้งปวงเสร็จสิ้น กองทัพกุร็อยช์ก็ชักธงขึ้น โดยมอบธงหนึ่งให้แก่ฏ็อลฮะฮ์ อิบนุ อบีฏ็อลฮะฮ์ ธงหนึ่งให้แก่ผู้หนึ่งจากอะฮะบีช และอีกหนึ่งให้แก่ซุฟยาน บุตรของอุวัยฟ์
ท่านอับบาสจึงรีบส่งจดหมายลับไปยังมะดีนะฮ์ผ่านคนที่เขาไว้วางใจ แจ้งว่าพวกมุชริกได้รวมกองทัพจำนวน 3,000 นาย ในนั้นมีทหารใส่เกราะ 700 นาย ทหารม้า 200 นาย มีอูฐ 3,000 ตัว และอาวุธนับไม่ถ้วน พวกเขาใกล้จะออกเดินทางแล้ว และขอให้ชาวมุสลิมเตรียมมาตรการรับมือ
เมื่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รับข่าว ท่านมอบหมายให้เศาะฮาบะฮฺบางท่านออกไปสืบความจริง เศาะฮาบะฮฺเหล่านั้นออกเดินทางไปทางมักกะฮฺ ระหว่างทางก็พบกองทัพมุชริกและเริ่มสืบข่าว พวกเขากลับมารายงานอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่พบตรงกับจดหมายที่ได้รับมา
ท่านนบี ผู้เป็นผู้นำแห่งสิ่งถูกสร้างทั้งปวง จึงเริ่มเตรียมการทันที ท่านจัดเวรยามรอบมะดีนะฮ์เพื่อป้องกันการเข้าบุกอย่างฉับพลันจากศัตรู บรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างเร่งจัดการเตรียมพร้อม หลังจากร่ำลาครอบครัวแล้ว ทุกคนก็มารวมตัวรอบท่านนบีผู้เป็นสุลต่านแห่งนบีทั้งหลาย
วันนั้นเป็นวันศุกร์ ท่านรอซูลุลลอฮฺเป็นอิมามนำละหมาดญุมอ์อะฮ์แก่เศาะฮาบะฮฺของท่าน และในคุตบะฮ์ ท่านได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของญิฮาดเพื่อเผยแผ่อิสลาม และการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺตะอาลา พร้อมทั้งแจ้งข่าวดีแก่ผู้ที่พลีชีพเพื่อศาสนาว่าจะเป็นชะฮีดและได้เข้าสวรรค์ ท่านยังยืนยันว่าอัลลอฮฺจะทรงช่วยเหลือผู้ที่อดทนเผชิญหน้าศัตรูและอดกลั้นต่อความยากลำบาก
ท่านรอซูลผู้ทรงเกียรติได้บอกแก่เศาะฮาบะฮฺของท่านว่า ท่านต้องการปรึกษาว่าสมรภูมิควรจัดขึ้นที่ใด และได้เล่าความฝันเมื่อคืนว่า "ในฝัน ฉันเห็นว่าตัวเองอยู่ในชุดเกราะอันแข็งแรง ฉันเห็นรอยบิ่นที่ปลายดาบซุลฟิก็อรของฉัน เห็นวัวถูกเชือด และต่อมามีแกะตัวหนึ่งถูกนำมา" เศาะฮาบะฮฺถามว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านตีความความฝันอย่างไรหรือ" ท่านนบีตอบว่า "การสวมเกราะแข็งแรงคือสัญญาณของการอยู่ในมะดีนะฮ์ … การเห็นดาบบิ่นคือสัญญาณว่าฉันจะสูญเสียบางสิ่งบางอย่าง วัวที่ถูกเชือดคือสัญญาณว่าเศาะฮาบะฮฺบางคนของฉันจะเป็นชะฮีด ส่วนแกะที่ถูกนำมา คือสัญญาณถึงกองทหารที่พระผู้เป็นเจ้าจะทรงทำลาย อินชาอัลลอฮฺ"
ในอีกสายรายงานหนึ่ง ท่านกล่าวว่า "ฉันเห็นตัวเองเอาดาบฟันลงบนพื้น แล้วคมดาบหัก นั่นหมายความว่าเศาะฮาบะฮฺบางคนของฉันจะเป็นชะฮีดในวันอุฮุด จากนั้นฉันฟันลงอีกครั้ง ดาบกลับคืนสู่สภาพเดิม นั่นคือสัญญาณว่าจะมีชัยชนะจากอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ศรัทธาจะถูกรวบรวมเป็นปึกแผ่น"
ในประเด็นต่าง ๆ ที่อัลลอฮฺตะอาลายังมิได้ประทานวะฮ์ยูมาแจ้ง ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มักจะนำเรื่องนั้น ๆ ไปปรึกษากับบรรดาเศาะฮาบะฮฺ และปฏิบัติตามข้อคิดเห็นร่วมกัน ในประเด็นเกี่ยวกับสถานที่ที่จะออกไปเผชิญหน้าศัตรู เศาะฮาบะฮฺบางคนเห็นว่า "ให้เราอยู่ในมะดีนะฮ์และต่อสู้ในเชิงป้องกันเมืองจะดีกว่า" ข้อเสนอแนะนี้สอดคล้องกับความประสงค์ของท่านนบีด้วย บรรดาผู้อาวุโสในหมู่เศาะฮาบะฮฺ เช่น ท่านอาบูบักร ท่านอุมัร และท่านสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซ รอฎิยัลลอฮุอันฮุม ก็มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน
"อย่ากล่าวร้ายต่อบรรดาเศาะฮาบะฮฺของข้าพเจ้าเลย แม้พวกท่านจะบริจาคศอดะเกาะฮ์มากเท่าภูเขาอุฮุด ก็ยังไม่อาจเทียบเท่าผลบุญที่พวกเขาได้รับจากการบริจาคเพียงข้าวบาร์เลย์หนึ่งกำมือได้"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
แต่เมื่อเศาะฮาบะฮฺหนุ่มผู้กล้าซึ่งเคยพลาดจากการเข้าร่วมสงครามบัดรฺ ได้ฟังจากท่านนบีถึงรางวัลและเกียรติยศอันยิ่งใหญ่3 ของผู้ที่เข้าร่วมบัดรฺ และได้รู้ว่าชะฮีดแห่งบัดรฺได้รับเกียรติสูงส่งเพียงใด พวกเขาก็รู้สึกเสียดายอย่างยิ่งที่ไม่ได้อยู่ในสมรภูมินั้น ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงอยากออกไปเผชิญหน้าศัตรูและต่อสู้ประชิดตัวนอกมะดีนะฮ์
ท่านฮัมซะฮฺ นุอ์มาน อิบนุ มาลิก และสะอ์ดฺ อิบนุ อุบาดะฮ์ ซึ่งเคยร่วมในบัดรฺมาก่อนก็เห็นพ้องในเรื่องนี้เช่นกัน ส่วนท่านฮัยซะมะฮ์ได้ขออนุญาตและกล่าวว่า
"โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ บรรดามุชริกกุร็อยช์ได้เกณฑ์ทหารจากเผ่าอาหรับหลายเผ่า พวกเขาขึ้นอูฐและม้ามาบุกถึงผืนแผ่นดินของเรา หากเราหลบอยู่แต่ในบ้านและป้อมปราการ พวกเขาจะปิดล้อมเรา แล้วจากไปโดยมีคำพูดเย้ยหยันต่าง ๆ นานา ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความฮึกเหิมให้กับพวกเขา และพวกเขาอาจกลับมาวางแผนบุกอีก ถ้าเราไม่ออกไปสู้กับพวกเขาในครั้งนี้ ชนเผ่าอาหรับอื่น ๆ จะมองพวกเราด้วยสายตาที่เหยียบย่ำซ้ำเติม ข้าหวังให้อัลลอฮฺตะอาลาทรงประทานชัยชนะเหนือพวกมุชริกให้แก่เรา
และหากอีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้น คือกรณีที่ข้าถูกสังหาร ข้าก็จะได้เป็นชะฮีด … ในบัดรฺข้าได้พลาดโอกาสนั้นไปแล้ว แต่ข้าใฝ่หามันมากเหลือเกิน เมื่อลูกชายของข้าได้ยินว่าข้าปรารถนาจะไปร่วมบัดรฺ เขาก็ได้เสี่ยงจับฉลากกับข้า แต่เขามีโชคยิ่งกว่าข้า เขาได้เกียรติในการเป็นชะฮีด"
โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺตะอาลา พอรุ่งเช้า ข้าก็ยิ่งโหยหาที่จะได้เป็นสหายร่วมกับบุตรชายของข้าในสวรรค์ ข้าเองก็แก่แล้ว และไม่มีความปรารถนาอื่นใดอีก นอกจากได้พบพระผู้อภิบาลของข้า"
เขาได้วอนว่า "ขอชีวิตของข้าถูกสละเพื่อท่าน โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ โปรดวอนขอต่ออัลลอฮฺตะอาลาให้ข้าได้เป็นชะฮีด และได้รับเกียรติให้เป็นสหายกับลูกชายของข้าในสวรรค์ด้วยเถิด" ท่านนบีผู้ประเสริฐมิได้ปฏิเสธคำวอนนั้น แต่ได้ดุอาให้เขาได้เป็นชะฮีด
เมื่อเห็นว่าความเห็นส่วนใหญ่โน้มไปทางนี้ ท่านนบีผู้เป็นที่รักจึงตัดสินใจออกไปเผชิญหน้าศัตรูนอกเมืองมะดีนะฮ์ และท่านก็กล่าวว่า "โอ้เศาะฮาบะฮฺของฉัน หากพวกเจ้ามีความเพียรและความอดทน อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่จะประทานความช่วยเหลืออีกครั้ง หน้าที่ของเราคือความมั่นคงและความพยายาม"
สุลต่านแห่งสากลจักรวาลได้นำละหมาดอัศริ จากนั้นก็กลับไปยังเรือนอันเปี่ยมสุขและเปี่ยมพรของท่าน แล้วท่านอบูบักรและอุมัรได้รับการอนุญาตให้เข้าไป พวกเขาช่วยท่านรอซูลุลลอฮฺพันผ้าโพกศีรษะและสวมเกราะให้ ท่านได้คาดดาบและสะพายโล่ไว้ด้านหลัง
ขณะเดียวกันบรรดาเศาะฮาบะฮฺได้มารวมตัวกันอยู่ด้านนอก คอยเฝ้ารอท่านนบี ส่วนผู้ที่เห็นควรให้ตั้งรับในมะดีนะฮ์ได้กล่าวกับคนอื่นว่า "แท้จริง ท่านรอซูลุลลอฮฺมิได้ประสงค์จะออกจากมะดีนะฮ์ ท่านเพียงยอมตามคำของพวกเจ้า แต่รอซูลุลลอฮฺนั้นได้รับคำสั่งจากอัลลอฮฺตะอาลา ปล่อยให้ท่านจัดการเรื่องนี้ ทำตามสิ่งที่พระองค์บัญชาลงมาเถิด" หลายคนเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เสียใจจึงเปลี่ยนใจและกล่าวว่า "เราไม่ควรคัดค้านท่านรอซูลุลลอฮฺ"
เมื่อท่านนบีผู้เป็นที่รักออกมาจากเรือนอันเปี่ยมสุข บรรดาเศาะฮาบะฮฺได้ขอโทษและกล่าวว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ขอชีวิตของเราถูกสละเพื่อท่าน จงทำตามที่ท่านประสงค์เถิด หากท่านประสงค์จะอยู่ในมะดีนะฮ์ เราก็จะอยู่ ขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ จากการที่เราได้คัดค้านคำสั่งของท่าน"
ท่านฮะบีบอัลอักรอมจึงตอบว่า "นบีจะไม่ถอดเกราะออกจนกว่าจะได้สู้รบ จนกว่าอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งจะทรงตัดสินระหว่างเขากับศัตรูของเขา คำตักเตือนของฉันแก่พวกเจ้าคือ หากพวกเจ้าทำตามคำสั่งของฉัน อดทนและมั่นคงด้วยการรำลึกถึงพระนามของอัลลอฮฺตะอาลา พระองค์ก็จะทรงช่วยเหลือพวกเจ้า"
ขณะนั้นท่านอัมรฺ อิบนุ ญะมูฮ์ได้กล่าวกับบุตรชายทั้งสี่ของเขาที่บ้านว่า "ลูกเอ๋ย พาพ่อไปสงครามครั้งนี้ด้วยเถิด" แต่ลูก ๆ ของเขาพยายามเกลี้ยกล่อมโดยบอกว่า "บิดาที่รัก เท้าของท่านก็พิการ อัลลอฮฺตะอาลาทรงยกเว้นแก่ท่านแล้ว และท่านรอซูลุลลอฮฺก็ถือว่าท่านได้รับการยกเว้น ท่านไม่จำเป็นต้องออกไปญิฮาดหรอก เราจะไปแทนท่านเอง" ท่านอัมรฺตอบว่า "น่าอับอายยิ่งนักที่มีลูกชายเช่นพวกเจ้า พวกเจ้าเคยขัดขวางฉันไม่ให้ได้รับสวรรค์ในสงครามบัดรฺด้วยคำพูดเช่นนี้ แล้วจะมาขัดขวางฉันอีกหรือ" จากนั้นเขาจึงไปเฝ้าท่านนบีผู้เป็นที่รักและกล่าวว่า "ขอชีวิตของข้าถูกสละเพื่อท่าน โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ลูกชายของข้าพยายามขัดขวางไม่ให้ข้าได้ร่วมศึกครั้งนี้ โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา ขอสาบานต่ออัลลอฮฺตะอาลา ข้าโหยหาเกียรติที่จะได้ออกรบเคียงข้างท่าน และได้เข้าสู่สวนสวรรค์ โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ! ท่านจะไม่เห็นชอบหรือ ที่ข้าจะสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ และได้เป็นชะฮีด เดินเข้าสวนสวรรค์ด้วยเท้าที่พิการคู่นี้ของข้า" ท่านนบีตอบว่า "ใช่ ฉันเห็นชอบ" ท่านอัมรฺ อิบนุ ญะมูฮ์จึงดีใจเป็นที่สุด รีบเตรียมพร้อมแล้วเข้าร่วมกองทัพ4
"นบีจะไม่ถอดเกราะออกจนกว่าจะได้สู้รบ จนกว่าอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งจะทรงตัดสินระหว่างเขากับศัตรูของเขา"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมม์มักตูมถูกทิ้งไว้ที่มะดีนะฮ์เพื่อเป็นอิมามนำละหมาด5 สุลต่านแห่งบรรดารอซูลได้ผูกธงสามผืน มอบธงหนึ่งแก่ค็อบบาบ อิบนุ มุนซิร อีกธงแก่อุซัยด์ อิบนุ คุชัยร และอีกธงหนึ่งแก่ท่านมุศอับ อิบนุ อุมัยรฺ กองทัพในครั้งนี้มีทหารประมาณหนึ่งพันคน ในนั้นมีทหารม้าเพียงสองนาย และทหารเกราะหนึ่งร้อยนาย6
บ่ายวันศุกร์ ท่านนบีผู้เป็นที่รักออกเดินทางไปยังอุฮุด พร้อมด้วยท่านสะอ์ดฺ อิบนุ อุบาดะฮ์ และท่านสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซ ซึ่งสวมเกราะอยู่หน้าแถว กองทัพมีชาวมุฮาญิรีนอยู่ปีกขวา และชาวอันศอรอยู่ปีกซ้าย เสียง "อัลลอฮฺอักบัร!" กึกก้องประหนึ่งเสียงแห่งการเฉลิมฉลอง
ระหว่างทางพวกเขาเจอกองกำลังชาวยิวหกร้อยนาย ซึ่งเป็นพันธมิตรของหัวหน้ามุนาฟิก อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุบัยยฺ อิบนุ ซัลูล และพวกเขาต้องการจะเข้าร่วมกับกองทัพอิสลาม ท่านรอซูลจึงถามว่า "พวกเขาได้เข้ารับอิสลามหรือยัง" พวกเขาตอบว่า "ยังไม่ได้รับ โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ" ท่านจึงกล่าวว่า "จงไปบอกพวกเขาให้กลับไปเสีย เพราะเราไม่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้ปฏิเสธศรัทธาเพื่อต่อสู้กับพวกมุชริก"
ท่านนบีผู้ทรงเกียรติมาถึงที่แห่งหนึ่งชื่อชัยค็อยนฺ ซึ่งอยู่ระหว่างมะดีนะฮ์กับอุฮุด พวกเขาหยุดพักค้างคืนที่นั่น ขณะนั้นอาทิตย์ยังไม่ตกดิน ในกองทัพยังมีเศาะฮาบะฮฺวัยเยาว์ที่ปรารถนาจะได้ต่อสู้และบรรลุฐานะชะฮีด เมื่อท่านนบีตรวจดูขบวน ท่านพบว่ามีเยาวชนประมาณ 17 คน ในหมู่พวกเขามีรอฟิอ์ อิบนุ หะดีจ ซึ่งพยายามยืนเขย่งเท้าให้ดูสูงขึ้น ท่านซุฮัยรฺได้แจ้งว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ รอฟิอ์เป็นนักธนูที่เชี่ยวชาญยิ่งนัก" เขาจึงได้รับการบรรจุเข้าในกองทัพ
เมื่อสมูเราะฮ์ อิบนุ ญุนดุบเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า "ฉันสามารถเอาชนะรอฟิอ์ในมวยปล้ำได้ ดังนั้นฉันก็อยากเข้าร่วมสงครามเช่นกัน" ได้ยินดังนั้นท่านนบียิ้มและให้ทั้งสองแข่งมวยปล้ำกัน ผลปรากฏว่าสมูเราะฮ์ชนะรอฟิอ์ เขาจึงได้รับการบรรจุเป็นมุญาฮิดด้วย ส่วนเยาวชนคนอื่น ๆ ถูกส่งกลับไปมะดีนะฮ์เพื่อช่วยดูแลประชาชนที่นั่น7
เสียงอะซานของละหมาดมัฆริบและอิชาได้ถูกขับขานขึ้นด้วยเสียงอันไพเราะจับใจของท่านบิลาล อัลฮะบะชี หลังจากท่านนบีนำละหมาดแล้ว ท่านได้มอบหมายมุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์พร้อมทหารห้าสิบนายให้เฝ้ายามจนถึงรุ่งเช้า เศาะฮาบะฮฺที่เหลือได้พักผ่อน และในคืนนั้น เกียรติในการเฝ้าคุ้มกันท่านรอซูลุลลอฮฺเป็นของท่านซักวาน
ขณะนั้น กองทัพศัตรูได้ล่วงรู้ว่ากองทัพอิสลามพักอยู่ที่ชัยค็อยน์ จึงมอบหมายทัพม้าให้แก่ อิกริมะฮฺ (ซึ่งในเวลานั้นยังมิได้เข้ารับอิสลาม) เพื่อออกลาดตระเวน แม้อิกริมะฮฺนำกองทัพม้าเข้ามาถึงบริเวณฮัรเราะฮ์ แต่ก็ถอยกลับไปเพราะความหวั่นเกรงต่อกองลาดตระเวนของเหล่ามุญาฮิดีน
เมื่อถึงเวลารุ่งอรุณ ผู้นำแห่งสากลโลกได้ปลุกบรรดาเศาะฮาบะฮฺให้ตื่น พวกเขาเคลื่อนทัพมาถึงภูเขาอุฮุด ณ ที่นั้นทั้งสองกองทัพสามารถมองเห็นกันและกัน บิลาล อัล-ฮะบะชี จึงเปล่งเสียงอะซานศุบฮ์ด้วยน้ำเสียงอันหวานจับจิตจับใจ บรรดามุญาฮิดีนผู้ถืออาวุธครบมือได้ละหมาดร่วมกันตามหลังท่านนบีที่รักยิ่งของพวกเขา และต่างพากันยกมือขอดุอาด้วยความศรัทธา
หลังเสร็จสิ้น ท่านนบีผู้เป็นสุลต่านแห่งจักรวาลทรงสวมเกราะชั้นที่สอง และสวมหมวกเหล็กบนศีรษะอันเปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์
ในขณะเดียวกัน อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุบัยย์ ผู้นำแห่งพวกมุนาฟิก ได้กล่าวขึ้นว่า "พวกเรามาที่นี่เพื่อมาฆ่าตัวตายหรืออย่างไรกัน ทำไมเรารู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกนะ" แล้วเขาก็พาพวกมุนาฟิกจำนวนประมาณ 300 คน ถอนตัวออกจากการสู้รบกับกองทัพอิสลามและกลับไปยังเมืองมะดีนะฮ์
สงครามอุฮุด
จำนวนผู้ศรัทธาที่หัวใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ผู้ที่พร้อมเสี่ยงชีวิตโดยไม่ลังเล และโหยหาจะได้บรรลุชั้นแห่งชะฮีดนั้นมีราวเจ็ดร้อยคน ทุกคนต่างให้คำมั่นว่าจะปกป้องท่านนบีที่รักยิ่งของพวกเขาจนหยดเลือดสุดท้าย
ท่านผู้นำแห่งบรรดานบีได้จัดแถวทัพมุญาฮิดีน ให้กองทัพตั้งหลังหันเข้าหาภูเขาอุฮุด และเบื้องหน้าหันไปทางมะดีนะฮ์ ท่านแต่งตั้งอุกอาชะฮ์ อิบนุ มิห์ศ็อน เป็นผู้บัญชาการปีกขวา และอบูซะละมะฮ์ อิบนุ อับดุลอะสัด เป็นผู้บัญชาการปีกซ้าย สะอ์ดฺ อิบนุ อบีวักกอส และอบูอุบัยดะฮ์ อิบนุ ญัรรอฮ์ เป็นหัวหน้ากองธนู ซุบัยร์ อิบนุอาววาม เป็นผู้นำกองทัพสวมเกราะ และท่านฮัมซะฮฺ เป็นผู้นำกองทัพไร้เกราะที่อยู่ด้านหน้า ส่วนมิกดาด อิบนุ อัมร์ ถูกแต่งตั้งให้นำกำลังด้านหลัง
จะรักใครหรือจะเกลียดใคร ก็เป็นไปแด่พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น
ไม่เคยยกตนหรือลดทอนใครเพื่อตัวเอง ท่านคือแหล่งกำเนิดแห่งความเมตตา
วาจาของท่านงดงาม ใบหน้าชื่นมื่นด้วยรอยยิ้มเสมอ
ไม่หัวเราะอย่างไร้แก่นสาร ไม่เอ่ยคำสาบานที่ว่างเปล่า ท่านคือแหล่งกำเนิดแห่งความเมตตา
ความสง่างาม ความอ่อนโยน และความถ่อมตนโอบล้อมรอบกาย
ไม่เคยปฏิเสธผู้ขัดสนเลย ท่านคือแหล่งกำเนิดแห่งความเมตตา
ทางด้านซ้ายของกองทัพอิสลามคือเนินเขาอัยนัยน์ ซึ่งมีช่องทางแคบอยู่ ณ ที่นั้น ท่านรอซูลุลลอฮฺผู้ประเสริฐได้วางทัพนักธนูห้าสิบคน ภายใต้การนำของอับดุลลอฮฺ อิบนุ ญุบัยรฺ ให้ประจำที่ช่องทางนั้น บรรดานักธนูจึงเข้าประจำที่ตามคำสั่ง แล้วท่านนบีผู้เป็นที่รักยิ่งได้ไปหาพวกเขาและให้คำสั่งอันชัดเจนว่า
"แม้พวกเจ้าจะเห็นว่าเรามีชัยชนะเหนือศัตรู ก็อย่าได้ละทิ้งตำแหน่ง จนกว่าเราจะมีคำสั่งไปยังพวกเจ้า"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
"จงปกป้องเราให้ปลอดภัยจากทางด้านหลัง จงยืนหยัดอยู่ในตำแหน่งของพวกเจ้า และอย่าได้ละทิ้งที่ตรงนี้ แม้พวกเจ้าจะเห็นว่าเรามีชัยชนะเหนือศัตรู ก็อย่าได้ละทิ้งตำแหน่ง จนกว่าเราจะส่งคนไปบอกพวกเจ้า แม้พวกเจ้าจะเห็นว่าเรากำลังจะถูกฆ่า หรือถูกฆ่าจนสิ้นแล้ว ก็อย่าได้เข้ามาช่วยเรา อย่าได้คิดจะปกป้องเราจากพวกเขา จงยิงธนูใส่กองทัพม้าของศัตรูทุกครั้งที่มันเคลื่อนมาทางพวกเจ้า เพราะกองทัพม้าไม่อาจบุกฝ่าลูกธนูได้ โอ้อัลลอฮฺ ข้าขอพระองค์เป็นพยานว่า ข้าได้ถ่ายทอดคำสั่งนี้แก่พวกเขาแล้ว"
ท่านได้ย้ำคำสั่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมทั้งกล่าวว่า "แม้พวกเจ้าจะเห็นนกจิกกินศพของเรา ก็อย่าได้ละทิ้งตำแหน่ง จนกว่าเราจะมีคำสั่งไปยังพวกเจ้า8 และแม้พวกเจ้าจะเห็นว่าเรากำลังบดขยี้ศัตรูและเหยียบย่ำพวกมัน ก็อย่าได้ละทิ้งตำแหน่ง จนกว่าเราจะส่งคำสั่งไป"
แล้วท่านจึงละจากตรงนั้นและไปบัญชาการกองทัพด้วยพระองค์เอง ท่านได้ส่งมอบธงรบแก่ท่านมุศอับ อิบนุ อุมัยรฺ และเขาได้ถือธงไปยืนอยู่ข้างหน้าท่านนบีผู้เป็นที่รักยิ่งของพวกเขา9
ในเวลานั้น ฮันซอละฮ์ ผู้ที่เพิ่งได้เข้าสู่พิธีแต่งงานเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้รีบรุดมาจากมะดีนะฮ์และเข้าร่วมทัพมุญาฮิดีนที่อุฮุด
กองทัพมุชริกที่เดินทางมาถึงอุฮุดเมื่อสามวันก่อนนั้นมีอบูซุฟยานเป็นแม่ทัพใหญ่ พวกเขาเลือกตั้งแนวทัพโดยมีเมืองมะดีนะฮฺอยู่ด้านหลัง ขวาของทัพมีกำลังทหารม้าอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของคอลิด อิบนุวะลีด ส่วนด้านซ้ายมีอิกริมะฮฺคอยควบคุม บางรายงานบอกด้วยว่าซอฟวาน อิบนุอุมัยยะฮ์ก็ได้รับหน้าที่ดูแลกองทหารม้าเช่นกัน ส่วนธงรบของฝ่ายมุชริกนั้นถือโดยฏ็อลฮะฮ์ อิบนุอบีฏ็อลฮะฮ์
ทั้งสองกองทัพมีกำลังต่างกันอย่างมาก ฝ่ายกุร็อยช์มีจำนวนทหาร อาวุธ และเครื่องมือมากกว่าฝ่ายมุสลิมถึงสี่เท่า ในกองทัพกุร็อยช์เต็มไปด้วยเสียงเอะอะอึกทึก บรรดาสตรีที่มีความแค้นฝังใจออกมาตีรำมะนาและกลอง ร้องเพลงปลุกใจให้ชายออกสู้รบและร้องเรียกขอความช่วยเหลือจากบรรดาเจว็ดที่พวกเขาบูชา
ส่วนฝั่งของบรรดามุญาฮิดีนต่างเปล่งดุอาและตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺเพื่อให้ศาสนาอิสลามได้รับการปกป้องและเผยแพเราะอกไป ท่านนบีได้ปลุกใจเหล่าสหายผู้กล้าให้ยืนหยัดในญิฮาดและการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ พร้อมทั้งบรรยายถึงรางวัลยิ่งใหญ่ที่รอคอยอยู่ "โอ้สหายของฉัน! ผู้ที่มีจำนวนน้อยกว่าย่อมรู้สึกยากลำบากในการสู้กับศัตรู หากพวกเขามีความเพียรและพยายาม อัลลอฮฺจะทรงนำทางออกมาให้ เพราะอัลลอฮฺอยู่กับผู้ที่เชื่อฟังพระองค์… จงขอรางวัลที่อัลลอฮฺทรงสัญญาไว้เถิด…"
และได้มีอายะฮฺกุรอานกล่าวถึงสงครามอุฮุดว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธา! จงเชื่อฟังอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์เพื่อพวกท่านจะได้รับความเมตตา จงรีบเร่งไปสู่การขออภัยโทษจากพระผู้อภิบาลของพวกท่าน และสู่สวนสวรรค์อันกว้างใหญ่ดุจท้องฟ้าและแผ่นดิน ซึ่งถูกเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ยำเกรง พวกเขาเหล่านั้นบริจาคทรัพย์สมบัติในหนทางของอัลลอฮฺ ทั้งในยามร่ำรวยและยามยากจน ระงับความโกรธ และให้อภัยผู้อื่น อัลลอฮฺทรงรักผู้กระทำความดี"10
และพระองค์ยังตรัสว่า "รางวัลของพวกเขาคือการอภัยโทษจากพระผู้อภิบาล และสวนสวรรค์ที่มีแม่น้ำไหลอยู่เบื้องล่าง พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล ช่างเป็นรางวัลที่งดงามยิ่งสำหรับผู้ที่เชื่อฟังอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์"11
ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยอีหม่าน และดวงตาที่เปล่งประกายแห่งความกล้าหาญ เหล่าเศาะฮาบะฮฺผู้โหยหาความเป็นชะฮีดไม่อาจนิ่งเฉย พวกเขารอคำสั่งโจมตีด้วยใจเร่าร้อนดุจเปลวไฟ ในสงครามบัดรฺครั้งนั้น ท่านอาลีโพกผ้าขาว ท่านซุบัยรฺ อิบนุอาววามโพกผ้าเหลือง อบูดุญานะฮ์โพกผ้าแดง ส่วนท่านฮัมซะฮฺสวมขนนกกระจอกเทศเป็นเครื่องหมายบนศีรษะ
เมื่อสองกองทัพเคลื่อนเข้ามาใกล้กัน ความตื่นเต้นถึงจุดสูงสุด อีกไม่นานศึกใหญ่จะเปิดฉาก ระหว่างมุญาฮิดีนผู้ไม่ลังเลแม้ต้องต่อสู้กับเครือญาติเพื่อเชิดชูศาสนา กับศัตรูของอิสลามที่ยังดื้อดึงอยู่บนหนทางแห่งความเท็จ
เมื่อกองทัพเข้าใกล้ในระยะลูกธนู มุชริกคนหนึ่งสวมเกราะ ขี่อูฐออกมาจากแถวศัตรูและตะโกนท้าประลอง เขาเรียกซ้ำถึงสามครั้งราวกับคิดว่าทุกคนหวาดกลัว ทันใดนั้น นักรบร่างสูงในผ้าโพกสีเหลืองก็ก้าวออกจากแถวของมุสลิม เขาคือซุบัยรฺ อิบนุอาววาม บุตรของป้าท่านนบี เสียง "อัลลอฮฺอักบัร!" ดังกึกก้องจากฝั่งมุสลิม พร้อมคำดุอาอฺขอชัยชนะ
ซุบัยรฺตรงเข้าหาคู่ต่อสู้ และในพริบตาก็กระโดดขึ้นบนหลังอูฐของศัตรู การต่อสู้เอาชีวิตจึงเริ่มขึ้น ณ ที่นั้น ท่านนบีกล่าวว่า "ดึงเขาลงมาสู่พื้นดิน" เมื่อได้ยิน ซุบัยรฺก็ผลักคู่ต่อสู้ตกลงมา แล้วกระโจนตามลงไป ฟาดดาบลงที่ลำคอจนศีรษะขาดจากร่าง ท่านนบีจึงกล่าวดุอาอฺให้เขาด้วยความโปรดปราน
ไม่นาน ฏ็อลฮะฮ์ อิบนุอบีฏ็อลฮะฮ์ ผู้ถือธงของฝ่ายมุชริกกระโดดเข้าสู่สนามรบ ตะโกนว่า "มีใครกล้าออกมาสู้กับฉันไหม!" ท่านอาลี ราชสีห์แห่งอัลลอฮฺ ได้ก้าวออกไปเผชิญหน้า เพียงดาบเดียวก็ผ่าเกราะและศีรษะของศัตรูจนแยกถึงคาง เมื่อเห็นเช่นนั้น ท่านนบีกล่าวตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" เหล่าเศาะฮาบะฮฺจึงตะโกนตาม เสียงสะท้อนก้องไปทั่วสนามรบ12
ต่อมา อุษมาน อิบนุอบีฏ็อลฮะฮ์ น้องชายของฏ็อลฮะฮ์ เห็นธงของพวกตนหล่นลงมา จึงรีบเข้ามาหยิบธงขึ้นและท้าประลอง ท่านฮัมซะห์ออกไปเผชิญหน้า ฟันดาบลงบนบ่าพร้อมกล่าวว่า "ยาอัลลอฮฺ!" จนแขนที่ถือธงขาด ร่างของอุษมานสิ้นใจล้มลง13
"โอ้บรรดาเศาะฮาบะฮฺของฉัน ผู้ที่มีจำนวนน้อยย่อมประสบความยากลำบากในการต่อสู้กับศัตรู แต่หากพวกเขาแสดงความอดทนและพยายามอย่างเต็มที่ อัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่งจะทรงทำให้พวกเขาได้รับความง่ายดาย"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ครั้งนี้อบูสะอ์ดฺ อิบนุอบีฏ็อลฮะฮ์ เห็นธงแห่งการปฏิเสธศรัทธาหล่นลงอีก ก็สวมเกราะเต็มยศ เก็บธงขึ้นจากพื้น แล้วตะโกนว่า "ฉันคือบิดาของกุซัม ใครจะออกมาสู้กับฉันบ้าง!" ท่านนบีส่งอาลีออกไปอีกครั้ง และอาลีก็ปลิดชีพเขา ทำให้ธงของมุชริกหล่นลงมาอีกหน ก่อนกลับเข้าสู่แถวของมุญาฮิดีน
หลังจากนั้น มุชริกอีกหลายคนพยายามยกธงขึ้นและออกมาท้าประลอง แต่ทุกครั้งเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าก็ได้รับชัยชนะด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ ทุกครั้งที่ผู้ถือธงของมุชริกล้มลง เสียงตักบีรจากฝั่งมุสลิมก็ดังก้องสะเทือนหุบเขา ขณะที่ความเศร้าและสิ้นหวังเริ่มปกคลุมกองทัพศัตรู จนแม้แต่สตรีของฝ่ายกุร็อยช์ที่เคยตีกลองร้องเพลงปลุกใจก็พากันตะโกนด่าว่าทหารตนว่า "น่าอับอาย!" และเร่งเร้าให้พวกเขาสู้ต่อ "ยังรออะไรกันอยู่!
ใครจะทำหน้าที่ของดาบนี้ได้อย่างสมบูรณ์
ในห้วงเวลาที่การต่อสู้ร้อนระอุ ท่านนบีได้ยกดาบเล่มหนึ่งขึ้น ดาบนั้นมีบทกวีจารึกไว้ว่า
"ความขลาดคือความอัปยศ เกียรติยศอยู่ที่การก้าวไปข้างหน้า
ความกลัวมิอาจเปลี่ยนชะตากรรมให้รอดพ้น"
ท่านนบีถามขึ้นว่า "ใครเล่าจะรับดาบเล่มนี้จากฉัน" พอสิ้นเสียง เหล่าเศาะฮาบะฮฺก็ยื่นมือออกมาพร้อมกันเพื่อขอรับดาบนั้นทันที ท่านนบีจึงถามซ้ำว่า "ใครจะทำหน้าที่ของดาบนี้ได้อย่างสมบูรณ์" คราวนี้เศาะฮาบะฮฺต่างนิ่งเงียบถอยกลับ ซุบัยรฺ อิบนุอาววาม ผู้ที่กระหายอยากได้ดาบเล่มนี้มากจึงกล่าวว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ฉันจะรับไว้เอง" แต่ท่านนบีไม่มอบดาบให้ แม้การขอจากอบูบักร อุมัร และอาลี ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับในขณะนั้น
อบูดุญานะฮ์จึงถามว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ หน้าที่ของดาบเล่มนี้คืออะไรหรือ" ท่านนบีตอบว่า "หน้าที่ของมันคือการใช้ฟันศัตรูจนกว่ามันจะงอ หน้าที่ของมันคือเจ้าจะไม่ใช้มันฆ่ามุสลิม และจะไม่หนีจากศัตรู หน้าที่ของมันคือการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ จนกว่าอัลลอฮฺจะทรงประทานชัยชนะหรือความเป็นชะฮีดแก่เจ้า" อบูดุญานะฮ์จึงกล่าวว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ฉันจะรับมันและใช้มันให้สมกับหน้าที่ของมัน" ท่านนบีจึงส่งมอบดาบในมือท่านแก่เขา14
อบูดุญานะฮ์เป็นนักรบผู้ห้าวหาญ มีไหวพริบในการศึก และยึดมั่นตามหะดีษที่ว่า "สงครามคือกลอุบาย"15 เมื่อเขาได้รับดาบก็เดินเข้าสู่สนามรบด้วยท่าทางผยองด้วยความมั่นใจ พร้อมขับบทกวีในระหว่างก้าวเดิน เขาสวมเพียงเสื้อตัวยาวและโพกผ้าสีแดงท่าทีองอาจของอบูดุญานะฮ์ทำให้เศาะฮาบะฮฺบางคนรู้สึกไม่สบายใจ แต่ท่านนบีได้กล่าวว่า "ท่าทางนี้คือสิ่งที่ทำให้อัลลอฮฺทรงพิโรธ เว้นเสียแต่ในสนามรบ" นั่นหมายความว่า การก้าวเดินอย่างหยิ่งผยองเป็นสิ่งที่อนุญาตเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าศัตรูเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน จากแนวของฝ่ายมุชริก คอลิด อิบนุวะลีดซึ่งทนรอไม่ไหว ได้เปิดฉากโจมตีด้วยกำลังทหารภายใต้การบังคับบัญชาของตน ท่านนบีจึงส่งสัญญาณให้เหล่าเศาะฮาบะฮฺที่รออยู่แนวหน้าโต้กลับ เสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร!" ดังกึกก้องไปทั่วสมรภูมิ
ที่แนวหน้า ท่านฮัมซะห์ ผู้บังคับบัญชากองทหารไร้เกราะ แกว่งดาบฟาดฟันทุกคนที่ขวางหน้า กองกำลังของคอลิดที่พุ่งเข้ามาด้วยความฮึกเหิมถูกผลักดันให้ถอยกลับอย่างรวดเร็ว คอลิดจึงเบี่ยงทัพอ้อมไปทางภูเขาอัยนัยน์เพื่อหาทางโจมตีจากด้านหลัง ทว่าท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุญุบัยรฺ พร้อมเหล่านักธนูห้าสิบคนได้ยิงลูกธนูใส่พวกเขาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถหยุดการรุกนั้นไว้ได้
บัดนี้สมรภูมิเดือดถึงขีดสุด ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างสุดกำลัง เศาะฮาบะฮฺแต่ละคนต้องรับมือกับมุชริกทีละสามหรือสี่คน ท่านฮัมซะห์ตะโกน "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" พลางรุกคืบฟันศัตรูทีละคน พร้อมประกาศก้องว่า "ฉันคือราชสีห์แห่งอัลลอฮฺ!"
ซอฟวาน อิบนุอุมัยยะฮ์วิ่งพล่านไปทั่วสนามรบ พลางถามคนรอบข้างว่า "ฮัมซะห์อยู่ที่ไหน ชี้ให้ฉันเห็นหน่อย" จนในที่สุดเขาเห็นชายผู้หนึ่งกำลังใช้ดาบสองเล่มต่อสู้อย่างดุเดือด จึงถามว่า "นักรบผู้นั้นคือใครหรือ" ผู้คนรอบตัวตอบว่า "นั่นแหละ คือฮัมซะห์ ชายที่ท่านตามหา"
ซอฟวานจึงกล่าวด้วยความตกตะลึงว่า "ฉันไม่เคยเห็นใครสู้ด้วยไฟแห่งศรัทธาและความกล้าหาญเช่นนี้มาก่อน แม้ต้องต่อสู้กับเครือญาติของตนเองก็ตาม"
เมื่อศึกกำลังดุเดือด ซุบัยรฺ อิบนุอาววาม หนึ่งในบรรดามุฮาญิรีน รู้สึกเสียใจที่ท่านนบีมิได้มอบดาบให้แก่ตน เขาคิดในใจว่า "ฉันขอรับดาบจากรอซูลุลลอฮฺ แต่ท่านกลับมอบให้แก่อบูดุญานะฮ์ ทั้งที่ฉันเป็นบุตรของน้าท่าน ศอฟียะฮ์ เป็นชาวกุร็อยช์ และฉันยังเป็นผู้ร้องขอเป็นคนแรก ฉันจะไปดูเองว่าอบูดุญานะฮ์จะเหนือกว่าฉันอย่างไร" แล้วเขาก็ออกติดตามอบูดุญานะฮ์ไป
อบูดุญานะฮ์ก้าวขึ้นแถวหน้า เปล่งเสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร!" ฟาดฟันศัตรูทุกคนที่ขวางหน้า จนกระทั่งต้องเผชิญกับหนึ่งในนักรบที่เหี้ยมโหดที่สุดของฝ่ายมุชริก ชายร่างใหญ่สวมเกราะปกปิดมิดชิดเหลือเพียงดวงตาให้เห็น ฝ่ายนั้นรุกเข้ามาก่อน แต่ดาบของเขาฟันเข้ากับโล่ของอบูดุญานะฮ์และติดแน่นจนดึงไม่ออก อบูดุญานะฮ์ได้ทีจึงสวนกลับ เขาฟันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ศัตรูสิ้นชีพไปทันที
จากนั้นอบูดุญานะฮ์ฟาดฟันมุชริกทุกคนที่ขวางหน้า ไม่เว้นแม้แต่สตรีที่กำลังตีกลองและปลุกระดมอยู่ตามเชิงเขา เขาเคยยกดาบจะฟันฮินด์ ภรรยาของอบูซุฟยาน16 แต่สุดท้ายก็ยับยั้งใจไม่ทำให้เลือดของนางต้องหลั่ง
เมื่อเห็นเช่นนั้น ซุบัยรฺ อิบนุอาววามพูดกับตัวเองว่า "อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ย่อมรู้ดีที่สุดว่าใครสมควรได้รับดาบเล่มนี้" เขายอมรับด้วยใจที่ระลึกว่า "วัลลอฮฺ! ฉันไม่เคยเห็นใครต่อสู้ได้งดงามเกินกว่าชายผู้นี้เลย"
"สงครามคือกลอุบาย"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ขณะเดียวกัน มิกดาด อิบนุอัสวัด, ซุบัยรฺ อิบนุอาววาม, อาลี, อุมัร, ฏ็อลฮะฮ์ อิบนุอุบัยดุลลอฮ์ และมุศอับ อิบนุอุมัยรฺ ต่างยืนหยัดเป็นป้อมปราการที่ไม่มีใครฝ่าได้ เหล่าเศาะฮาบะฮฺผู้เห็นท่านนบีต่อสู้แนวหน้า ไม่อาจทนอยู่เฉยจึงล้อมรอบท่านไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูที่สวมชุดเกราะเข้าทำร้ายท่าน
ขณะนั้น อับดุลลอฮฺ อิบนุอัมร์ถูกฝ่ายมุชริกสังหารและกลายเป็นชะฮีดคนแรกบนสมรภูมิอุฮุด เพื่อน ๆ ที่เห็นการตายของเขาก็กระโจนเข้าสู่กลางกองทัพศัตรูด้วยความดุดันราวสิงโต เพียงเพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ
ขณะที่ศึกกำลังเข้มข้นที่สุด อับดุลลอฮฺ อิบนุญะฮ์ชฺ ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ และสะอฺด์ อิบนุอบีวักกอศ นายธนู ได้มาพบกัน ทั้งสองมีบาดแผลเต็มตัว สะอฺด์เล่าว่า "ขณะที่การรบที่อุฮุดกำลังหนักหน่วง อับดุลลอฮฺ อิบนุญะฮ์ชฺมาหาฉัน จับมือพาฉันไปยังหินก้อนหนึ่ง เขาบอกว่า 'ตอนนี้เจ้าจงขอดุอา แล้วฉันจะกล่าวอามีน และฉันจะกล่าวดุอา แล้วให้เจ้ากล่าวอามีน' ฉันตอบตกลง และได้กล่าวว่า 'โอ้อัลลอฮฺ โปรดส่งศัตรูผู้แข็งแกร่งมาให้ฉัน ให้ฉันได้รบกับพวกเขาอย่างดุเดือด ให้ฉันฆ่าพวกเขา แล้วกลับบ้านในฐานะฆอซีย์' เขาก็กล่าวอามีนด้วยหัวใจและจิตวิญญาณ"
จากนั้น อับดุลลอฮฺ อิบนุญะฮ์ชฺเริ่มกล่าวดุอาว่า "โอ้อัลลอฮฺ โปรดส่งศัตรูที่แข็งแกร่งมาให้ฉัน และให้ฉันได้ต่อสู้กับพวกเขาอย่างดุเดือด ให้ฉันได้ทำญิฮาดให้สมกับสิทธิของมัน ให้ฉันฆ่าพวกเขาทั้งหมด และให้หนึ่งในพวกเขาสังหารฉันจนเป็นชะฮีดในที่สุด จากนั้นให้เขาตัดริมฝีปาก จมูก และหูของฉันออก เพื่อให้ฉันได้มายืนต่อพระองค์ในสภาพที่เต็มไปด้วยเลือด และเมื่อพระองค์ตรัสถามฉันว่า 'อับดุลลอฮฺ! อะไรเกิดขึ้นกับริมฝีปาก จมูก และหูของเจ้า' ฉันจะตอบว่า 'โอ้อัลลอฮฺ ฉันเคยใช้มันทำผิดพลาดมากมาย ฉันไม่สามารถใช้มันได้อย่างเหมาะสม และฉันรู้สึกอายที่จะนำมันมาพบพระองค์ ดังนั้นฉันจึงมาในสภาพที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเลือดจากสงครามที่ท่านนบีอันเป็นที่รักของฉันได้เข้าร่วม'"
สะอฺด์เล่าต่อว่า "หัวใจของฉันไม่อยากกล่าวอามีนต่อดุอาเช่นนั้นเลย แต่เพราะเขาขอและฉันก็สัญญาไว้ก่อน ฉันจึงจำใจต้องตอบอามีน"
หลังจากนั้นทั้งสองก็ชักดาบออกและเข้าสู่การต่อสู้อีกครั้ง พวกเขาฟันศัตรูทุกคนที่เข้ามาใกล้ อับดุลลอฮฺต่อสู้อย่างองอาจ ทำลายแนวศัตรูทีละส่วน ฟาดฟันไม่หยุดหย่อนด้วยหัวใจที่ปรารถนาจะเป็นชะฮีด เขาเปล่งเสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" ทุกครั้งที่ฟันศัตรู จนกระทั่งดาบของเขาหัก ท่านนบีจึงยื่นกิ่งอินทผลัมให้พร้อมสั่งให้เขาสู้ต่อไป แล้วปาฏิหาริย์ก็ได้เกิดขึ้น กิ่งอินทผลัมนั้นกลายเป็นดาบในมือเขา อับดุลลอฮฺยังคงรบต่อไป เขาสังหารศัตรูได้มากมาย และในช่วงท้ายของสงคราม เขาก็ได้รับความเป็นชะฮีดสมดังปรารถนา ด้วยลูกธนูที่ยิงโดยอบุลหะกัม หลังจากที่เขาล้มลง ศัตรูยังเข้ามาทำร้ายร่างของเขา ตัดจมูก ริมฝีปาก และใบหูจนเลือดไหลนองทั่วร่าง
อีกด้านหนึ่ง มีมุญาฮิดชื่อคัซมัน เขาหักฝักดาบทิ้งและพุ่งเข้าสู่กองทัพมุชริก พลางตะโกนว่า "ความตายดีกว่าการหลบหนี" เขาสู้เพียงลำพังด้วยความห้าวหาญ สังหารฝ่ายตรงข้ามได้ถึงเจ็ดหรือแปดคน ก่อนจะได้รับบาดเจ็บและล้มลง เหล่าเศาะฮาบะฮฺที่ได้เห็น ต่างก็ทึ่งในความกล้าหาญของเขา และนำเรื่องไปบอกท่านนบี ท่านนบีกล่าวว่า "เขาคือชาวนรกญะฮันนัม"
ท่านกอตาดะฮ์ อิบนุนุอ์มานเข้าไปหาคัซมันและกล่าวว่า "โอ้คัซมัน ความเป็นชะฮีดจงประเสริฐแก่ท่านเถิด" แต่คัซมันตอบว่า "ฉันไม่ได้สู้เพื่อศาสนา ฉันสู้เพื่อไม่ให้กุร็อยช์เข้ามามะดีนะฮ์แล้วทำลายสวนอินทผลัมของฉันต่างหาก" จากนั้นเขาก็ฆ่าตัวตายโดยใช้ลูกธนูกรีดเส้นเลือดบริเวณข้อมือ ดังนั้นเองทำให้ทุกคนเข้าใจว่าเหตุใดท่านนบีจึงกล่าวว่า "เขาคือชาวนรกญะฮันนัม"
ตั้งแต่ต้นศึกจนถึงเวลานั้น เหล่าเศาะฮาบะฮฺโดยเฉพาะท่านนบี ผู้นำแห่งโลกนี้และโลกหน้า สู้รบอย่างไม่ย่อท้อ พวกเขาตะลุยโจมตีกองทัพมุชริกจนฝ่ายนั้นถอยร่นลงเรื่อย ๆ ด้วยความกล้าหาญและการเสียสละของมุญาฮิดีน ฝ่ายมุชริกที่เคยร้องขอความช่วยเหลือจากเจว็ดที่พวกเขาสร้างขึ้นจากหินและไม้ ไม่ว่าจะเป็นลาต อุซซา หรือฮุบาล ต่างแตกพ่ายหนีไป สตรีที่เคยออกมาเพื่อปลุกใจชายฉกรรจ์ก็กรีดร้องด้วยความแตกตื่น วิ่งตามชายเหล่านั้นที่กำลังหนีเอาชีวิตรอด
เมื่อฝ่ายกุร็อยช์แตกพ่ายและเริ่มหนีกลับไปยังมักกะฮฺ ทิ้งเสบียงและสิ่งของทั้งหมด กองกำลังมุสลิมต่างเปี่ยมด้วยความปลื้มปีติ และสรรเสริญอัลลอฮฺ ผู้ทรงประทานชัยชนะตามสัญญา แม้ฝ่ายมุชริกจะมีจำนวนและกำลังมากกว่า แต่กลับพ่ายแพ้ยับเยินต่อหน้าต่อตามุสลิม พวกเขาเบียดเสียดหนีตายและเหยียบกันเอง ขณะที่บรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าหาญต่างติดตามไล่ล่า และสังหารศัตรูที่จับไว้ได้
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ฮันซอละฮ์ อิบนุอบีอามิร ผู้เพิ่งแต่งงานมาหมาด ๆ ไล่ตามอบูซุฟยาน แม่ทัพใหญ่ของกองทัพมุชริกที่กำลังขี่ม้าหนี เขาฟันที่ขาม้าจนล้มลง อบูซุฟยานตกลงมาและร้องตะโกนสุดเสียงว่า "โอ้กุร็อยช์! มาช่วยข้าด้วย! นี่คืออบูซุฟยาน! ฮันซอละฮ์กำลังจะฟันข้าด้วยดาบ!" แต่แม้เสียงร้องจะดังไปทั่ว เหล่ามุชริกทั้งหลายกลับพากันหนีเอาชีวิตรอด โดยไม่เหลียวแลแม่ทัพของตนเลย
ในจังหวะนั้นเอง ชัดด๊าด อิบนุอัสวัด มุชริกที่อยู่ด้านหลังของฮันซอละฮ์ ได้พุ่งหอกเสียบเข้าที่แผ่นหลังของฮันซอละฮ์ เขาเปล่งเสียง "อัลลอฮฺอักบัร!" ก่อนร่างจะล้มลงและได้รับความเป็นชะฮีด วิญญาณอันบริสุทธิ์ของเขาได้โบยบินสู่สวนสวรรค์
ท่านนบีกล่าวว่า "ฉันได้เห็นมะลาอิกะฮฺกำลังอาบน้ำให้ฮันซอละฮ์ ด้วยน้ำฝนในถาดเงิน ระหว่างฟากฟ้ากับแผ่นดิน"
อบูอุซัยดีเล่าว่า "เมื่อได้ยินถ้อยคำของท่านรอซูล ฉันรีบไปดูร่างของฮันซอละฮ์ ก็พบว่ามีหยดน้ำฝนไหลลงมาจากศีรษะของเขา ฉันกลับมารายงานต่อท่านนบี และท่านได้ตั้งชื่อฮันซอละฮ์ว่า 'ฆ่อซีลุลมะลาอิกะฮฺ' ผู้ที่มะลาอิกะฮฺชำระล้าง"17
เมื่อเห็นศัตรูแตกพ่าย บรรดานักธนูที่เฝ้าทางช่องเขาอัยนัยน์บางส่วนก็เข้าใจว่าสงครามสิ้นสุดแล้ว จึงละตำแหน่งไป เหลือเพียงแม่ทัพอับดุลลอฮฺ อิบนุญุบัยรฺ พร้อมพลธนูอีกสิบสองคนเท่านั้นที่ยังยืนหยัดอยู่ในที่มั่น18
วีรกรรมของอาลี
ในเวลานั้นเอง คอลิด อิบนุวะลีด แม่ทัพกองทัพม้าของกุร็อยช์ ผู้เฝ้ารอจังหวะมานาน ได้เห็นว่าจำนวนมุญาฮิดีนที่เฝ้าช่องเขาอัยนัยน์ลดลง เขาจึงเคลื่อนทัพทันที พร้อมพาอิกริมะฮฺ บุตรอบูญะฮัล เข้าร่วมด้วย ไม่นานก็มาถึงเชิงช่องเขา
อับดุลลอฮฺ อิบนุญุบัยรฺ และสหายผู้ซื่อสัตย์ของเขาจัดแนวตั้งรับ กระจายกำลังยิงธนูใส่ศัตรูอย่างไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งซองบรรจุลูกธนูของพวกเขาว่างเปล่า พวกเขาจึงเปลี่ยนมาใช้หอก และเมื่อศัตรูประชิด ก็ชักดาบพร้อมตะโกน "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" แล้วฟาดฟันสุดกำลัง
ฝ่ายศัตรูมีจำนวนมากกว่าถึงยี่สิบห้าต่อหนึ่ง แต่เศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติยังยืนหยัดต่อสู้จนเลือดหยดสุดท้าย เพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของท่านนบี ร่างอันประเสริฐของพวกเขาล้มลงทีละคน วิญญาณของเหล่าวีรชนโบยบินสู่สวนสวรรค์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุม
ด้วยความเคียดแค้น พวกมุชริกจึงเปลื้องเสื้อผ้าท่านอับดุลลอฮฺออก ใช้หอกแทงร่างอันประเสริฐ ฉีกท้องและดึงอวัยวะภายในออกมาอย่างโหดเหี้ยม
เมื่อคอลิดและอิกริมะฮฺสังหารมุญาฮิดีนที่ช่องเขาได้แล้ว พวกเขารีบเคลื่อนทัพบุกโจมตีกองทัพมุสลิมจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว เหล่าเศาะฮาบะฮฺที่อยู่แนวหน้า เมื่อเห็นศัตรูโผล่มาจากด้านหลัง ก็แทบไม่มีโอกาสได้จัดแถวใหม่ หลายคนวางอาวุธลงเพราะคิดว่าสงครามจบแล้ว
ทุกอย่างพลิกผันในพริบตา ฝ่ายกุร็อยช์ที่กำลังแตกพ่ายอยู่ด้านหน้า พอเห็นว่าคอลิดบุกมาจากด้านหลัง ก็หันกลับมาโจมตีอีกครั้ง มุญาฮิดีนจึงถูกบีบให้ติดอยู่กลางระหว่างสองด้าน ศัตรูรุกทั้งหน้าและหลัง เศาะฮาบะฮฺถูกตัดขาดจากกัน จนแถวรบแตกกระจัดกระจาย 19
ท่านอาลีเล่าว่า "ฉันพุ่งเข้าไปกลางกองทัพหนึ่งซึ่งอิกริมะฮฺ อิบนุอบูญะฮัลอยู่ด้วย พวกเขาล้อมฉันไว้ แต่ฉันก็สังหารพวกเขาได้เป็นจำนวนมาก แล้วพุ่งต่อไปอีกกองหนึ่ง และปราบพวกเขาได้อีกหลายคน แต่เพราะลิขิตชะตายังมิได้ให้ฉันพบกับความตาย สิ่งใดก็ทำอะไรฉันไม่ได้ มีอยู่ครู่หนึ่งที่ฉันมองไม่เห็นท่านรอซูลุลลอฮฺ ฉันคิดในใจว่า 'ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ท่านนบีคงไม่ทิ้งสนามรบไปเช่นนี้ บางทีอัลลอฮฺอาจทรงยกท่านขึ้นไปจากพวกเราแล้ว เพราะการกระทำไม่เหมาะสมของเราเอง คงไม่เหลือทางใดนอกจากสู้รบจนตัวตาย' ฉันจึงหักฝักดาบแล้วพุ่งโจมตีศัตรูจนแตกกระเจิง ขณะนั้นเองฉันก็เห็นท่านรอซูลุลลอฮฺอยู่ท่ามกลางพวกเขา ฉันจึงเข้าใจว่าท่านได้รับการปกป้องคุ้มภัยจากอัลลอฮฺด้วยเหล่ามะลาอิกะฮฺ"
เหล่าทหารฝ่ายศัตรูเคลื่อนเข้ามาใกล้ท่านรอซูลุลลอฮฺ สถานการณ์ขณะนั้นเต็มไปด้วยอันตรายยิ่ง ท่านนบีผู้เป็นที่รักยืนหยัดดุจภูผาสูงชัน มิได้ถอยหนีหรือละทิ้งตำแหน่งของท่าน ขณะที่ท่านกำลังฟาดฟันศัตรู ในขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้เศาะฮาบะฮฺที่แตกกระจายกลับมารวมกัน พลางตะโกนว่า "พวกท่านจงมาหาฉันเถิด พวกท่านจงมาหาฉันเถิด ฉันคือรอซูลุลลอฮฺ ผู้ใดกลับมาหาฉัน จะได้รับสวนสวรรค์เป็นการตอบแทน"
ขณะนั้น อบูบักร อุมัร อับดุรเราะฮฺมาน อิบนุเอาฟ์ ฏ็อลฮะฮ์ อิบนุอุบัยดุลลอฮ์ อาลี อิบนุอบีฏอลิบ ซุบัยรฺ อิบนุอาววาม อบูดุญานะฮ์ อบูอุบัยดะฮ์ อิบนุญัรรอหฺ สะอฺด์ อิบนุมะอาซ สะอฺด์ อิบนุอบีวักกอศ ค็อบบาบ อิบนุลมุนซิร อุไซด์ อิบนุหุไดรฺ ซะฮฺล์ อิบนุฮะนีฟ อาซิม อิบนุษาบิต และฮาริษ อิบนุซิมมะฮ์ (รอฎิยัลลอฮุอันฮุม) ต่างกรูกันมารวมร่างเป็น "กำแพงมนุษย์" ล้อมรอบท่านนบี เพื่อปกป้องพระองค์ด้วยหัวใจทั้งดวง
ในอีกมุมหนึ่ง ก็มีเสียงของท่านอับบาส อิบนุอุบาดะฮ์ตะโกนปลุกใจเศาะฮาบะฮฺที่กระจัดกระจายว่า
"พี่น้องของฉันเอ๋ย! ความหายนะที่พวกเรากำลังเผชิญนี้ ก็เพราะเราไม่ได้ทำตามคำสั่งของท่านนบี!
อย่าได้แตกออกจากกัน จงกลับมารวมตัวกัน ณ ท่านรอซูลุลลอฮฺในบัดนี้! หากเราทำให้ท่านได้รับอันตราย พวกเราจะไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ต่อพระผู้อภิบาลของเราได้เลย"
ในห้วงเวลาที่อันตรายที่สุด เหล่าเศาะฮาบะฮฺรีบรวมตัวรายล้อมท่านนบี ขณะที่มุชริกล้อมพวกเขาไว้จากทุกทิศ เศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติยอมเป็นโล่มนุษย์ปกป้องท่าน วงล้อมค่อย ๆ แคบลงเรื่อย ๆ
เมื่อท่านนบีเห็นกลุ่มกุร็อยช์กำลังพุ่งเข้ามา ท่านจึงหันไปถามเศาะฮาบะฮฺที่ยืนเคียงข้างว่า "ใครเล่าจะเผชิญหน้ากับกลุ่มนี้" ทันใดนั้น วะฮฺบ์ อิบนุกาบูซตอบขึ้นว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺขอชีวิตของฉันได้สละแด่ท่าน ฉันจะเป็นคนออกไปเอง" แล้วเขาก็กระโจนเข้าสู่ใจกลางศัตรู ดาบอยู่ในมือ ปากเอ่ยนามอันสูงส่งของอัลลอฮฺอย่างต่อเนื่อง
เมื่อท่านนบีเห็นความมั่นคงและความกล้าหาญของเขา ท่านกล่าวว่า "ฉันขอมอบข่าวดีแห่งสวนสวรรค์แก่เจ้า" แล้วได้ยกมือดุอาว่า "โอ้อัลลอฮฺ โปรดเมตตาเขา โปรดสงสารเขาเถิด"
ไม่นาน วะฮฺบ์ถูกมุชริกล้อมและสังหารจนถึงแก่ความเป็นชะฮีด สะอฺด์ อิบนุอบีวักกอศเห็นเหตุการณ์นั้น จึงพุ่งเข้าไปกลางแนวศัตรูด้วยความเดือดดาล เขาต่อสู้อย่างองอาจ สังหารมุชริกได้จำนวนมาก และผลักดันพวกที่เหลือจนกลับมาถึงท่านนบี ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวถึงวะฮฺบ์ด้วยความรักและเมตตาว่า "ฉันพอใจในตัวเจ้า ขออัลลอฮฺทรงพอใจในตัวเจ้าด้วย"
ไม่นาน ศัตรูกลุ่มใหม่ก็ทะลวงแนวมุญาฮิดเข้ามาใกล้ ท่านนบีจึงกล่าวกับท่านอาลีว่า "โอ้อาลี จงเข้าโจมตีพวกเขา!" ท่านอาลีจึงพุ่งเข้าใส่ทันที เขาได้สังหารอัมร์ อิบนุอับดุลลอฮฺ และขับไล่ศัตรูที่เหลือออกไป เมื่อดาบของเขาหัก ท่านนบีจึงมอบดาบซุลฟิก็อรให้ แล้วอีกกลุ่มศัตรูก็พุ่งเข้ามา ท่านนบีกล่าวต่อว่า "โอ้อาลี จงปกป้องฉันจากศัตรูกลุ่มนี้"
"ขอบิดามารดาของข้าได้สละชีพเพื่อพระองค์เถิด โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้า โปรดตอบรับดุอาของสะอฺด์ด้วยเถิด โปรดให้ลูกธนูของเขาเข้าเป้าด้วยเถิด โอ้สะอฺด์ จงยิงต่อไปเถิด" หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ราชสีห์แห่งอัลลอฮฺผู้พร้อมพลีชีวิตเพื่อรอซูลุลลอฮฺ จึงพุ่งเข้าใส่ทันที ฟาดฟันกับชัยบะฮ์ อิบนุมาลิก และทำให้ศัตรูที่เหลือต้องถอยหนีไป
ในเวลานั้น ญิบรีล อะลัยฮิสสลามได้ลงมาและกล่าวกับท่านนบีว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ นี่คือวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของอาลี" ท่านรอซูลุลลอฮฺตอบว่า "เขามาจากฉัน และฉันก็มาจากเขา" ญิบรีลกล่าวต่อว่า "และฉันก็มาจากเราทั้งสอง" แล้วมีเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นว่า "ไม่มีวีรบุรุษใดจะเทียบเคียงท่านอาลี และไม่มีดาบใดจะเทียบเคียงซุลฟิก็อรได้"
เมื่อพวกมุชริกเห็นว่ามิอาจเข้าถึงท่านนบีได้ ก็เริ่มระดมยิงธนู ธนูพุ่งเฉียดขึ้นฟ้า ตกลงหน้า หลัง ขวา และซ้ายของท่าน เศาะฮาบะฮฺที่ยังต่อสู้อย่างสุดกำลังเห็นเช่นนั้น จึงรีบมารวมตัวล้อมรอบท่านนบี และใช้ร่างของตนเป็นโล่มนุษย์ป้องกันห่าฝนของลูกธนู
เมื่อท่านนบีสั่งให้ตอบโต้ด้วยธนู เหล่าเศาะฮาบะฮฺจึงง้างคันธนูยิงใส่ศัตรู ท่านนบีสั่งให้สะอฺด์ อิบนุอบีวักกอศ นั่งอยู่เบื้องหน้าท่าน แล้วสะอฺด์ ซึ่งเป็นนักแม่นธนูผู้เก่งกาจ เริ่มยิงทีละดอก ทุกครั้งที่หยิบลูกธนูจากซอง เขาจะกล่าวว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน นี่คือลูกธนูของพระองค์ โปรดให้มันปะทะกับศัตรูเถิด" และทุกครั้งท่านนบีก็วิงวอนว่า "ขอบิดามารดาของข้าได้สละชีพเพื่อพระองค์เถิด โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้า โปรดตอบรับดุอาของสะอฺด์ ให้ลูกธนูของเขาเข้าเป้าด้วยเถิด โอ้สะอฺด์ จงยิงต่อไปเถิด" ท่านนบีจะกล่าวเช่นนี้ทุกครั้งที่สะอฺด์ยิง
เมื่อลูกธนูหมด ท่านนบีก็ส่งลูกธนูของท่านให้สะอฺด์และสั่งให้ยิงต่อ ลูกธนูทุกดอกของสะอฺด์ปะทะศัตรูหรือพาหนะของพวกเขาอย่างแม่นยำ
ขณะมุชริกยิงธนูใส่ ท่านอบูฏ็อลฮะฮ์ยืนอยู่เบื้องหน้าท่านนบี ใช้ทั้งโล่และร่างกายของตนปกป้องท่านจากลูกธนู บางครั้งเขาตะโกนเสียงดังจนศัตรูหวาดหวั่น ท่านนบีกล่าวว่า "ในหมู่ทหาร เสียงของอบูฏ็อลฮะฮ์นั้นมีคุณค่ามากกว่าคนจำนวนร้อยคน"
อบูฏ็อลฮะฮ์ไม่ได้เพียงคุ้มกัน แต่ยังยิงตอบโต้ศัตรูทุกครั้งที่มีโอกาส เขายิงได้รวดเร็ว หนักแน่น และไม่พลาดเป้าเลย ทุกครั้งที่ท่านนบีเงยศีรษะขึ้นเพื่อดูผลของลูกธนู อบูฏ็อลฮะฮ์จะรีบกล่าวว่า
"ขอบิดามารดาของฉันและตัวฉันได้สละชีพแด่ท่าน โอ้รอซูลุลลอฮฺ โปรดอย่าเงยศีรษะขึ้นเลย เกรงว่าลูกธนูของศัตรูจะปะทะท่าน ร่างของฉันนี่แหละคือโล่สำหรับร่างของท่าน เป็นการพลีชีพเพื่อท่าน ตราบใดที่พวกเขายังไม่ได้ฆ่าฉัน พวกเขาจะไม่มีวันเข้าถึงท่านได้ ตราบใดที่ฉันยังมีลมหายใจ จะไม่มีอันตรายใดต้องตกถึงท่าน"
คำพูดของเขาแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เขายกท่านนบีไว้เหนือกว่าตัวเองอย่างแท้จริง
ทั่วทั้งสมรภูมิอุฮุดเต็มไปด้วยการต่อสู้อันดุเดือดและน่าสะพรึง บ้างรบอยู่บนหลังม้า บ้างรบบนพื้นดิน ทุกฝ่ายต่างสู้กันอย่างไม่ลดละ ระหว่างอีหม่านกับการปฏิเสธศรัทธา เหล่าเศาะฮาบะฮฺยังไม่ทันตั้งหลักดี รอบตัวท่านนบีเหลือเศาะฮาบะฮฺเพียงราวสามสิบคน พวกเขาใช้ร่างกายเป็นโล่กำบังลูกธนู หอก และดาบทั้งหลาย ความประสงค์เดียวในใจคือทำตามคำสั่งของท่านนบี และปกป้องไม่ให้อันตรายใดแตะต้องท่านได้
ฮัมซะฮฺ ผู้นำแห่งบรรดาผู้กล้า พลัดหลงจากท่านนบีท่ามกลางความโกลาหล เขายืนหยัดอยู่กลางกองทัพศัตรู มือทั้งสองกุมดาบ ฟาดฟันพร้อมเปล่งเสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร" ก้องไปทั่ว ทำให้ความหวาดหวั่นเข้าครอบงำหัวใจของศัตรู จนถึงตอนนั้น ท่านฮัมซะฮฺได้สังหารมุชริกไปแล้วกว่าสามสิบคน และอีกหลายคนถูกตัดแขนขาด้วยคมดาบของท่าน
ขณะเขากำลังต่อสู้อย่างกล้าหาญจนกลุ่มมุชริกรอบตัวแตกกระเจิง ศิบาอ์ อิบนุอุมมุอันมาร ตะโกนท้าทายว่า "มีใครเป็นยอดนักรบที่จะมาสู้กับฉันได้บ้าง" ท่านฮัมซะฮฺตอบกลับด้วยเสียงหนักแน่นว่า "เข้ามาเถิด โอ้บุตรแห่งหญิงผู้ขลิบหนังหุ้มปลายเจ้า! เจ้ากำลังท้าทายอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์เช่นนั้นหรือ" แล้วท่านพุ่งเข้าไปจับที่ขาของเขา กระชากให้ล้มลงกับพื้น จากนั้นขึ้นคเราะมและตัดศีรษะของเขาออกจากร่าง20
แต่แล้วสายตาของท่านก็เหลือบเห็นวะฮฺชีย์ ซึ่งในเวลานั้นยังไม่ได้เข้ารับอิสลาม กำลังเล็งหอกอยู่หลังโขดหินฝั่งตรงข้าม ท่านฮัมซะฮฺมุ่งหน้าไปหาเขา แต่เมื่อเดินมาถึงหลุมบนพื้นดินที่ถูกน้ำกัดเซาะ ท่านพลันสะดุดล้มลงนอนหงาย ทำให้ชุดเกราะตรงหน้าท้องเปิดออก วะฮฺชีย์จึงฉวยโอกาสนั้น ขว้างหอกออกไป หอกได้พุ่งเสียบร่างของท่านฮัมซะฮฺ จนทะลุจากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง
ยอดนักรบผู้ยิ่งใหญ่ล้มลง ณ ที่แห่งนั้น พลางเอ่ยว่า "โอ้อัลลอฮฺของฉัน" กระนั้นท่านได้บรรลุถึงชะฮีด ตำแหน่งอันสูงส่งที่ท่านเฝ้าปรารถนา ชีวิตของท่านถูกพลีในหนทางของอัลลอฮฺ เพื่อรอซูลผู้เป็นที่รักของท่าน (รอฎิยัลลอฮุอันฮุ)
ในขณะนั้นเอง มีชายคนหนึ่งจากฝ่ายศัตรูตะโกนปลุกใจบรรดามุชริกให้มุ่งโจมตีท่านนบีแห่งสากลจักรวาลว่า "โอ้ชาวกุร็อยช์ อย่าลังเลที่จะต่อสู้กับมุฮัมมัด ผู้ไม่เห็นแก่สายสัมพันธ์เครือญาติ และเป็นผู้แบ่งแยกประชาชาติของพวกเจ้า ระหว่างข้ากับมุฮัมมัด จะต้องตายกันไปข้างหนึ่ง" เสียงนั้นเป็นของอาซิม อิบนุอบีเอาฟ์ ท่านอบูดุญานะฮ์ได้ยินคำพูดนั้น จึงตามหาเขาจนพบ แล้วสังหารเขาทันที
ขณะนั้น มะอ์บัด มุชริกอีกคนที่อยู่เบื้องหลังอาซิม ได้เหวี่ยงดาบใส่ท่านอบูดุญานะฮ์อย่างสุดแรง แต่ด้วยประสงค์ของอัลลอฮฺ ท่านอบูดุญานะฮ์ก้มตัวลงฉับพลันจนรอดพ้นคมดาบที่หมายจะปลิดชีพ จากนั้นเขารีบลุกขึ้น ฟันกลับไปด้วยดาบของตน จึงสังหารมะอ์บัดได้
เป้าหมายสูงสุดของบรรดามุชริกคือท่านนบี พวกเขาใช้ทุกกำลังเพื่อเข้าถึงท่าน แต่ไม่อาจฝ่าด่านเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติที่ล้อมรอบไว้ได้ เหล่าเศาะฮาบะฮฺสามสิบชีวิตนี้ต่างกล่าวว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ใบหน้าของเราคือโล่กำบังใบหน้าของท่าน ร่างกายของเราคือการพลีแด่ร่างของท่าน สิ่งเดียวที่เราปรารถนาคือความปลอดภัยของท่าน"
ฝ่ายมุชริกบุกเข้ามาเป็นกลุ่ม ๆ และทุกครั้งท่านนบีชี้ไปยังศัตรูแล้วถามเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าที่ล้อมรอบอยู่ว่า "ใครเล่าจะพลีร่างกายของตนเพื่อเราในหนทางของอัลลอฮฺ" เศาะฮาบะฮฺชาวมะดีนะฮ์ห้าคนกรูกันออกไปในทันที เหล่าผู้กล้าต่อสู้พลางเปล่งเสียงตักบีรต่อหน้าต่อตาท่านนบี จนกระทั่งสี่ในห้าคนได้รับความเป็นชะฮีด ณ ที่แห่งนั้น ส่วนอีกคนหนึ่งถูกฟันบาดเจ็บถึงสิบสี่แห่งบนร่างกายและล้มลงในที่สุด
ท่านนบีกล่าวว่า "จงพาเขาเข้ามาหาฉัน" สายเลือดไหลนองจากทั่วร่างของเขา ท่านนบีนั่งลงและใช้เท้าของท่านเป็นหมอนรองศีรษะให้เขา และในสภาพนั้นเอง เขาได้รับเกียรติแห่งความเป็นชะฮีด เศาะฮาบะฮฺผู้โชคดีคนนั้นคืออุมาเราะฮ์ อิบนุยาซีด
วีรกรรมของฏ็อลฮะฮ์ อิบนุอุบัยดุลลอฮ์
เมื่อฝ่ายมุชริกบุกประชิด ท่านนบีจึงถามว่า "ใครจะเป็นผู้ออกไปเผชิญหน้า และจะเป็นผู้หยุดพวกเขาได้" ท่านฏ็อลฮะฮ์ อิบนุอุบัยดุลลอฮ์รีบตอบทันทีว่า "ฉันเอง โอ้รอซูลุลลอฮฺ" เขาแทบจะพุ่งออกไปในทันที แต่นบีถามต่อว่า "มีใครอีกหรือไม่ที่จะเป็นเช่นเจ้า" ขณะนั้นมีเศาะฮาบะฮฺคนหนึ่งจากมะดีนะฮ์เอ่ยขึ้นว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ฉันจะไปเอง" เมื่อท่านนบีเอ่ยว่า "ถ้าอย่างนั้นจงออกไปเผชิญหน้าเถิด" เขาก็กระโจนเข้าสู่การต่อสู้ แสดงความกล้าหาญอย่างไม่เคยมีใครทำมาก่อน เขาสังหารศัตรูได้หลายคนก่อนจะได้รับเกียรติแห่งความเป็นชะฮีด21
ท่านนบีถามขึ้นอีกครั้งว่า "ใครจะออกไปเผชิญกับพวกเขา" ท่านฏ็อลฮะฮ์ก็ลุกขึ้นก่อนใคร แต่ท่านนบีถามต่อว่า "มีใครอีกหรือไม่ที่เป็นแบบเจ้า" คราวนี้มีเศาะฮาบะฮฺผู้มีเกียรติจากอันศอรเอ่ยขึ้นว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ฉันจะไปเผชิญพวกเขา" เขาก็ได้ออกไปต่อสู้จนได้รับความเป็นชะฮีดเช่นกัน เหตุการณ์ดำเนินเช่นนี้จนเศาะฮาบะฮฺทุกคนที่อยู่รายรอบท่านนบีในเวลานั้น ต่างได้สละชีวิตในการต่อสู้กับศัตรู
สุดท้าย เหลือเพียงท่านฏ็อลฮะฮ์ อิบนุอุบัยดุลลอฮ์อยู่เคียงข้างท่านนบีเพียงลำพัง เขาเกรงว่าท่านนบีจะได้รับอันตราย จึงวิ่งพล่านไปทุกทิศต่อสู้กับเหล่ามุชริก ดาบในมือของเขาฟาดฟันรวดเร็วราวสายฟ้า เขาป้องกันและผลักดันการโจมตีจากศัตรูรอบด้านอย่างฉับไว ใช้ร่างกายของตนเป็นโล่กำบังห่าลูกธนู หอก และคมดาบ ทั้งหมดนี้เป็นภาพที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน
ท่านฏ็อลฮะฮ์หมุนวนรอบนบีโดยไม่สนใจแม้ดาบของศัตรูที่เฉียดถูกร่างกาย ความปรารถนาเดียวของเขาคือปกป้องสุลต่านแห่งจักรวาล และพลีชีพเช่นเดียวกับบรรดาพี่น้องเศาะฮาบะฮฺคนอื่น ๆ ไม่มีส่วนใดของร่างกายที่ไม่บาดเจ็บ เสื้อผ้าเต็มไปด้วยเลือด แต่เขายังคงยืนหยัดป้องกันทุกด้านอย่างไม่ลดละ จนในที่สุด อบูบักรและสะอฺด์ อิบนุอบีวักกอศมาถึงที่ข้างกายของท่านนบีผู้เป็นมหาจำเริญ
ท่านฏ็อลฮะฮ์ ผู้เป็นนายแห่งเหล่าวีรบุรุษ ได้หมดสติล้มลงเพราะเสียเลือดมาก ร่างของท่านเต็มไปด้วยบาดแผลจากคมดาบ หอก และลูกธนู มีบาดแผลใหญ่ถึงหกสิบหกแผล และบาดแผลเล็กนับไม่ถ้วน ท่านนบีจึงสั่งให้อบูบักรรีบช่วยเหลือทันที อบูบักร อัศศิดดีก ได้นำน้ำมาประพรมบนใบหน้าของท่านฏ็อลฮะฮ์เพื่อปลุกให้ตื่น เมื่อได้สติ สิ่งแรกที่ท่านฏ็อลฮะฮ์เอ่ยด้วยความรักและภักดีคือ "โอ้อบูบักร รอซูลุลลอฮฺปลอดภัยดีหรือไม่" คำถามนั้นเป็นที่สุดของความรักและการสละชีวิตเพื่อท่านนบี
อบูบักรตอบว่า "รอซูลุลลอฮฺปลอดภัยดี ท่านคือผู้ส่งฉันมา" ฏ็อลฮะฮ์ถอนหายใจโล่งอกแล้วกล่าวว่า "ขอชุกรฺมากมายแด่อัลลอฮฺ ตราบใดที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ความทุกข์ยากทั้งหลายก็ไม่สำคัญอะไรอีกแล้ว" ขณะนั้นเศาะฮาบะฮฺอีกหลายคนก็ได้มาถึง
ท่านนบี มุฮัมมัด มุศฏอฟา ผู้เป็นที่รักแห่งโลกนี้และโลกหน้า ได้มาถึงข้างท่านฏ็อลฮะฮ์ผู้กำลังบาดเจ็บ เมื่อเห็นท่านนบีมีชีวิตอยู่ เขาก็หลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ ท่านนบีใช้มือลูบตามร่างกายของเขา จากนั้นยกมือวิงวอนว่า "โอ้อัลลอฮฺ โปรดรักษาเขา โปรดให้เขาแข็งแรงเถิด" ด้วยปาฏิหาริย์ของท่านนบี ฏ็อลฮะฮ์ก็ลุกขึ้นได้อย่างเข้มแข็งราวกับไม่ได้บาดเจ็บ และรีบรุดกลับเข้าต่อสู้อีกครั้ง
ท่านนบีกล่าวถึงเขาว่า "ในวันอุฮุด ฉันไม่เห็นใครบนแผ่นดินที่อยู่ใกล้ฉัน เว้นเสียแต่ญิบรีลที่อยู่ทางขวา และฏ็อลฮะฮ์ อิบนุอุบัยดุลลอฮ์ที่อยู่ทางซ้าย"22และยังกล่าวว่า "ผู้ใดอยากเห็นชายคนหนึ่งจากชาวสวรรค์ที่เดินอยู่บนโลกนี้ ก็จงมองไปยังฏ็อลฮะฮ์ อิบนุอุบัยดุลลอฮ์เถิด"
สมรภูมิยังคงดุเดือดรอบด้าน รอบท่านนบียังมีอบูดุญานะฮ์ ผู้ถือธง มุศอับ อิบนุอุมัยรฺ ท่านฏ็อลฮะฮ์ และนางนะซีบะฮ์ สตรีผู้กล้าหาญที่วิ่งมาจากแนวหลังเพื่อปกป้องท่านนบี พร้อมเศาะฮาบะฮฺอีกไม่กี่คน พวกเขาต่อสู้เคียงข้างท่านนบีกับเหล่ามุชริก
ในขณะนั้นเอง อับดุลลอฮฺ อิบนุหุนัยด์ มุชริกผู้โหดเหี้ยม สวมเกราะพร้อมอาวุธครบมือและสวมหมวกเหล็ก ได้เห็นท่านนบีเข้า จึงรีบควบม้าพุ่งเข้ามา พลางตะโกนว่า "ฉันคือบุตรแห่งซุฮัยรฺ จงชี้มุฮัมมัดให้ฉันเห็นเถิด ฉันจะฆ่าเขา หรือไม่ฉันก็จะกลายเป็นศพข้าง ๆ เขา"
ขณะที่เขากำลังควบม้ามุ่งสู่ท่านนบี ท่านอบูดุญานะฮ์ก็ออกมายืนขวางและกล่าวว่า "มาเลย! ฉันคือผู้ที่ปกป้องเรือนร่างอันประเสริฐของมุฮัมมัดด้วยร่างของฉันเอง ตราบใดที่เจ้ายังไม่ข้ามศพข้า เจ้าจะไม่มีวันแตะต้องท่านได้" จากนั้นเขาฟันขาม้าจนมันล้มลง อับดุลลอฮฺจึงพลัดตกลงมา อบูดุญานะฮ์ยกดาบขึ้นและฟันลงไป พลางประกาศว่า "นี่คือการลงโทษจากบุตรแห่งหะรอชะฮ์"
เมื่อท่านนบีเห็นเหตุการณ์นั้น ท่านก็วิงวอนว่า "โอ้อัลลอฮฺ โปรดพอพระทัยบุตรแห่งหะรอชะฮ์ เหมือนที่ฉันพอใจในตัวเขาด้วยเถิด"
จากฝ่ายมุชริก มาลิก อิบนุซุฮัยรฺ นักแม่นธนูผู้มีชื่อเสียงและไม่เคยพลาดเป้า กำลังตามหาท่านนบีอยู่ทั่วสนามรบ เขาหวังจะหาโอกาสยิงศรใส่ท่านนบีให้ได้ เมื่อเข้ามาใกล้ เขาดึงคันธนูขึ้น เล็งตรงไปยังศีรษะของท่านนบี เพียงพริบตาเดียว ลูกศรก็พุ่งออกไป ท่านฏ็อลฮะฮ์รีบยื่นมือออกมารับไว้แทน ศรนั้นปักทะลุฝ่ามือของเขาจนฉีกเป็นชิ้น ๆ เส้นประสาททุกนิ้วถูกตัดขาด ข้อมือและกระดูกแตกละเอียด
ท่านนบีเห็นเหตุการณ์นั้นก็รู้สึกสะเทือนใจและกล่าวว่า "หากเจ้าได้เอ่ยบิสมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม ขณะที่ยื่นมือไปรับลูกศรแทนฉัน มะลาอิกะฮฺคงยกเจ้าไปสู่ฟ้าต่อหน้าต่อตาผู้คนที่กำลังมองดูอยู่"23
ขณะเดียวกัน มุชริกมักกะฮฺสี่คนคือ อับดุลลอฮฺ อิบนุกะมียะฮ์ อุบัยยี อิบนุค็อลัฟ อุตบะฮ์ อิบนุอบีวักกอศ และอับดุลลอฮฺ อิบนุชิฮาบ อัซซุฮรี ได้ตกลงกันว่าจะร่วมมือกันสังหารท่านนบี
ในยามคับขันเช่นนั้น ท่านนบีและเศาะฮาบะฮฺเพียงไม่กี่คนยังคงต่อสู้อย่างดุเดือด ที่ด้านหน้าท่านนบีมีผู้ถือธงคือมุศอับ อิบนุอุมัยรฺ ด้วยชุดเกราะที่เขาสวม ทำให้รูปลักษณ์ของเขาคล้ายกับท่านนบีอย่างมาก มุศอับกำธงอิสลามไว้ในมือขวาและต่อสู้กับศัตรูอย่างกล้าหาญ
ในเวลานั้นเอง อิบนุกะมียะฮ์ สวมเกราะเต็มยศ ขี่ม้าพุ่งเข้ามา เขาตะโกนว่า "จงชี้เป้ามุฮัมมัดให้ฉันเห็นเถิด ขอฉันอย่าได้มีชีวิตอยู่เลยหากเขายังรอดอยู่" แล้วเขาก็มุ่งหน้าตรงเข้าหาท่านนบี มุศอับ อิบนุอุมัยรฺ และนางนะซีบะฮ์รีบเข้าขวางด้วยร่างของตนเป็นโล่ปกป้องท่านนบี ทั้งสองใช้ดาบฟันศัตรูผู้นั้นหลายครั้ง แต่เขาแทบไม่เป็นอะไรเพราะสวมเกราะอย่างหนาแน่น
"ผู้ใดอยากเห็นชายคนหนึ่งจากชาวสวรรค์ที่เดินอยู่บนโลกนี้ ก็จงมองไปยังฏ็อลฮะฮ์ อิบนุอุบัยดุลลอฮ์เถิด" หะดีษ อัช-ชะรีฟ
อิบนุกะมียะฮ์ฟันดาบใส่นางนะซีบะฮ์จนเป็นบาดแผลฉกรรจ์ที่บ่า แล้วหันดาบลงฟันที่มือขวาของมุศอับ ผู้กำลังถือธงอยู่นั้น มือขวาของเขาถูกฟันจนขาด แต่มุศอับไม่ยอมให้ธงแห่งอิสลามตกลง เขารีบคว้าธงขึ้นไว้ในมือซ้าย แล้วยกขึ้นสูงเหนือศีรษะ พร้อมกับเปล่งอายะฮ์จากอัลกุรอานว่า "มุฮัมมัดคือรอซูล และก่อนหน้าท่านก็มีรอซูลมาก่อนแล้ว"24
ศัตรูผู้นั้นยังไม่ยอมลดละ เขาฟันดาบใส่มือซ้ายของมุศอับจนขาดอีกข้าง แต่วีรบุรุษผู้ทรงเกียรติก็ยังไม่ปล่อยธงให้ตกลงไป เขากอดธงนั้นแนบอก เพื่อให้มันยังคงโบกสะบัดอยู่เหนือสนามรบ สุดท้ายอิบนุกะมียะฮ์ใช้หอกแทงร่างมุศอับจนทะลุ
มุศอับ อิบนุอุมัยรฺ ผู้เป็นผู้ถือธงอิสลาม ได้รับเกียรติแห่งความเป็นชะฮีด เขาได้เดินตามพี่น้องเศาะฮาบะฮฺของเขาไปสู่โลกอาคิเราะฮ์ ด้วยการสละชีวิตเพื่อปกป้องท่านนบีและธงแห่งศาสนา
ในขณะที่ท่านมุศอับล้มลงกับพื้น ธงอันรุ่งโรจน์แห่งอิสลามจะไม่ถูกปล่อยให้ตกลงมาเด็ดขาด มะลาอิกะฮฺได้ปรากฏกายในรูปลักษณ์ของมุศอับเข้ามารับธงไว้ทันที เมื่อท่านนบีผู้เป็นที่รักกล่าวว่า "จงรุกไปข้างหน้า โอ้มุศอับ จงรุกไป" มะลาอิกะฮฺผู้ถือธงก็ตอบว่า "ฉันไม่ใช่มุศอับ" เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านสุลต่านแห่งโลกนี้และโลกหน้าก็ทราบทันทีว่าเขาผู้นั้นคือมะลาอิกะฮฺ จากนั้นเขาได้มอบธงอิสลามให้ท่านอาลีเป็นผู้ถือต่อ25
ส่วนอิบนุกะมียะฮ์เข้าใจว่าท่านมุศอับคือท่านนบี เขาจึงรีบวิ่งกลับไปยังแนวของมุชริกแล้วร้องตะโกนว่า "ฉันฆ่ามุฮัมมัดแล้ว!" เมื่อได้ยินดังนั้น พวกมุชริกก็ยิ่งฮึกเหิมเพราะหลงดีใจว่าภารกิจของตนเสร็จสิ้นแล้ว ได้ยินดังนั้น ฝ่ายเศาะฮาบะฮฺที่ยังไม่รู้ความจริงต่างก็โศกเศร้าเสียใจอย่างหนัก บรรยากาศในขณะนั้นราวกับเป็นช่วงการไว้ทุกข์ แม้แต่ท่านอุมัร มือทั้งสองข้างห้อยตกลงข้างลำตัว เขาทรุดตัวลงกับบรรดาสหายของเขา
เมื่อท่านอนัส อิบนุนัฏรฺเห็นเศาะฮาบะฮฺบางคนในสภาพหมดแรงและสิ้นหวัง ท่านถามว่า "ทำไมพวกท่านจึงนั่งอยู่เช่นนี้" พวกเขาตอบว่า "รอซูลุลลอฮฺได้เป็นชะฮีดแล้ว" ท่านอนัสกล่าวด้วยหัวใจอันมั่นคงว่า "แม้รอซูลุลลอฮฺจะเป็นชะฮีด แต่พระผู้อภิบาลของท่านยังคงอยู่เสมอ แล้วหลังจากท่านนบี เรายังจะอยู่ไปเพื่ออะไร ลุกขึ้นเถิด จงพลีชีวิตของเราเพื่อสิ่งเดียวกับที่ท่านนบีได้พลีเรือนร่างอันประเสริฐของท่านเถิด!"
แล้วท่านอนัสก็หักฝักดาบ26 ของตนและพุ่งเข้าสู่ใจกลางของศัตรูด้วยดาบพร้อมเสียงตะโกน "อัลลอฮฺอักบัร!" เขาสังหารมุชริกไปมากมายก่อนจะได้รับเกียรติแห่งชะฮีด ใบหน้าของเขามีบาดแผลถึงเจ็ดสิบแห่ง ร่างกายก็เต็มไปด้วยบาดแผลนับไม่ถ้วน จนไม่มีใครสามารถจำเขาได้ นอกจากพี่สาวของเขาเพียงผู้เดียว
เศาะฮาบะฮฺจำนวนมากถูกทำให้แตกกลุ่มกัน บางคนก็ได้บรรลุแก่ชะฮีด ฝ่ายมุชริกอาศัยจังหวะนั้นเข้ามาล้อมท่านนบี พวกเขาพยายามจะสังหารสุลต่านแห่งสองโลกด้วยก้อนหินและคมดาบ แต่เพราะท่านนบีสวมเกราะอยู่สองชั้น คมดาบจึงไม่สามารถทำอันตรายได้ หินที่อุตบะฮ์ อิบนุอบีวักกอศขว้างมากระแทกใบหน้าของท่าน ทำให้ริมฝีปากล่างของท่านบาดเจ็บ และฟันซี่หนึ่งทางกรามล่างด้านขวาหัก
ในเวลานั้นเอง อิบนุกะมียะฮ์พุ่งเข้ามาและฟันศีรษะของท่านนบีด้วยคมดาบ หมวกเหล็กของท่านถูกฟันจนบุบเบี้ยว และห่วงสองวงได้ทิ่มเข้าไปในขมับของท่าน ไหล่ของท่านก็ถูกฟันอีกแผลหนึ่ง จนท่านล้มลงไปในหลุมลึกที่อบูอามิรขุดไว้เพื่อให้เหล่ามุสลิมพลัดตกลงไป
เมื่อเห็นความชั่วร้ายของศัตรูผู้นั้น ท่านนบีได้วอนขอต่ออัลลอฮฺว่า "ขอให้อัลลอฮฺทำให้เจ้าตกอยู่ในความพินาศและความน่าเวทนาเถิด" แต่อิบนุกะมียะฮ์กลับดีใจ รีบตะโกนลั่นว่า "ฉันได้ฆ่ามุฮัมมัดแล้ว! ฉันได้ฆ่ามุฮัมมัดแล้ว!" จากนั้นก็วิ่งไปหาอบูซุฟยาน ฝ่ายมุชริกเมื่อคิดว่าตนบรรลุเป้าหมายแล้ว จึงละท่านนบีไว้ และถอนตัวจากบริเวณหลุมนั้นไปต่อสู้กับเศาะฮาบะฮฺที่ด้านอื่นแทน 27
เมื่อท่านนบีตกลงไปในหลุม เลือดก็ไหลออกจากใบหน้าของท่าน ท่านใช้มือเช็ดหน้า จึงเห็นว่ามือและเคราเปื้อนเลือดแดงสด และก่อนที่หยดเลือดจะตกถึงพื้น ญิบรีล อะลัยฮิสสลามได้ลงมารองรับไว้และกล่าวว่า "โอ้ผู้เป็นที่รักของอัลลอฮฺ หากหยดเลือดนี้ตกถึงพื้นดิน ต้นไม้จะไม่งอกเงยบนแผ่นดินอีกจนกว่าจะถึงวันกิยามะฮ์"
แม้ร่างกายของท่านจะถูกฟันด้วยดาบ ฟันกรามหัก ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด แต่ท่านนบีกลับวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าต่อผู้ที่ทำร้ายท่านว่า "หากเลือดหยดหนึ่งของฉันตกถึงพื้น การลงทัณฑ์จะลงมาจากฟ้า โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดยกโทษแก่ประชาชาติของฉันเถิด เพราะแท้จริงพวกเขาไม่รู้"
ขณะนั้นเอง ท่านกะอ์บ อิบนุมาลิกได้ตะโกนขึ้นว่า "โอ้มุสลิมทั้งหลาย จงดีใจเถิด รอซูลุลลอฮฺยังอยู่ที่นี่" สิ้นเสียงนั้น เหล่าเศาะฮาบะฮฺก็รีบวิ่งเข้ามาราวกับได้รับชีการชุบชีวิตใหม่ อาลีและฏ็อลฮะฮ์ อิบนุอุบัยดุลลอฮ์รีบเข้ามาช่วยยกท่านนบีขึ้นจากหลุม
อบูอุบัยดะฮ์ อิบนุญัรรอฮ์ใช้ฟันของเขากัดและดึงห่วงเหล็กของหมวกที่ฝังอยู่ในขมับของท่านนบีออก ระหว่างที่กำลังดึงนั้น ฟันหน้าทั้งสองซี่ของเขาก็หักไปด้วย มาลิก อิบนุซินาน หนึ่งในเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติ เลียเลือดที่ไหลออกมาจากใบหน้าของท่านนบี ท่านนบีได้กล่าวว่า "ไฟนรกจะไม่แตะต้องผู้ที่เลือดของเขาได้ผสมกับเลือดของฉัน"
พวกมุชริกบุกโจมตีขึ้นอีกครั้ง แต่เมื่อเศาะฮาบะฮฺได้กลับมาพบท่านนบี ก็รีบล้อมเป็นวงรอบท่านในทันที พวกเขาผลักดันศัตรูที่เข้าใกล้ออกไปจนหมด เมื่อมุชริกเห็นว่าตนไม่อาจทำอันตรายท่านนบีได้อีก ก็เริ่มถอยขึ้นไปบนภูเขา
"เมื่อฏ็อลฮะฮ์ช่วยรอซูลุลลอฮฺไว้ สวรรค์ก็ได้ถูกกำหนดสำหรับเขาแล้ว"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ท่านสุลต่านแห่งโลกนี้และโลกหน้าจึงสั่งสะอฺด์ อิบนุอบีวักกอศว่า "จงทำให้พวกเขากลับออกไป" สะอฺด์จึงเรียนว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ฉันเหลือลูกศรเพียงดอกเดียว จะทำให้พวกเขากลับไปได้อย่างไร" ท่านนบีจึงย้ำคำสั่งอีกครั้ง สะอฺด์ผู้เป็นนายธนูจึงหยิบลูกศรขึ้นคันธนูแล้วยิงออกไป ศรดอกนั้นปักเข้าศัตรูจนล้มลง พอเขาล้วงไปในซองใส่ลูกศรอีกครั้ง ก็พบลูกศรอีกดอกหนึ่ง เมื่อดูใกล้ ๆ ก็พบว่าเป็นลูกศรดอกเดิม เขาจึงยิงออกไปอีกและฆ่าศัตรูได้อีกคน เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยปาฏิหาริย์ของท่านนบี สะอฺด์จึงพบลูกศรดอกเดิมอยู่ในซองของเขาทุกครั้ง ฝ่ายกุร็อยช์เห็นว่าคนของตนล้มตายทีละคน จึงยอมละทิ้งการปีนเขาและถอยลงไป
ในหมู่พวกนั้นมีอุบัยยี อิบนุคอลัฟ เขาควบม้าเข้ามาหาท่านนบีพร้อมตะโกนว่า "มุฮัมมัดอยู่ที่ไหน ผู้ที่อ้างว่าเป็นนบีอยู่ที่ไหน จงออกมาสู้กับฉันบัดนี้" แม้เศาะฮาบะฮฺอยากจะออกไปขวาง แต่ท่านนบีไม่อนุญาต ท่านหยิบหอกของฮาริษ อิบนุซิมมะฮ์ขึ้นแล้วก้าวออกไป
อุบัยยีเร่งม้าเข้ามาใกล้ พลางพูดว่า "โอ้มุฮัมมัด ถ้าฉันยังฆ่าเจ้าไม่ได้ ก็ไม่ขอรอดกลับไปเด็ดขาด" เขาสวมชุดเกราะหนาแน่นตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ท่านนบีก็ได้ขว้างหอกนั้นออกไป หอกไปปักเข้าที่คอตรงช่องว่างระหว่างหมวกเหล็กกับชุดเกราะของอุบัยยีพอดี เขาร่วงลงจากหลังม้า ซี่โครงหัก ร้องโหยหวนดุจวัวที่กำลังถูกเชือด พวกมุชริกจึงรีบยกตัวเขาออกไป เขาสิ้นลมหายใจระหว่างทางในขณะที่เอ่ยร้องว่า "มุฮัมมัดฆ่าฉัน"
ท่านรอซูลุลลอฮฺพร้อมเศาะฮาบะฮฺที่อยู่ข้าง ๆ เริ่มเดินทางขึ้นไปยังโขดหินบนภูเขาอุฮุด เมื่อไปถึงท่านพยายามจะปีนขึ้นไปแต่ก็ไม่ไหวเพราะความเหนื่อยล้า ประกอบกับชุดเกราะที่สวมสองชั้น และร่างกายของท่านมีบาดแผลจากดาบมากกว่าร้อยบาดแผล เมื่อเห็นเช่นนั้น ท่านฏ็อลฮะฮ์ก็รีบเข้ามายกท่านนบีขึ้นบนหลัง แล้วแบกท่านขึ้นไปบนโขดหิน ท่านนบีกล่าวว่า "เมื่อฏ็อลฮะฮ์ช่วยรอซูลุลลอฮฺไว้ สวรรค์ก็ได้ถูกกำหนดสำหรับเขาแล้ว" และเพราะท่านนบีอ่อนแรงมาก ท่านจึงละหมาดซุฮ์รในท่านั่ง
ที่เชิงเขา เศาะฮาบะฮฺยังคงต่อสู้กับฝ่ายมุชริกอย่างดุเดือดดั่งฝูงสิงโต คอยไล่ล่าผู้ที่ทำร้ายท่านนบีอย่างไม่ปรานี ขณะหนึ่ง คอติบ อิบนุบัลตะอ์มาหาท่านนบีแล้วถามว่า "ขอชีวิตของฉันได้พลีแด่ท่าน โอ้รอซูลุลลอฮฺ ใครทำร้ายท่านเช่นนี้" ท่านนบีตอบว่า "'อุตบะฮ์ อิบนุอบีวักกอศ ขว้างหินใส่ฉัน ฟาดเข้าที่ใบหน้าและทำให้ฟันของฉันหัก" คอติบถามต่อว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ เขาไปทางไหนหรือ" ท่านนบีจึงชี้ไปที่ทิศทางนั้น คอติบรีบวิ่งตามหาและพบเข้า เขาจึงใช้ดาบฟันจนศัตรูตกจากหลังม้า แล้วตัดศีรษะด้วยการฟันเพียงครั้งเดียว เขานำศีรษะนั้นกลับมามอบต่อรอซูลุลลอฮฺพร้อมแจ้งข่าวดี ท่านนบีจึงวอนต่ออัลลอฮฺว่า "ขออัลลอฮฺโปรดพอใจในตัวเจ้า ขออัลลอฮฺโปรดพอใจในตัวเจ้า"
ฝ่ายมุชริกไม่อาจต้านทานเศาะฮาบะฮฺที่ตั้งแนวใหม่ได้อีก พวกเขาสูญเสียพรรคพวกไปเกือบสามสิบชีวิต จึงทำการละทิ้งสนามรบและถอยกลับสู่มักกะฮฺ
ข่าวลือว่าท่านนบีถูกสังหารได้แพร่ไปถึงมะดีนะฮ์ สตรีผู้ทรงเกียรติอย่างฟาฏิมะฮ์ อาอิชะฮ์ อุมมุสุลัยม์ อุมมุอยมาน ฮัมนะฮ์ บินติญะฮ์ชฺ์ และกุวัยบะฮ์ ต่างรีบวิ่งไปยังอุฮุด เมื่อฟาฏิมะฮ์เห็นบิดาของนางมีบาดแผล นางก็ร่ำไห้ ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงปลอบใจนาง
ท่านอาลีได้นำน้ำมาใส่ในโล่ ฟาฏิมะฮ์ใช้ล้างเลือดบนใบหน้าและบาดแผลของบิดาแต่เลือดก็ยังไหลไม่หยุด นางได้เผาฟางให้กลายเป็นขี้เถ้า แล้วนำมาประกบลงบนบาดแผล เลือดจึงหยุดไหลในที่สุด28
หลังจากนั้นท่านนบีได้ลงมายังสมรภูมิอุฮุด เริ่มต้นด้วยการค้นหาผู้บาดเจ็บและทำแผลให้พวกเขา สิ่งที่พบสร้างความสะเทือนใจอย่างหนักหนาสาหัส บรรดามุชริกได้กระทำการทารุณกับร่างของชะฮีดอย่างโหดเหี้ยม บ้างถูกตัดหู ตัดจมูก และอวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งผ่าท้องออก หนึ่งในนั้นคือท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุญะฮ์ชฺ
ท่านนบีและเศาะฮาบะฮฺผู้เป็นที่รักเมื่อเห็นสภาพเช่นนั้นก็เศร้าใจอย่างสุดซึ้ง บรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติได้บรรลุความเป็นชะฮีด หลั่งเลือดลงบนผืนดินอุฮุดและวิญญาณโบยบินสู่สวนสวรรค์ แต่การกระทำอันป่าเถื่อนต่อร่างของผู้พลีชีพเป็นสิ่งที่ยากจะทนรับได้ ท่านนบีและเศาะฮาบะฮฺทุกคนต่างหลั่งน้ำตาด้วยความเศร้าโศก
ท่านนบีร่ำไห้ น้ำตาไหลอาบใบหน้า แล้วเอ่ยว่า "ฉันจะเป็นพยานในวันกิยามะฮ์ว่าเหล่าชะฮีดเหล่านี้ได้พลีชีวิตของพวกเขาในหนทางของอัลลอฮฺ จงฝังพวกเขาไปพร้อมกับเลือดนั้น ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่าในวันกิยามะฮ์พวกเขาจะถูกนำมาที่ทุ่งมะฮ์ชัร29 ด้วยบาดแผลที่ยังมีเลือดไหลออกมา สีของเลือดจะเป็นสีเลือด ส่วนกลิ่นของมันจะเป็นกลิ่นชะมดเชียง"
จากนั้นท่านนบีกล่าวว่า "ฉันไม่เห็นฮัมซะฮฺเลย เกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือ" ท่านอาลีจึงออกตามหาและได้พบเข้า เมื่อท่านนบีมาถึงและได้เห็นภาพที่เกินกว่าจะรับไหวก็ถึงกับทรุดลงไป ร่างของท่านฮัมซะฮฺถูกตัดหู ตัดจมูก และอวัยวะต่าง ๆ จนจำใบหน้าไม่ได้เลย หน้าท้องยังถูกผ่าออก และปอดถูกนำออกไป
"โอ้ฮัมซะฮฺ! ไม่เคยมีใครได้รับความทุกข์ทรมานเท่ากับเจ้า และจะไม่มีอีกแล้ว โอ้ลุงของรอซูลุลลอฮฺ! โอ้ฮัมซะฮฺ ราชสีห์แห่งอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์! โอ้ฮัมซะฮฺ ผู้กระทำความดี! โอ้ฮัมซะฮฺ ผู้พิทักษ์รอซูลุลลอฮฺ! ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่านเถิด" หะดีษ อัช-ชะรีฟ
น้ำตาไหลจากดวงตาของท่านนบี ท่านได้กล่าวกับฮัมซะฮฺว่า "โอ้ฮัมซะฮฺ! ไม่เคยมีใครได้รับความทุกข์ทรมานเท่ากับเจ้า และจะไม่มีอีกแล้ว โอ้ลุงของรอซูลุลลอฮฺ! โอ้ฮัมซะฮฺ ราชสีห์แห่งอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์! โอ้ฮัมซะฮฺ ผู้กระทำความดี! โอ้ฮัมซะฮฺ ผู้พิทักษ์รอซูลุลลอฮฺ! ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่านเถิด"
ขณะนั้นเอง มีสตรีคนหนึ่งรีบเร่งเดินเข้ามา นางคืออาแท้ ๆ ของท่านนบี ท่านหญิงซอฟิยะฮ์ ผู้เป็นเสมือนมารดาของพวกเรา เมื่อนางได้ยินข่าวลือว่าท่านรอซูลุลลอฮฺได้เป็นชะฮีด นางก็ทิ้งทุกสิ่งและรีบตรงมายังอุฮุด
เมื่อท่านรอซูลุลลอฮฺเห็นว่าอาของท่านเดินทางมา ก็เกรงว่านางจะทนเห็นสภาพของบรรดาชะฮีดไม่ไหว ท่านจึงบอกซุบัยร์ อิบนุอาววามบุตรของนางว่า "จงพาแม่เจ้ากลับไป อย่าให้นางเห็นศพของพี่ชายนาง" ซุบัยร์รีบวิ่งไปหาแม่ หญิงผู้ทรงเกียรติคนนั้นรีบถามด้วยความร้อนใจว่า "ลูกเอ๋ย บอกข่าวของรอซูลุลลอฮฺให้แม่ฟังที!"
ขณะนั้นท่านอาลีก็มาถึงและกล่าวว่า "อัลฮัมดุลิลลาฮ์30 รอซูลุลลอฮฺปลอดภัยดี" นางได้ยินดังนั้นจึงโล่งใจ แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า "จงพาแม่ไปให้เห็นท่านกับตาเถิด" แล้วท่านอาลีก็ชี้ให้เห็นท่านสุลต่านแห่งโลกนี้และโลกหน้า เมื่อท่านหญิงซอฟิยะฮ์ได้เห็นผู้เป็นดั่งดวงตะวันแห่งโลกนี้และโลกหน้ายังมีชีวิตอยู่ นางก็เปี่ยมล้นด้วยความดีใจและกล่าวสรรเสริญแด่อัลลอฮฺตะอาลา
จากนั้นนางก็ยังต้องการเดินดูต่อเพื่อให้ได้เห็นสภาพของท่านฮัมซะฮฺ ผู้เป็นพี่ชาย ลูกชายของนางกล่าวว่า "แม่เอ๋ย รอซูลุลลอฮฺสั่งให้แม่กลับไป" นางตอบว่า "หากท่านจะให้แม่กลับเพื่อไม่ให้เห็นสภาพของเขา แม่ก็รู้ได้เลยว่าร่างของพี่ชายคงถูกกระทำอย่างโหดร้ายทารุณ แต่เขาได้เผชิญกับสิ่งนี้เพื่อหนทางของอัลลอฮฺตะอาลา พวกเราได้เตรียมใจต่อเหตุการณ์ที่ร้ายแรงยิ่งกว่านี้เสียอีก และเราหวังผลบุญตอบแทนจากอัลลอฮฺ อินชาอัลลอฮฺ เราจะอดทนและยืนหยัดต่อไป"
เมื่อซุบัยร์ อิบนุอาววามกลับไปเล่าเรื่องนี้ให้ท่านนบีฟัง ท่านนบีจึงกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น ก็ให้นางได้เห็นเถิด"
ท่านหญิงซอฟิยะฮ์นั่งลงข้างร่างของท่านฮัมซะฮฺแล้วร่ำไห้อย่างเงียบ ๆ
เมื่อตอนที่ท่านหญิงซอฟิยะฮ์ออกมา นางได้นำเสื้อคลุมมาด้วยสองตัว นางหยิบออกมาแล้วพูดว่า "ฉันนำสิ่งนี้มาให้พี่ชายของฉัน ฮัมซะฮฺ โปรดใช้ห่อเขาด้วย" พวกเขาจึงใช้เสื้อตัวหนึ่งห่อร่างของท่านฮัมซะฮฺ ผู้เป็นซัยยิดอัชชุฮะดาอ์ คือผู้นำแห่งบรรดาชะฮีด31
จากนั้นท่านฮะบีบุลลอฮ์ก็เดินไปยังที่ที่ท่านมุศอับ อิบนุอุมัยรฺ ผู้ถือธงที่ล้มลง มือของเขาถูกตัดขาดทั้งสองข้าง ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล และนอนจมอยู่ในกองเลือด ท่านนบีเสียใจอย่างสุดซึ้งอีกครั้ง แล้วกล่าวต่อหน้าบรรดาชะฮีดผู้ทรงเกียรติ โดยอ่านอายะฮ์ที่ 23 จากซูเราะฮ์อัลอะฮ์ซาบ ความว่า
"ในหมู่ผู้ศรัทธามีบุรุษที่ซื่อสัตย์ต่อสัญญาที่พวกเขาให้แก่อัลลอฮฺ บางคนก็ได้ทำตามสัญญานั้นโดยการต่อสู้จนได้เป็นชะฮีด และบางคนก็ยังรอคอย พวกเขาไม่เคยเปลี่ยนคำพูดของตนเลย"
แล้วท่านนบีกล่าวต่อว่า "และรอซูลแห่งอัลลอฮฺเป็นพยานว่า พวกท่านทั้งหลายจะถูกให้ฟื้นขึ้นมาในฐานะชะฮีด ณ เบื้องหน้าอัลลอฮฺ ในวันกิยามะฮ์"
จากนั้นท่านหันไปทางเศาะฮาบะฮฺรอบ ๆ แล้วกล่าวว่า "จงไปเยี่ยมเหล่าคนเหล่านี้ จงกล่าวสลามแก่พวกเขา ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า ผู้ใดกล่าวสลามต่อพวกเขาในโลกดุนยา บรรดาชะฮีดผู้ทรงเกียรติเหล่านี้จะกล่าวสลามตอบแก่เขาในวันกิยามะฮ์"
พวกเขาไม่มีผ้าสำหรับทำกะฝั่นให้ท่านมุศอับ อิบนุอุมัยรฺ เสื้อคลุมของเขาเองก็ไม่อาจปกปิดร่างได้ทั้งหมด หากปกปิดศีรษะ ปลายเท้าก็โผล่ หากปกปิดเท้า ศีรษะก็โผล่ ท่านฮะบีบุลลอฮ์จึงกล่าวว่า "จงปกปิดศีรษะของเขาด้วยเสื้อคลุมนั้น และปกปิดเท้าของเขาด้วยต้นอิซฮิรเถิด"
เศาะฮาบะฮฺผู้โชคดีคนนี้ ผู้สละชีวิตทั้งชีวิตเพื่อรับใช้ศาสนาอิสลาม และบรรลุสู่ตำแหน่งชะฮีดในหนทางนี้ ได้จากโลกไปด้วยกะฝั่นเพียงครึ่งผืนเท่านั้น32
บรรดาชะฮีดที่เหลือ หลังจากได้ทำการละหมาดญะนาซะฮ์แล้ว ก็ถูกฝังลงไปทั้งในเสื้อผ้าที่ชุ่มเลือดนั้น โดยแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละสองหรือสามคน (รอฎิยัลลอฮุอันฮุม) ในสมรภูมิอุฮุดครั้งนั้น มีผู้ได้เป็นชะฮีดถึงเจ็ดสิบท่าน โดยหกสิบสี่ท่านมาจากอันศอร และอีกหกท่านมาจากมุฮาญิรุน
บรรดาเศาะฮาบะฮฺจำนวนมากสูญเสียญาติพี่น้องในวันนั้น หัวใจของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยบาดแผลแห่งความโศกเศร้า และเพื่อเป็นการปลอบใจผู้ที่เหลืออยู่ ท่านนบีผู้เป็นที่รักได้กล่าวว่า
"ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันปรารถนานักที่จะได้เป็นชะฮีดพร้อมกับเศาะฮาบะฮฺของฉัน และใช้เวลาในยามค่ำคืนบริเวณใจกลางแห่งภูเขาอุฮุด เมื่อพี่น้องของพวกท่านได้เป็นชะฮีดแล้ว อัลลอฮฺได้ทรงนำวิญญาณของพวกเขาไว้ในตัวของนกสีเขียว พวกเขาบินไปยังแม่น้ำในสวนสวรรค์ ดื่มน้ำจากมัน กินผลไม้จากมัน มองไปทั่วทุกมุมของสวนสวรรค์ และโบยบินอยู่ท่ามกลางสวนกุหลาบของมัน แล้วจึงกลับเข้าไปอยู่ในโคมทองที่ห้อยอยู่ใต้บัลลังก์อัลอะอ์ลา เพื่อพักอยู่ที่นั่นในยามเย็น
เมื่อพวกเขาได้ลิ้มรสและความงดงามจากอาหารและเครื่องดื่มเหล่านั้น พวกเขาจึงพูดว่า 'ถ้าเพียงพี่น้องของเรารู้ในสิ่งที่อัลลอฮฺประทานแก่เราแล้วไซร้ พวกเขาคงจะไม่ลังเลต่อการญิฮาด และจะไม่หันหลังให้ศัตรูเพราะความกลัวต่อการต่อสู้' อัลลอฮฺจึงตรัสว่า 'เราจะบอกแก่พวกเขาเกี่ยวกับสภาพของพวกเจ้า'
แล้วอัลลอฮฺทรงประทานอายะฮ์หนึ่งลงมา ความว่า "พวกเจ้าอย่าได้คิดว่าผู้ที่ถูกฆ่าในหนทางของอัลลอฮฺนั้นตายแล้ว แท้จริงพวกเขายังมีชีวิตอยู่ ได้รับปัจจัยยังชีพ ณ ที่พระผู้อภิบาลของพวกเขา พวกเขายินดีต่อสิ่งที่อัลลอฮฺประทานให้ และอยากแจ้งข่าวดีแก่ผู้ที่ยังมิได้ตามมาร่วมกับพวกเขาว่า 'จะไม่มีความหวาดกลัวสำหรับพวกเขา และพวกเขาจะไม่โศกเศร้า' พวกเขาดีใจต่อความโปรดปรานและความเมตตาจากอัลลอฮฺ และต่อข่าวดีที่อัลลอฮฺจะไม่ทรงทำให้ผลบุญของผู้ศรัทธาสูญเปล่า"33
และอัลลอฮฺได้ทรงปรากฏแก่พวกเขา แล้วตรัสว่า "โอ้บ่าวของเรา เจ้าทั้งหลายจงขอสิ่งที่โหยหามาเถิด เราจะประทานให้เจ้าอย่างมากมาย" พวกเขาตอบว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของเรา จะมีความโปรดปรานใดที่เหนือกว่าที่พระองค์ประทานแล้วเล่า เราได้รับปรทานสิ่งที่ใจปรารถนาในสวนสวรรค์นี้แล้ว แต่หากจะมีสิ่งใดที่เราโหยหา เราเพียงอยากให้วิญญาณของเรากลับคืนสู่ร่าง และถูกส่งกลับไปยังโลก แล้วได้ต่อสู้และถูกฆ่าในหนทางของพระองค์อีกครั้ง"
ที่อุฮุด ทุกอย่างได้สิ้นสุดลงแล้ว ไม่มีการต่อสู้อีกต่อไป เหล่ามุญาฮิดได้รวมตัวกันใหม่ ณ อุฮุดแห่งนี้ สถานที่ที่พวกเขามาเพื่อญิฮาดฟีสะบีลิลลาฮ์ เพื่อธำรงและเผยแผ่ศาสนาอิสลาม ได้กลายเป็นสมรภูมิที่ไม่เหมือนสงครามใดในประวัติศาสตร์ มันคือสถานที่ที่วีรกรรมอันน่าอัศจรรย์ของเศาะฮาบะฮฺถูกเปิดเผยมากมาย เกินกว่าจินตนาการของมนุษย์ทั่วไป และเป็นอีกบทเรียนหนึ่งสำหรับเหล่าผู้ปฏิเสธศรัทธา
ท่านนบี ผู้เป็นที่รักทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ได้ออกเดินทางกลับสู่มะดีนะฮ์พร้อมเศาะฮาบะฮฺของท่าน เมื่อมาถึงบริเวณฮัรรอฮ์ ท่านได้ให้เศาะฮาบะฮฺเข้าแถว แล้วชูมือขึ้นวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ความว่า
"โอ้อัลลอฮฺ คำสรรเสริญและการเทิดทูนทั้งหมดเป็นของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว โอ้อัลลอฮฺ ไม่มีผู้ใดนำทางได้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงปล่อยให้หลง และไม่มีผู้ใดทำให้หลงได้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงนำทางแล้ว… โอ้อัลลอฮฺ โปรดทำให้เราได้รักอีหม่าน และโปรดประดับหัวใจของเราด้วยอีหม่าน โปรดทำให้เราเกลียดการปฏิเสธ ความชั่ว และความเกินขอบเขต โปรดทำให้เราอยู่ในหมู่ผู้ที่รู้สิ่งที่เป็นโทษต่อศาสนาและโลกของเรา และอยู่บนหนทางอันเที่ยงตรง โอ้อัลลอฮฺ โปรดให้เรามีชีวิตในฐานะมุสลิมและจากไปในฐานะมุสลิม และรวมเราไว้ในหมู่ผู้ที่ยำเกรงและทำความดี เพราะพวกเขาไม่ใช่ผู้ที่สูญเสียเกียรติศักดิ์ และไม่ใช่ผู้ที่ทอดทิ้งศาสนา โอ้อัลลอฮฺ โปรดลงโทษบรรดาผู้ปฏิเสธที่ปฏิเสธรอซูลของพระองค์ หันหลังให้หนทางของพระองค์ และต่อสู้กับนบีของพระองค์ โปรดประทานการลงโทษอันเป็นความจริงแก่พวกเขา อามีน"
"โอ้เศาะฮาบะฮฺของฉัน เราได้กลับมาจากญิฮาดเล็ก และบัดนี้เราจะเริ่มต้นญิฮาดใหญ่แล้ว"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
เหล่าเศาะฮาบะฮฺจึงพร้อมใจกันกล่าวว่า "อามีน อามีน"
เมื่อใกล้ถึงมะดีนะฮ์ บรรดาสตรีและเด็ก ๆ ต่างพากันออกมาตามถนนด้วยความโหยหาและเศร้าโศก อยากเห็นท่านนบีในกองทัพที่กำลังกลับมา เมื่อพวกนางได้เห็นใบหน้าอันสว่างไสวของท่านนบี ก็สรรเสริญอัลลอฮฺด้วยความโล่งใจ ทว่าดวงตาแต่ละคู่ยังคงมองหาบิดา สามี ลูกชาย หรือญาติของตนในกองทัพ หากไม่ได้เห็นคนของตน... พวกเขาก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้
เมื่อท่านนบีเห็นสภาพของเศาะฮาบะฮฺและครอบครัวของพวกเขา ท่านก็เศร้าใจ น้ำตาเอ่อขึ้นในดวงตา
หญิงคนหนึ่ง คับชะฮ์ มารดาของสะอฺด์ อิบนุ มุอ๊าซ ได้เข้ามาหาท่านนบี ลูกชายของนางชื่ออัมร์ได้เป็นชะฮีดในอุฮุด เมื่อนางเข้ามาใกล้ท่านนบีจึงกล่าวว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ขอชีวิตของฉันและบิดามารดาของฉันได้สละแด่ท่าน อัลฮัมดุลิลลาฮ์ ฉันได้เห็นท่านปลอดภัย ตราบใดที่ท่านปลอดภัย ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดจะทำให้ฉันสะเทือนใจได้" นางไม่ได้เอ่ยถามถึงลูกชายของนางเลยแม้แต่คำเดียว
หลังจากท่านนบีปลอบใจนางต่อการสูญเสียบุตร ท่านก็กล่าวว่า "โอ้แม่ของสะอฺด์ ท่านและครอบครัวจงดีใจเถิด เพราะบรรดาชะฮีดทั้งหมดได้ถูกรวมกันในสวรรค์และกลายเป็นมิตรต่อกัน และพวกเขาจะขอชะฟาอะฮ์ให้แก่ครอบครัวของพวกเขาด้วย" คับชะฮ์จึงตอบว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ เราพอใจต่อทุกสิ่งที่มาจากอัลลอฮฺ หลังจากข่าวดีนี้ ใครเล่าจะร่ำไห้แก่พวกเขาได้อีก โปรดวิงวอนต่ออัลลอฮฺให้แก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยเถิด"
ท่านนบีจึงวอนว่า "โอ้อัลลอฮฺ โปรดลบล้างความเศร้าในหัวใจของพวกเขา และโปรดทำให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยบะรอกะฮ์ที่สุดในหมู่ผู้ที่เหลืออยู่ด้วยเถิด"
จากนั้นท่านนบีได้กล่าวกับเศาะฮาบะฮฺ โดยชี้ถึงการต่อสู้กับกิเลสตัณหาของมนุษย์ว่า "โอ้เศาะฮาบะฮฺของฉัน เราได้กลับมาจากญิฮาดเล็ก และบัดนี้เราจะเริ่มต้นญิฮาดใหญ่แล้ว"34 แล้วท่านก็แนะนำให้ทุกคนกลับไปพักผ่อนที่บ้าน และให้ผู้ที่บาดเจ็บเข้ารับการรักษา ท่านเองก็มีบาดแผลเช่นกัน เมื่อไปถึงมะดีนะฮ์ ท่านจึงกลับไปยังบ้านของท่านทันที
ฆ็อซวะฮฺฮัมรออุลอะสัด
เมื่อท่านรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กลับถึงมะดีนะฮ์ ท่านได้วางมาตรการเฝ้าระวังทันที เพราะมีความเป็นไปได้ว่าพวกมุชริกจะย้อนกลับมาโจมตีอีกครั้ง ทั้งเพื่อให้เห็นว่ามุสลิมยังมิได้อ่อนแรงแม้จะบาดเจ็บ และเพื่อข่มขวัญศัตรูไม่ให้กล้ากลับมาละเมิดมะดีนะฮ์
ในวันจันทร์หลังสงครามอุฮุด ท่านได้สั่งบิลาล อัลหะบะชีว่า "จงประกาศแก่ผู้คนว่า รอซูลุลลอฮฺสั่งให้พวกท่านออกติดตามศัตรู ผู้ที่ไม่ได้ร่วมรบเมื่อวานจงอย่าออกไป ให้มีเพียงผู้ที่ร่วมการสู้รบเท่านั้นที่ออกไป" เมื่อบิลาลนำคำสั่งนี้แจ้งแก่เศาะฮาบะฮฺ ทุกคนต่างรีบเตรียมตัว ทั้งที่ส่วนใหญ่มีบาดแผลสาหัส
เมื่ออับดุลลอฮฺและรอฟิอ์ สองพี่น้องผู้ได้รับบาดเจ็บหนักได้ยินคำสั่งนี้ พวกเขาก็ฝืนต่อความเจ็บปวดและรีบวิ่งเข้าร่วมทัพ พร้อมกล่าวว่า "เราจะยอมให้ตัวเองพลาดเกียรติในการออกศึกเคียงข้างรอซูลุลลอฮฺได้อย่างไรเล่า"
ท่านนบีจึงออกติดตามมุชริกพร้อมเหล่าเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติของท่าน จนถึงสถานที่หนึ่งชื่อเราะฮฺวะฮ์ ที่นั่น พวกเขาได้รับข่าวว่ามุชริกได้ประชุมกันและวางแผนจะโจมตีมะดีนะฮ์เพื่อทำลายล้างมุสลิม จึงเข้าใจได้ว่ามาตรการที่ท่านนบีสั่งไว้นั้น คือหนึ่งในสัญญาณปาฏิหาริย์ของท่าน
แต่เมื่อฝ่ายมุชริกได้ยินว่าท่านรอซูลุลลอฮฺกำลังนำทัพมุ่งหน้ามาหาพวกเขา พวกเขาก็เกิดความหวาดหวั่นและรีบถอยกลับไปยังมักกะฮฺ35
ท่านนบีและกองทัพได้ติดตามไปจนถึงหมู่บ้านหนึ่งชื่อ ฮัมรออุลอะสัด ที่นั่นพวกเขาจับมุชริกได้สองคน และพำนักอยู่สามวันก่อนเดินทางกลับมะดีนะฮ์
อัลลอฮฺได้ทรงยกย่องเศาะฮาบะฮฺผู้มีเกียรติที่ออกไปยังฮัมรออุลอะสัดไว้ในอัลกุรอาน ความว่า
"สำหรับบรรดาผู้ที่ตอบรับการเรียกร้องของอัลลอฮฺและรอซูลอีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาได้รับบาดเจ็บนั้น จะได้รับรางวัลยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่ทำความดีและหลีกเลี่ยงความชั่ว"36
ส่วนอิบนุกะมียะฮ์ หนึ่งในผู้ที่ปฏิญาณว่าจะฆ่าท่านนบีที่สงครามอุฮุด ได้กลับไปยังมักกะฮฺ วันหนึ่งเมื่อเขาขึ้นเขาไปตรวจดูฝูงแกะ ได้มีแกะตัวผู้ตัวหนึ่งพุ่งเข้าชนเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งเขาเสียชีวิต
อับดุลลอฮฺ อิบนุชิฮาบ อัซซุฮรีก็ประสบชะตากรรมคล้ายกัน ระหว่างเดินทางกลับมักกะฮฺ เขาถูกงูที่มีลายขาวกัดจนตาย ทุกคนที่พยายามจะสังหารท่านนบี ล้วนถูกลงโทษและเสียชีวิตภายในหนึ่งปีทั้งสิ้น
หากมิตรของท่านดื่มยาพิษ
ยาพิษก็กลับกลายเป็นน้ำทิพย์แห่งชีวิต
หากศัตรูของท่านแม้ดื่มน้ำสะอาด
น้ำสะอาดก็กลับกลายเป็นพิษร้าย
ทุกหยดกลั่นมาจากมหาสมุทรแห่งความเมตตา
เมื่อมือของท่านสัมผัส น้ำก็ได้ชะล้างใบหน้าอสีแดงระเรื่อดุจกลีบกุหลาบ
สายน้ำไหลวน ตีตนไปมาปะทะก้อนหินไม่หยุดหย่อน
เพียงเพื่อจะได้ใกล้ฝุ่นที่ปลายเท้าของท่านสักนิด
มันโหยหาอยากให้ดินหน้าประตูของท่านสว่างไสว
แม้ถูกทำลายเป็นเสี่ยง ๆ ก็ยังไม่ยอมละจากประตูนั้น
แม้บาปทั้งหลายยังยอมรับว่า การรำลึกถึงท่านคือการเยียวยา
ดังเช่นผู้เมาสุราที่ดื่มน้ำเพื่อดับพิษแห่งความมึนเมา
โอ้ฮะบีบุลลอฮ์ โอ้ผู้ประเสริฐที่สุดแห่งมนุษย์ทั้งหลาย ข้าปรารถนาถึงท่าน
ดังคนกระหายที่ถูกไฟแผดเผา ควานหาแค่เพียงน้ำหยดเดียว
ท่านคือมหาสมุทรแห่งปาฏิหาริย์ ในคืนแห่งอิสรออ์และมิอ์รอจ
หยดละอองแห่งบะรอกะฮ์ของท่าน ได้โปรยไปสู่ดวงดาวและสากลจักรวาล
เหตุการณ์อัรรอญีอ์
ท่านอาซิม อิบนุษาบิต หนึ่งในนักธนูผู้มีชื่อเสียงในสงครามอุฮุด เคยฆ่ามุชริกชื่อมุศอฟี อิบนุฏ็อลฮะฮ์ และน้องชายของเขา ฮาริษ ในการรบนั้น มารดาของทั้งสอง นางสุลาฟะฮ์ บินติสะอ์ดฺ ผู้เป็นที่รู้จักว่ามีความเคียดแค้นรุนแรง นางได้สาบานว่าจะมอบอูฐหนึ่งร้อยตัวให้แก่ผู้ใดก็ตามที่สามารถนำศีรษะของท่านอาซิมมาให้ นางถึงกับเอ่ยสาบานว่าจะดื่มสุราจากกะโหลกศีรษะของเขา
ขณะเดียวกัน ตระกูลลิห์ยานก็ผูกใจเจ็บเช่นกัน เพราะอับดุลลอฮฺ อิบนุอุไนส์ ได้สังหารคอลิด อิบนุซุฟยานจากตระกูลลิห์ยานจากหนึ่งภารกิจที่ท่านนบีได้ส่งไป พวกเขาจึงร่วมมือกับชนเผ่าอดัลและเกาะเราะฮ์ในการวางแผนแก้แค้น โดยจัดเตรียมทูตเพื่อใช้เป็นกลอุบาย และกำชับว่า
"จงบอกพวกเขาว่า พวกเจ้าเข้ารับอิสลามแล้ว และต้องการจ่ายซะกาต ขอให้ส่งครูมาสอนศาสนาและมาเก็บซะกาต และเมื่อพวกเขามา เราจะฆ่าเพียงบางคนเพื่อล้างแค้น และจะจับที่เหลือไปขายให้กับกุร็อยช์ที่มักกะฮฺ"
ในเดือนเศาะฟัร ปีที่สี่หลังฮิจเราะฮ์ คณะจากทั้งสองเผ่าจำนวนหกหรือเจ็ดคนเดินทางมาหาท่านนบี และกล่าวว่า "พวกเราได้เข้ารับอิสลามแล้ว ขอท่านส่งครูมาสอนอัลกุรอานและอิสลามแก่เราด้วยเถิด"
ในช่วงนั้น ท่านนบีได้จัดเตรียมหน่วยลาดตระเวนสิบคน เพื่อตรวจสอบว่ามุชริกแห่งมักกะฮฺกำลังเตรียมทำสงครามหรือไม่ เมื่อคณะจากอดัลและเกาะเราะฮ์มาขอผู้รู้สอนศาสนา ท่านนบีจึงส่งหน่วยลาดตระเวนสิบคนนี้ไปพร้อมกับพวกเขา เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและรายงานสถานการณ์ด้วย
"สำหรับบรรดาผู้ที่ตอบรับการเรียกร้องของอัลลอฮฺและรอซูลอีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาได้รับบาดเจ็บนั้น จะได้รับรางวัลยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่ทำความดีและหลีกเลี่ยงความชั่ว"
ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน อายะฮ์ 172
หน่วยสำรวจ (ซะรียะฮฺ) นี้ประกอบด้วยเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติ ได้แก่ มัรซัด อิบนุอบีมัรซัด, คอลิด อิบนุอบีบุก็อยรฺ อาซิม อิบนุษาบิต คุบัยบ์อิบนุอะดีย์ ซัยด์ อิบนุดัสซินนะ อับดุลลอฮฺ อิบนุตอริก มุอัตติบ (หรือมุฆีร) อิบนุอุบัยด์ และเศาะฮาบะฮฺอีกสามท่าน (รอฎิยัลลอฮุอันฮุม) ที่ไม่ทราบชื่อแน่ชัด
พวกเขาเดินทางโดยซ่อนตัวในเวลากลางวันและออกเดินในเวลากลางคืน จนกระทั่งยามรุ่งสางได้มาถึงบ่อน้ำเราะญีอ์ พวกเขาหยุดพักอยู่ที่นั่นชั่วครู่และรับประทานอินทผลัมอัจวะฮ์จากมะดีนะฮ์ซึ่งพกติดตัวมา หลังจากนั้นพวกเขาก็ออกเดินทางต่อและไปซ่อนตัวบนภูเขาใกล้ ๆ
หญิงคนหนึ่งจากเผ่าฮุซัยล์ที่กำลังเลี้ยงแกะอยู่แถวนั้นก็เข้ามาที่บ่อน้ำเราะญีอ์ นางเห็นเมล็ดอินทผลัมอัจวะฮ์ที่ถูกทิ้งไว้ จึงรู้ว่ามีคนจากมะดีนะฮ์ผ่านมา และร้องขึ้นว่า "มีผู้คนจากมะดีนะฮ์มาที่นี่" ข่าวนี้จึงได้ยินไปถึงเผ่าของนาง
ในขณะเดียวกัน หนึ่งในทูตจากเผ่าอดัลและเกาะเราะฮ์ที่เดินทางมากับเศาะฮาบะฮฺสิบท่าน ได้หาข้ออ้างแยกตัวออกไป แล้วรีบไปแจ้งข่าวแก่ลูกหลานลิห์ยาน
เมื่อบรรดาลูกหลานลิห์ยานได้ยินข่าว จึงรีบจัดกำลังออกมาอย่างรวดเร็ว กำลังพลมีถึงสองร้อยคน หนึ่งร้อยคนในจำนวนนั้นเป็นนักธนู พวกเขามุ่งหน้ามายังหน่วยเล็ก ๆ ของเศาะฮาบะฮฺ จนพบว่าท่านอาซิมและสหายอยู่บนภูเขา จึงล้อมไว้ทันที
ในตอนนั้นเอง ผู้ที่ไปแจ้งข่าวให้พวกมุชริกก็ได้มาสมทบกับพวกเขา เศาะฮาบะฮฺจึงรู้แน่ชัดว่าพวกเขาถูกหักหลังเข้าแล้ว พวกเขาปรึกษากันและตัดสินใจเข้าต่อสู้และชักดาบขึ้นมา
ฝ่ายมุชริกที่เห็นสถานการณ์ จึงพยายามใช้กลอุบาย หลอกล่อด้วยคำพูดว่า "ถ้าพวกเจ้าลงมา เราจะไม่ฆ่าพวกเจ้าแม้แต่คนเดียว เราขอสาบานต่ออัลลอฮฺ เราไม่ต้องการเอาชีวิตพวกเจ้า เราเพียงอยากจับตัวไปเพื่อรับค่าไถ่จากชาวมักกะฮฺเท่านั้น"
เหตุการณ์อัรรอญีอ์
"โอ้อัลลอฮฺ ข้าได้ปกป้องศาสนาของพระองค์มาจนถึงวันนี้ ข้าวอนให้พระองค์ทรงปกป้องร่างกายของข้าจนสิ้นสุดแห่งวันด้วยเถิด"
อาซิม อิบนุษาบิต
ท่านอาซิม อิบนุษาบิต มัรซัด อิบนุอบีมัรซัด และคอลิด อิบนุอบีบุก็อยร (รอฎิยัลลอฮุอันฮุม) ต่างปฏิเสธข้อเสนอลวงทั้งหมดของฝ่ายมุชริก โดยตอบว่า "เราจะไม่มีวันยอมรับในคำพูดหรือคำสัญญาของผู้ตั้งภาคีเด็ดขาด"
ท่านอาซิม อิบนุษาบิตกล่าวว่า "ฉันได้สาบานไว้แล้วว่าจะไม่รับการคุ้มครองจากผู้ตั้งภาคี ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันจะไม่ยอมจำนนด้วยการเชื่อคำพูดของพวกเขา" แล้วท่านก็ชูมือขอดุอาว่า "โอ้อัลลอฮฺ โปรดแจ้งแก่ศาสนทูตของพระองค์ถึงสภาพของเราด้วยเถิด" อัลลอฮฺทรงตอบรับดุอาของอาซิม และทรงแจ้งเหตุการณ์นี้แก่ท่านรอซูลุลลอฮฺ
ท่านอาซิมกล่าวแก่พวกมุชริกว่า "เรามิได้หวาดกลัวความตาย เพราะเรามั่นคงในศาสนา และเมื่อเราตาย เราก็จะได้เป็นชะฮีดและเข้าสู่สวนสวรรค์" เมื่อหัวหน้าของฝ่ายมุชริกพยายามเตือนว่า "โอ้อาซิม จงอย่าสังเวยชีวิตตัวเองและสหายของเจ้าเลย ยอมจำนนเสียเถิด" แต่อาซิมตอบโต้กลับด้วยลูกธนู และขณะที่ยิงลูกธนูออกไป ท่านก็ขับบทกวีความว่า
ข้าแข็งแกร่ง ไร้ซึ่งข้อจำกัด
สายธนูขึงแน่น ง้างไว้สุดแขนของข้า
ความตายคือสัจจริง ชีวิตนี้เพียงชั่วคราว
ทุกสิ่งดำเนินตามลิขิต แห่งชะตา
ท้ายที่สุดมนุษย์ ต้องกลับสู่อัลลอฮฺ
หากข้าไม่สู้พวกเจ้า แม่ของข้า คงเป็นทุกข์จนสิ้นสติ
ในซองธนูของอาซิมมีลูกธนูอยู่เจ็ดดอก และทุกดอกที่ยิงออกไป คือหนึ่งชีวิตของศัตรู เมื่อธนูหมด เขาก็สู้ต่อด้วยหอกและสังหารศัตรูได้หลายศพ และเมื่อหอกหัก ท่านได้ชักดาบออกมา หักฝักดาบทิ้ง และดุอาว่า "โอ้อัลลอฮฺ ข้าได้ปกป้องศาสนาของพระองค์มาจนถึงวันนี้ ข้าวอนให้พระองค์ทรงปกป้องร่างกายของข้าจนสิ้นสุดแห่งวันด้วยเถิด"
เสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร!" ของอาซิมและเหล่าเศาะฮาบะฮฺดังกึกก้องสะเทือนภูเขา มุญาฮิดสิบคนกำลังต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิตกับศัตรูถึงสองร้อยคน และใครก็ตามที่เข้าประชิดจำต้องแลกด้วยชีวิต ในที่สุด อาซิมก็ต้องล้มลงหลังถูกยิงเข้าที่เท้าทั้งสอง แม้ร่างของท่านจะล้มลงแล้ว แต่มุชริกก็ยังไม่กล้าเข้ามาใกล้ เพราะหวาดกลัวต่อความองอาจของท่าน จึงใช้การยิงธนูจากระยะไกลจนท่านได้รับสถานะแห่งชะฮีด
ในวันนั้น เศาะฮาบะฮฺเจ็ดท่านได้รับชะฮีด และอีกสามท่านถูกจับตัวไปเป็นเชลย
ลูกหลานลิห์ยานประสงค์จะตัดศีรษะของอาซิมเพื่อนำไปขายให้นางสุลาฟะฮ์ บินติสะอ์ดฺ แต่แล้วอัลลอฮฺก็ทรงตอบรับดุอาของท่านอาซิม พระองค์ทรงส่งฝูงผึ้งมากมายลงมา ปกคลุมเหนือร่างของท่านอาซิมราวกับกลุ่มเมฆ พวกมุชริกไม่สามารถเข้าใกล้ได้ สุดท้ายจึงพูดกันว่า "ปล่อยไว้แบบนี้ก่อน ในตอนค่ำฝูงผึ้งคงสลายตัวไป แล้วเราค่อยกลับมาตัดศีรษะเขา"
ในช่วงค่ำอัลลอฮฺทรงประทานฝนตกลงมาอย่างหนัก กระแสน้ำจากหุบเขาไหลเชี่ยวพัดพาร่างอันประเสริฐของท่านอาซิม อิบนุษาบิตไปยังที่ที่ไม่มีใครรู้ ไม่ว่าพวกมุชริกจะพยายามค้นหาเพียงใดก็ไม่พบ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถแตะต้องหรือตัดเอาส่วนใดจากร่างของท่านอาซิมไปได้เลย
เมื่อมีผู้เล่าเรื่องฝูงผึ้งที่อัลลอฮฺทรงส่งลงมาปกป้องร่างของท่านอาซิม ท่านอุมัรจึงกล่าวว่า "อัลลอฮฺย่อมทรงปกป้องบ่าวผู้ศรัทธาของพระองค์อย่างแน่นอน เช่นเดียวกับที่ท่านอาซิม อิบนุษาบิตได้รับการคุ้มครองจากพวกมุชริกในยามที่ยังมีชีวิต อัลลอฮฺก็ยังทรงคุ้มครองร่างของเขาหลังจากเสียชีวิต ไม่ให้พวกมุชริกแตะต้องได้" ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงท่านอาซิม เขาจะได้รับการขนานนามว่า "ผู้ที่ผึ้งปกป้อง"37
เศาะฮาบะฮฺสามท่านที่ถูกจับตัวไปคือ คุบัยบ์ อิบนุอะดีย์ ซัยด์ อิบนุดัสซินนะ และอับดุลลอฮฺ อิบนุฏอริก (รอฎิยัลลอฮุอันฮุม) พวกลูกหลานลิห์ยานใช้สายธนูมัดพวกเขาไว้แน่น ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุฏอริกไม่ยอมถูกนำตัวไปยังมักกะฮฺ เขาทำการต่อต้านและตะโกนลั่นว่า "เพื่อน ๆ ของฉันที่เป็นชะฮีด ได้รับเกียรติให้เข้าสู่สวนสวรรค์แล้ว" จากนั้นเขากัดเชือกที่พันมือออก แต่สุดท้ายพวกลูกหลานลิห์ยานก็เข้ามารุมขว้างก้อนหินใส่เขาจนได้รับสถานะชะฮีด
ส่วนท่านคุบัยบ์ อิบนุอะดีย์ และท่านซัยด์ อิบนุดัสซินนะ ยังคงอดทนและยืนหยัดไว้ ท่านคิดเพียงว่า "บางทีเราอาจจะยังมีโอกาสทำภารกิจสืบข่าวที่ท่านรอซูลุลลอฮฺมอบหมายให้สำเร็จ"
ต่อมาพวกลูกหลานลิห์ยานก็พาตัวทั้งสองท่านไปยังมักกะฮฺ ที่นั่นพวกมุชริกซึ่งญาติพี่น้องของตนถูกฆ่าในสงครามบะดัรและอุฮุด ต่างก็กำลังเดือดดาลและอาฆาตแค้น ท่านคุบัยบ์ถูกซื้อตัวโดยมุชริกชื่อฮุญัยร์ อิบนุอบีอิฮาบ อัตตะมีมี เพื่อแก้แค้นแทนพี่ชายของเขาที่ถูกฆ่าในบะดัร ส่วนท่านซัยด์ อิบนุดัสซินนะถูกซอฟวาน อิบนุอุมัยยะซื้อตัวไว้ เพื่อแก้แค้นแทนบิดาของเขา อุมัยยะ อิบนุคอลัฟ ที่ถูกฆ่าในบะดัรเช่นกัน
พวกมุชริกตั้งใจจะสังหารคุบัยบ์และซัยด์ แต่เนื่องจากช่วงเวลานั้นอยู่ในเดือนที่พวกเขาถือว่าห้ามทำสงคราม จึงคุมขังทั้งสองเอาไว้ก่อนและรอจนกว่าจะพ้นช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งสองถูกจับขังแยกกัน และแม้จะตกอยู่ในสภาพของเชลย ท่านทั้งสองก็ยังคงแสดงความอดทน ความแข็งแกร่ง และดำรงเกียรติศักดิ์ของตนไว้อย่างมั่นคง
"ฉันจะไม่มีวันยอมให้มุฮัมมัดถูกแตะต้องแม้แต่ผมเส้นเดียว"
คุบัยบ์ อิบนุ อะดีย์
มาวียะฮ์ ทาสหญิงที่ถูกปลดปล่อย (ได้เข้ารับอิสลามในภายหลัง) ซึ่งอยู่ในบ้านเดียวกับที่กักขังท่านคุบัยบ์ อิบนุอะดีย์ เล่าว่า "คุบัยบ์ถูกขังอยู่ในห้องเล็ก ๆ ของบ้านที่ฉันอยู่ ฉันไม่เคยเห็นเชลยคนใดดียิ่งไปกว่าท่านเลย วันหนึ่งฉันเห็นเขาถือองุ่นพวงใหญ่เท่ากับเหยือกน้ำ ทุก ๆ วันฉันก็เห็นเขามีพวงองุ่นเช่นนั้น ทั้งที่ในฤดูกาลนั้น โดยเฉพาะในมักกะฮฺ การจะหาองุ่นสักผลเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ อัลลอฮฺทรงประทานริซกีให้แก่เขาโดยตรง
คุบัยบ์ใช้เวลาส่วนใหญ่ประกอบนมาซและอ่านอัลกุรอานในห้องนั้น สตรีที่ได้ยินเสียงอ่านอัลกุรอานของเขาต่างร้องไห้เพราะรู้สึกสงสารเขา บางครั้งเมื่อฉันถามเขาว่า 'ท่านอยากได้อะไรไหม' เขาตอบแค่เพียงว่า 'ขอน้ำสะอาดดื่ม โปรดอย่านำเนื้อที่เชือดเพื่อบูชาเจว็ดมาให้ฉัน และโปรดแจ้งล่วงหน้าว่าจะปลิดชีพฉันเมื่อใด นอกจากนี้ฉันก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว'
เมื่อถึงวันที่กำหนดจะประหาร ฉันจึงไปแจ้งแก่เขา เมื่อเขาทราบ ก็ไม่มีวี่แววของความเศร้าหรือความกลัวเลยแม้แต่น้อย เมื่อวันนั้นใกล้เข้ามา เขาขอชำระร่างกายก่อนตาย พร้อมขอใบมีดโกน ฉันจึงให้มีดโกนแก่ลูกชายแล้วส่งไปหาเขา แต่ในขณะที่เด็กกำลังนำไปให้ ฉันเกิดความหวาดกลัวขึ้นมา คิดว่า 'ไม่เอาแล้วดีกว่า! เขาจะต้องฆ่าเด็กด้วยมีดโกนนี้แน่ เพราะยังไงเขาก็จะต้องตายอยู่แล้ว' ฉันจึงรีบวิ่งไปดู
แต่ภาพที่ฉันเห็นคือ คุบัยบ์รับมีดโกนจากเด็ก แล้วอุ้มเด็กไว้บนตักและกอดไว้ด้วยความอ่อนโยน ฉันกรีดร้องด้วยความตกใจ เมื่อเขาเห็นดังนั้น เขาพูดว่า 'เจ้าคิดว่าฉันจะฆ่าเด็กคนนี้หรือ ไม่มีสิ่งนี้อยู่ในศาสนาของเรา การฆ่าผู้บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ห่างไกลจากพฤติกรรมและเกียรติของเราโดยสิ้นเชิง'"
ถึงวันที่พวกมุชริกกำหนดจะประหารคุบัยบ์ อิบนุอะดีย์ และซัยด์ อิบนุดัสซินนะฮ์ ตอนเช้ามืดของวันนั้น พวกเขาได้รับการปลดโซ่ที่เท้าออก แล้วถูกนำไปยังสถานที่ชื่อ ตะอ์นีม ที่อยู่นอกมักกะฮฺ (ตะอ์นีมอยู่ห่างจากกะอฺบะฮฺประมาณ 5-8 กม. และภูเขาที่นั่นชื่อว่าภูเขาตะอ์นีม) ชาวมักกะฮฺและบรรดาผู้นำของมุชริกต่างมารวมตัวกันเพื่อดูการประหาร ฝูงชนมากันมากมายเต็มพื้นที่
พวกมุชริกได้ตั้งแท่นประหารสองต้นเพื่อใช้ประหารเชลย เมื่อพวกเขาต้องการจะยกท่านคุบัยบ์ขึ้นมัดกับตะแลงแกง ท่านคุบัยบ์กล่าวว่า "ปล่อยฉันสักครู่เถิด ให้ฉันได้ทำละหมาดสองร็อกอะฮ์ก่อน"
พวกเขาปล่อยคุบัยบ์และสั่งว่า "ทำเสียที่นี่แหละ" ท่านคุบัยบ์จึงเริ่มละหมาดทันทีด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ผู้คนที่มุงดู ทั้งมุชริก สตรี และเด็ก ต่างจับจ้องด้วยความตื่นเต้น
เมื่อท่านละหมาดเสร็จ ท่านกล่าวว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ หากไม่เกรงว่าพวกเจ้าจะคิดว่าฉันยืดการละหมาดเพราะกลัวความตาย ฉันคงจะละหมาดให้นานกว่านี้"
ท่านคุบัยบ์ อิบนุอะดีย์ คือบุคคลแรกที่ทำการละหมาดสองร็อกอะฮ์ก่อนถูกประหาร และเมื่อข่าวนี้ไปถึงท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ท่านก็เห็นชอบต่อการกระทำนี้38 ต่อมาจึงกลายเป็นแบบอย่างของท่านนบี (ซุนนะฮ์)
หลังจากละหมาดเสร็จ พวกมุชริกก็ยกท่านคุบัยบ์ขึ้นมัดกับตะแลงแกง พวกเขาหันหน้าของท่านออกจากกิบละฮ์ไปทางมะดีนะฮ์ แล้วกล่าวว่า "จงละทิ้งศาสนาของเจ้าเสียเถิด หากเจ้าทิ้งมัน เราจะปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระ"
แต่คุบัยบ์ตอบว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ แม้ฉันจะได้เป็นเจ้าของโลกทั้งใบ ฉันก็จะไม่มีวันละทิ้งอิสลามอย่างเด็ดขาด"
พวกมุชริกที่ได้ยินคำตอบเช่นนั้นจึงกล่าวต่อว่า "เจ้าปรารถนาหรือไม่ว่ามุฮัมมัดจะมาอยู่แทนที่ของเจ้าและถูกประหารแทนเจ้า หากเจ้าตอบว่าใช่ เราจะปล่อยเจ้าให้รอดกลับไปอยู่บ้านอย่างสุขสบายได้"
ท่านคุบัยบ์ตอบอย่างหนักแน่นว่า "ฉันจะไม่มีวันยอมให้มุฮัมมัดถูกแตะต้องแม้แต่ผมเส้นเดียว"
พวกมุชริกหัวเราะเยาะและตะโกนว่า "โอ้คุบัยบ์เอ๋ย ทิ้งอิสลามเสียเถิด ถ้าปฏิเสธ เราจะฆ่าเจ้าทิ้งเสีย"
ท่านคุบัยบ์ตอบว่า "ตราบใดที่ฉันอยู่บนหนทางของอัลลอฮฺ การถูกฆ่าก็มิได้มีความหมายอะไรสำหรับฉันเลย"
จากนั้นท่านจึงเงยหน้าขึ้นวิงวอนต่ออัลลอฮฺ "โอ้อัลลอฮฺ! ข้าพเจ้าไม่เห็นใบหน้าอื่นใด ณ ที่นี้นอกจากใบหน้าของศัตรู โอ้อัลลอฮฺ! โปรดฝากสลามของข้าพเจ้าไปถึงรอซูลของพระองค์ และโปรดแจ้งแก่ท่านถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเถิด"
แล้วท่านก็กล่าวว่า "อัสสลามุอะลัยกะ ยา รอซูลัลลอฮ์"
ในขณะที่ท่านคุบัยบ์กำลังเอ่ยดุอานี้เอง ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กำลังนั่งอยู่กับเศาะฮาบะฮฺในขณะนั้น ท่านซัยด์ อิบนุฮาริษะฮ์เล่าว่า "วันหนึ่งขณะที่รอซูลุลลอฮฺนั่งอยู่กับเศาะฮาบะฮฺ อยู่ ๆ ท่านก็กล่าวว่า 'วะอะลัยฮิสสลาม' บรรดาเศาะฮาบะฮฺจึงถามว่า 'โอ้รอซูลัลลอฮ์ ท่านตอบรับสลามของใครหรือ' ท่านนบีได้ตอบว่า 'มันคือคำตอบรับสลามของ คุบัยบ์ พี่น้องของพวกท่าน ญิบรีล (อะลัยฮิสสลาม) ได้นำสลามจากคุบัยบ์มาถึงฉัน'"39
เหล่ามุชริกกุร็อยช์ที่มามุงดูท่านคุบัยบ์ ต่างก็ยุยงให้บุตรหลานของตนรุมแทงเขาด้วยหอก พลางตะโกนว่า "นี่คือชายผู้สังหารบิดาของพวกเจ้า" พวกเขาเข้ารุมทำร้ายคุบัยบ์ ขณะนั้นท่านคุบัยบ์หันใบหน้าไปทางกะอฺบะฮฺ แต่เหล่ามุชริกจับใบหน้าเขาให้หันไปทางมะดีนะฮ์ เขาจึงขอดุอาว่า "โอ้อัลลอฮฺ หากข้าเป็นบ่าวที่ดีในสายพระเนตรของพระองค์ โปรดหันหน้าของข้าไปสู่กิบละฮ์ด้วยเถิด" แล้วใบหน้าของท่านก็กลับไปสู่ทิศของกะอฺบะฮฺอีกครั้ง และไม่มีผู้ใดสามารถหันใบหน้าของท่านออกจากทิศกิบละฮ์ได้อีก
ขณะอยู่บนแท่นประหาร เขาได้ขับบทกวีเพื่อประกาศว่า เขากำลังถูกศัตรูล้อมรอบและจะถูกสังหารเป็นชะฮีด เมื่อพวกมุชริกทรมานเขาด้วยการแทงหอกเข้าตามร่างกาย เขาก็ได้กล่าวว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ตราบใดที่ข้าถูกฆ่าตายในฐานะมุสลิม ข้ามิใส่ใจเลยว่าจะล้มลงไปทางใด เพราะทุกสิ่งล้วนอยู่บนเส้นทางของอัลลอฮฺทั้งสิ้น"
จากนั้นท่านคุบัยบ์ได้สาปแช่งพวกมุชริกว่า "โอ้อัลลอฮฺ โปรดทำลายมุชริกกุร็อยช์ให้สิ้น โปรดให้พวกเขาให้แตกแยกกัน จงเอาชีวิตพวกเขาไปทีละคน ขออย่าให้มีผู้ใดรอดด้วยเถิด" เมื่อเหล่ามุชริกได้ยินคำสาปแช่งแบบนี้ ต่างก็สะดุ้งโหยงด้วยความหวาดกลัว บางคนถึงกับรีบหนีออกไปจากตรงนั้น ที่เหลือก็ยังคงใช้หอกรุมแทงท่านคุบัยบ์ จนหอกด้ามหนึ่งปักเข้าที่อกและทะลุออกทางหลัง เลือดของเขาไหลพลั่งพรูออกมา และในขณะที่ยังถูกแขวนอยู่บนแท่นประหารนั้น ด้วยลมหายใจสุดท้าย ท่านคุบัยบ์ได้กล่าวว่า "อัชฮะดู อันลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ วะอัชฮะดู อันนะ มุฮัมมะดัน อับดุฮู วะรอซูลุฮ์"
แล้วท่านคุบัยบ์ก็ได้รับสถานะชะฮีดในที่สุด (รอฎิยัลลอฮุอันฮ์)40
ร่างของท่านคุบัยบ์ถูกแขวนไว้บนแท่นประหารถึงสี่สิบวัน โดยไม่เน่าเปื่อยหรือส่งกลิ่นเหม็นใด ๆ เลย เลือดยังคงไหลออกจากร่างอยู่ตลอด ท่านนบีที่รักยิ่งได้ส่งท่านซุบัยร์ อิบนุอาววาม และท่านมิกด๊าด อิบนุอัสวัด ไปนำร่างของท่านกลับมา ทั้งสองลอบเข้าไปในมักกะฮฺตอนกลางคืน แล้วปลดร่างของคุบัยบ์ลง นำมาผูกไว้กับอูฐเพื่อพากลับมะดีนะฮ์ แต่พวกมุชริกรู้เรื่องเข้าและยกพลตามมา เมื่อเห็นศัตรูใกล้เข้ามา ทั้งสองจึงวางร่างลงบนพื้นเพื่อเตรียมการต่อสู้ ไม่นานก็เห็นแผ่นดินที่วางร่างนั้นแยกออก ร่างท่านได้ไหลลงไปในรอยแยก ราวกับแผ่นดินกำลังกลืนร่างของท่าน แล้วแผ่นดินนั้นก็ปิดสนิท พวกเขาจึงรีบเดินทางกลับสู่มะดีนะฮ์
ส่วนท่านซัยด์ อิบนุดัสซินนะ ถูกมัดกับแท่นประหารอีกต้นหนึ่ง พวกมุชริกพยายามบังคับให้เขาทิ้งศาสนา แต่การกระทำนั้นกลับทำให้ศรัทธาของเขามั่นคงยิ่งขึ้น สุดท้ายพวกเขายิงธนูใส่ท่าน จนกระทั่งท่านถูกสังหารโดยนิสต๊าศ ทาสของซอฟวาน อิบนุอุมัยยะที่ถูกปลดปล่อย และท่านซัยด์ก็ได้รับสถานะชะฮีดเช่นกัน (รอฎิยัลลอฮุอันฮ์)
"พวกเขาได้กลับไปยังอัลลอฮฺแล้ว อัลลอฮฺทรงพอพระทัยต่อพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
เหตุการณ์บิอ์รุล-มะอูนะฮ์
ในเดือนซอฟัรของปีเดียวกันนั้น อบูบะรอ อามิร อิบนุมาลิก หัวหน้าเผ่าอามิรจากแคว้นนะญ์ดฺ ได้เดินทางมามะดีนะฮ์และเข้าเยี่ยมท่านรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ท่านนบีได้เชิญชวนเขาสู่อิสลาม แต่เขาไม่ได้เข้ารับอิสลาม ทว่าเขากล่าวว่านี่คือศาสนาที่งดงามและมีเกียรติ พร้อมกันนั้นเขาขอให้ท่านรอซูลุลลอฮฺส่งเศาะฮาบะฮฺไปเผยแผ่อิสลามในแคว้นนะญ์ดฺ
ท่านนบีกล่าวว่า "ฉันไม่ไว้วางใจชาวนะญ์ดฺต่อบรรดาผู้ที่ฉันจะส่งไป" แต่ท่านอบูบะรอยืนยันว่า "พวกเขาจะอยู่ในการคุ้มครองของฉัน จะไม่มีใครทำอันตรายพวกเขาได้"
ท่านนบีตอบรับการรับรองนั้น และได้จัดตั้งคณะผู้แทนเจ็ดสิบคนจากเศาะฮาบะฮฺชาวศ็อฟฟะฮ์ คนเหล่านี้คือนักกุรออ์ พวกเขาจะอ่านอัลกุรอานทั้งคืน และต่างเป็นผู้ท่องจำอัลกุรอานทั้งหมด (ฮาฟิศ) รายชื่อบางท่าน ได้แก่
อามิร อิบนุฟะฮรฺ, อัมร์ อิบนุซัมรี, อะฏียะฮ์ อิบนุอับดุลลอฮฺ, อนัส อิบนุมุอาวียะฮ์, ฮะกัม อิบนุกัยซาน, ฮาริษ อิบนุซิมมะฮ์, กะอ์บ อิบนุซัยด์, มาลิก อิบนุษาบิต, มุนซิร อิบนุอัมร์, รอฟิอ์ อิบนุมะซิล,
ซาอิด อิบนุหุซาม, ซาลิม อิบนุมิลฮาน, สุฮัยล์ อิบนุอามิร, ตุฟัยล์ อิบนุอัสอัด และอุรวะฮ์ อิบนุศ็อลต (รอฎิยัลลอฮุอันฮุม) ท่านรอซูลุลลอฮฺแต่งตั้งมุนซิร อิบนุอัมร์เป็นผู้นำ และได้มีจดหมายสองฉบับส่งถึงหัวหน้าเผ่าอามิรและเผ่านะญ์ดฺด้วย
อบูบะรอซึ่งต้องการให้เผ่าของตนได้รับเกียรติจากอิสลาม ได้ออกเดินทางล่วงหน้าไปแจ้งแก่ชนเผ่าของเขาว่า ตนได้รับรองความคุ้มครองแก่ผู้แทนเหล่านี้แล้ว คงจะไม่มีใครทำอะไรพวกเขาได้ แต่ อามิร อิบนุตุฟัยล์ หลานชายของเขาไม่ยอม เขารวมพลจากหมู่ชนถึงสามเผ่า ยกทัพมาล้อมเศาะฮาบะฮฺทั้งเจ็ดสิบที่บิอ์รุล-มะอูนะฮ์
เศาะฮาบะฮฺที่ถูกล้อมอยู่รอบด้านต่างชักดาบขึ้นสู้ด้วยความองอาจจนเลือดหยดสุดท้าย เหลือเพียงสองท่านที่รอดชีวิต ท่านหนึ่งคืออัมร์ อิบนุอุมัยยะ ถูกจับเป็นเชลย ส่วนกะอ์บฺ อิบนุซัยด์ถูกทิ้งร่างเอาไว้เพราะศัตรูเข้าใจว่าท่านเสียชีวิตแล้ว
ถ้อยคำสุดท้ายของเศาะฮาบะฮฺผู้เป็นชะฮีดเหล่านั้นคือ "โอ้พระผู้เป็นเจ้าของเรา ไม่มีผู้ใดนอกจากพระองค์ที่จะนำข่าวไปยังรอซูลุลลอฮฺ โปรดฝากสลามของเราไปถึงท่านด้วยเถิด"
ทันใดนั้น ญิบรีล (อะลัยฮิสสลาม) ได้มาหาท่านนบีด้วยความเศร้า และแจ้งว่า "พวกเขาได้กลับไปยังอัลลอฮฺแล้ว อัลลอฮฺทรงพอพระทัยต่อพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์"
ท่านนบีจึงตอบว่า "วะอะลัยฮิสสลาม" แล้วหันไปยังเศาะฮาบะฮฺทั้งหลายด้วยความโศกเศร้าอย่างยิ่ง และกล่าวว่า "พี่น้องของพวกท่านได้เผชิญหน้ากับพวกมุชริก พวกเขาถูกสังหารด้วยหอก…"
เหตุการณ์บิอ์รุล-มะอูนะฮ์
จิตวิญญาณของท่าน คือเสี้ยวละอองแห่งนูรของอัลลอฮฺ โอ้รอซูลุลลอฮฺ
รูปโฉมของท่าน เติมเต็มความรื่นรมย์และความสงบแก่หัวใจ โอ้รอซูลุลลอฮฺ
มุสลิมทั้งหลายต่างรู้ ว่าวันที่เรือนร่างของท่านถือกำเนิด นั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งมหาเมตตา
ได้ขจัดความมืดแห่งกุฟรฺให้สิ้นไป โอ้รอซูลุลลอฮฺ
ท่านคือกอกุหลาบในสวนแห่งนบูวะฮ์
และคือดอกตูมดอกสุดท้ายที่อัลลอฮฺทรงให้แย้มบาน โอ้รอซูลุลลอฮฺ
โปรดเมตตาเถิด โอ้ท่านผู้ปกปักรักษา เราะงรอยอันสูงศักดิ์แห่งเมาลา
ประกายแสงแห่งวิชาการของท่าน คือการเยียวยาบาดแผลของนาญีบ โอ้รอซูลุลลอฮฺ
— สุลต่าน อะห์หมัดที่ 3 (นาญีบ)
"ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ข้าได้เข้าสวรรค์แล้ว"
อามิร อิบนุฟุฮัยเราะฮ์
เราะฎิยัลลอฮุอันฮ์
ในเหตุการณ์นี้ ขณะที่ท่านอามิร อิบนุฟุฮัยเราะฮ์กำลังต่อสู้กับศัตรู ชายคนหนึ่งชื่อญับบารได้แทงหอกเข้าที่หลังของท่าน วินาทีนั้นท่านอามิรได้กล่าวว่า
"ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ข้าได้เข้าสวรรค์แล้ว"
แล้วร่างของท่านก็ถูกรับขึ้นสู่ฟากฟ้าต่อหน้าต่อตาศัตรูญับบารและพวกมุชริกคนอื่น ๆ ทุกคนต่างตกตะลึงต่อปรากฏการณ์นี้ แต่ท่ายที่สุดมีเพียงญับบาร คนที่เป็นผู้สังหารท่านเท่านั้นที่เข้ารับอิสลามในภายหลัง
ท่านนบีโศกเศร้าอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์อัรเราะญีอ์และบิอ์รุล-มะอูนะฮ์ ท่านวิงวอนต่ออัลลอฮฺหลังละหมาดตลอดหนึ่งเดือน ขอให้พระองค์ทรงลงโทษชนเผ่าที่ก่อเหตุอันโหดร้าย เพื่อให้พวกเขาได้ประสบกับผลแห่งการก่ออธรรมของตน อัลลอฮฺทรงตอบรับดุอาของรอซูลของพระองค์ ทรงส่งภัยแล้งและความอดอยากลงมาอย่างหนักหน่วง จนในที่สุดมีผู้คนเจ็บป่วยล้มตายไปถึงเจ็ดร้อยคน41
ท่านคือแพทย์แห่งสากลจักรวาล ส่วนข้านั้นป่วยไข้ในหัวใจ
ด้วยความหวังว่าจะหาย ข้านำหัวใจของข้ามามอบแด่ท่าน
แบกเทือกเขาแห่งบาปบนแผ่นหลัง ใบหน้าซีดเผือดด้วยวามหวาดหวั่น
ทว่าข้ายังเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง นำบาปทั้งปวงมาที่นี่ หวังเพื่อให้สูญสิ้นไป
โอ้ผู้นำแห่งสากล ข้ารักและเทิดทูนท่าน
ร่ำไห้ทั้งกลางวันกลางคืน เพราะต้องอยู่ไกลห่างท่าน
ความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของท่าน คือน้ำอมฤตแห่งชีวิต ข้านั้นกระหายเหลือเกิน
หากแม้ขาดเพียงหยดเดียว ข้าก็จักสิ้นชีวี
จะสรรเสริญคุณธรรมของท่าน ก็เป็นความพยายามที่สูญเปล่า
แม้เพียงเอ่ยถ้อยคำพรรณนา ก็ยากหนักหนา
ท่านผู้ให้อภัย ผู้เปี่ยมการให้ ดั่งไข่มุกบังเกิดจากสายน้ำ
อัญมณีบังเกิดจากศิลา กุหลาบบังเกิดจากหนาม
หากดวงอาทิตย์ส่องสว่าง ย่อมบังเกิดจากนูรของท่าน
แม้แต่หยดน้ำบนกลีบกุหลาบ ก็มาจากใบหน้าดุจกุหลาบของท่าน
แท้จริง การพรรณนาถึงท่านสูงส่งยิ่งกว่านี้
แต่หากข้ากล่าวออกไปตรง ๆ เหล่าผู้ประมาทจักปฏิเสธ
จะบรรจุโลกทั้งใบลงไปในผงธุลี ยังเป็นไปได้
ทว่าสำหรับข้า การพรรณนาถึงท่านนั้นยากเข็ญยิ่งกว่า
เมาลานา คอลิด อัล-บัฆดาดี
ฆ็อซวะฮฺเผ่าบนี นะฎีร
ฆ็อซวะฮฺเผ่าบนี นะฎีร
"พวกยิวกำลังวางแผนจะสังหารฉัน และฉันได้ออกมาจากที่นั่น เมื่อญิบรีลได้แจ้งเรื่องนี้แก่ฉัน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ขณะที่ท่านอัมร์ อิบนุอุมัยยะฮ์ (รอฎิยัลลอฮุอันฮุ) ถูกจับที่มะอูนะฮ์ เขาสามารถหลุดจากพันธนาการและเดินทางกลับมะดีนะฮ์ ระหว่างทาง เขาได้พบกับมุชริกสองคนจากเผ่าอามิรและได้ทำการสังหารพวกเขา โดยที่ไม่รู้เลยว่าสองคนนั้นอยู่ภายใต้การคุ้มครองของท่านรอซูลุลลอฮฺ เมื่อเขากลับถึงมะดีนะฮ์และแจ้งเหตุการณ์ให้ท่านนบีทราบ ท่านนบีได้กล่าวว่านี่คือความผิดพลาด และมีคำสั่งให้จ่ายค่าสินไหมเป็นการชดใช้ให้แก่ทายาทของผู้ตาย
เนื่องจากเผ่าอามิรและเผ่านะฎีรมีไมตรีต่อกัน จึงจำเป็นต้องให้เผ่านะฎีรเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยเรื่องค่าสินไหมนี้
ในเดือนรอบีอุ้ลเอาวัล ปีที่สี่หลังฮิจเราะฮ์ ภายหลังสงครามอุฮุด ท่านรอซูลุลลอฮฺได้พาท่านอบูบักร อุมัร อาลี ซุบัยรฺ สะอฺด์ อิบนุ มุอาซ และอุซัยด์ อิบนุ หุไดร (รอฎิยัลลอฮุอันฮุม) ไปยังเผ่านะฎีร เพื่ออธิบายเรื่องราวดังกล่าว พวกเขาตอบรับว่าพร้อมจะช่วยชำระค่าสินไหมของชาวอามิร และขอให้ท่านรอซูลุลลอฮฺรอในขณะที่จะจัดอาหารเลี้ยง ท่านรอซูลุลลอฮฺนั่งพิงกำแพงบ้านหลังหนึ่ง ขณะที่เศาะฮาบะฮฺนั่งล้อมรอบอยู่ ขณะนั้นเอง ฮุยัย อิบนุอัคต็อบ พูดกับพวกยิวว่า "โอ้พวกยิว โอกาสที่จะเจอมุฮัมมัดในที่ลับตาเช่นนี้จะไม่หวนกลับมาอีก จงให้ใครสักคนปีนขึ้นไปบนปล่องแล้วทุบศีรษะเขาด้วยก้อนหิน เพื่อเราจะได้พ้นจากเขาเสียที"
อัมร์ อิบนุญะฮัชตอบว่า "ฉันจะลงมือเอง" ไม่ว่า สะลาม อิบนุมุชกัม จะพยายามห้ามอย่างไรเขาก็ไม่ฟัง เขาบอกว่า "เลิกเสียเถิด เขาจะต้องรู้เรื่องแน่ ๆ แล้วพันธมิตรระหว่างเราจะต้องเสียหาย เรื่องเลวร้ายจะตามมาอีกมาก" แต่ชาวยิวนะฎีรก็ไม่ฟัง
ทันใดนั้น ญิบรีล (อะลัยฮิสสลาม) มาบอกท่านนบีถึงแผนการนี้ ท่านนบีจึงลุกออกไปเงียบ ๆ เสมือนมีธุระต้องไปจัดการ ท่านได้เดินทางกลับมะดีนะฮ์ จึงทำให้แผนลอบสังหารนี้ต้องล้มเหลวไป
หลังจากนั้น ท่านนบีได้ส่งท่านมุฮัมมัด อิบนุมัสละมะฮ์ไปยังเผ่ายิวที่ละเมิดสัญญา และกล่าวว่า "จงบอกแก่ชาวยิวนะฎีรว่า รอซูลุลลอฮฺมีคำสั่งดังนี้ จงออกไปจากแผ่นดินของฉัน อย่าได้อยู่ร่วมกับฉันอีก พวกเจ้าร่วมกันวางแผนจะฆ่าฉัน ฉันให้เวลาเจ้าเพียงสิบวัน จากนั้น หากใครยังอยู่ ผู้นั้นจะต้องถูกตัดศีรษะ" เมื่อได้ยินคำประกาศนี้ พวกนะฎีรต่างหวาดกลัวและเตรียมตัวออกเดินทาง แต่แล้วอับดุลลอฮฺ อิบนุอุบัยย์ ผู้นำของบรรดามุนาฟิก ก็ส่งข้อความลับไปหาพวกเขา ความว่า
"จงอย่าออกไปจากป้อม อย่าทิ้งทรัพย์สมบัติและแผ่นดินของพวกเจ้า ข้าจะมาช่วยเจ้าพร้อมกองกำลังสองพันคน"
เมื่อได้ยินดังนั้น ท่านนบี ผู้เป็นสุลต่านแห่งสากลจักรวาล ได้เคลื่อนพลพร้อมเศาะฮาบะฮฺไปยังป้อมของเผ่านะฎีร ซึ่งอยู่ห่างจากมัสยิดนะบะวีย์ราว 4 กิโลเมตร ท่านอิบนุอุมม์ มักตูมได้รับมอบหมายให้อยู่ดูแลมะดีนะฮ์แทน ขณะที่ท่านอาลีถือธงนำหน้า กองทัพมุสลิมจึงได้เข้าปิดล้อมป้อมนั้น
ชาวยิวที่เคยท้าทายเศาะฮาบะฮฺมาก่อน บัดนี้ไม่กล้าออกมาสู้ พวกมุนาฟิกที่เคยสัญญาจะช่วยก็ไม่มา กองทัพมุสลิมควบคุมพื้นที่รอบป้อมได้ทั้งหมด การปิดล้อมยืดเยื้อยาวนานกว่ายี่สิบวัน ในที่สุดชาวนะฎีรยอมจำนน โดยทิ้งอาวุธ ทอง และเงินไว้ให้บรรดามุสลิม พวกเขาบางส่วนถูกเนรเทศไปดามัสกัส บางส่วนไปค็อยบัร และนับแต่นั้น เหลือเพียงเผ่ากุร็อยเซาะฮ์เท่านั้นที่ยังอยู่ในมะดีนะฮ์42
เหตุการณ์สำคัญในปีฮิจเราะฮ์ที่สี่
อายะฮ์อัลกุรอานที่ห้ามดื่มสุรา ได้ถูกประทานลงมาในปีนี้ ท่านหญิงซัยนับ บินต์ คุซัยมะฮ์ ได้รับเกียรติทำพิธีนิกาห์กับท่านรอซูลุลลอฮฺ ในปีเดียวกันนี้ ท่านฮุเซน บุตรคนที่สองของท่านอาลีและท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ได้ถือกำเนิด ส่วนท่านหญิงอุมม์สะละมะฮ์ ผู้ที่สามีได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในสงครามอุฮุด ถูกทิ้งไว้กับลูก ๆ หลายคนในวัยชรา ท่านนบีเมตตาสงสารนางอย่างมาก และได้ทำพิธีนิกาห์กับนางเพื่อให้เกียรติและความคุ้มครองแก่นาง
การจากไปของฟาฏิมะฮ์ บินติ อะสัด
ในปีนั้น ฟาฏิมะฮ์ บินติ อะสัด มารดาของท่านอาลี ได้กลับคืนสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺ47 ท่านนบีเศร้าใจอย่างยิ่ง ท่านได้กล่าวว่า "วันนี้ แม่ของฉันจากไปแล้ว"
หลังจากท่านปู่อับดุลมุฏฏอลิบเสียชีวิต ท่านนบีเติบโตภายใต้การดูแลของนาง และเมื่อท่านนบีประกาศการเป็นศาสนทูต นางก็เข้ารับอิสลามโดยทันที ท่านนบีจึงให้เกียรตินางเปรียบเสมือนมารดาแท้ ๆ ของท่าน
ด้วยความเมตตา ท่านนบีได้มอบเสื้อของท่านให้ใช้เป็นผ้ากะฝั่น และเป็นผู้นำละหมาดญะนาซะฮ์ด้วยตนเอง โดยแจ้งว่ามีมะลาอิกะฮฺถึงเจ็ดหมื่นองค์ร่วมอยู่ในการละหมาดครั้งนั้น จากนั้น ท่านนบีได้ลงไปในหลุมฝังศพ ทำท่าทางเหมือนขยายพื้นที่ให้กว้างขวางสำหรับนาง แล้วท่านก็เอนกายนอนลงในหลุม
เมื่อท่านนบีลุกขึ้นจากหลุม ดวงตาของท่านเต็มไปด้วยน้ำตา ซึ่งหยดลงไปในหลุมฝังศพ ท่านอุมัรถึงกับกลั้นไม่อยู่ จึงกล่าวขึ้นว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ข้าขอสละชีวิตเพื่อท่าน ท่านทำสิ่งที่ไม่เคยทำให้ใครมาก่อนเพื่อสตรีท่านนี้"
"หลังจากอบูฏอลิบแล้ว ไม่มีใครดีต่อฉันเท่าเธอคนนี้ นางคือแม่ของฉัน "
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ท่านนบี ผู้เป็นแบบอย่างแห่งความซื่อสัตย์ ตอบว่า "หลังจากอบูฏอลิบแล้ว ไม่มีใครดีต่อฉันเท่าเธอคนนี้ นางคือแม่ของฉัน ขณะที่ลูกของนางยังหิว นางให้อาหารแก่ฉันก่อน ขณะที่ลูก ๆ ของนางมีเนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่นดิน นางกลับหวีผมและชโลมน้ำมันกุหลาบให้ฉันก่อน นางคือแม่ของฉัน ฉันมอบเสื้อของฉันแก่นางเป็นกะฝั่น เพื่อให้นางได้สวมอาภรณ์แห่งสวนสวรรค์ ฉันลงไปนอนข้างนางเพื่อให้ชีวิตในกุโบร์ของนางร่มรื่นและง่ายดาย ญิบรีลได้นำข่าวดีจากอัลลอฮฺมายังฉันว่า 'สตรีท่านนี้คือผู้ที่จะได้อยู่ในสวรรค์'"
จากนั้นท่านนบีได้ขอดุอาให้กับมารดาฟาฏิมะฮ์ บินติ อะสัดว่า
"โอ้อัลลอฮฺ โปรดอภัยโทษและตอบแทนเธอ โอ้มารดาของฉัน โปรดเมตตาเธอ เธอเลี้ยงฉันขณะที่ตัวเองยังหิว เธอให้เสื้อผ้าแก่ฉันก่อนตัวของเธอเอง ให้อาหารฉันก่อนเธอจะกินเอง อัลลอฮฺคือผู้ประทานชีวิตและผู้ทำให้ตาย พระองค์คือผู้ทรงดำรงอยู่ โอ้อัลลอฮฺ โปรดอภัยโทษให้มารดาของฉัน ฟาฏิมะฮ์ บินติ อะสัด โปรดแจ้งผลบุญแก่เธอ โปรดขยายหลุมศพของเธอให้กว้างขวาง โอ้อัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตาที่สุดในบรรดาผู้เมตตาทั้งหลาย เพื่อเห็นแก่ฉัน ศาสนทูตของพระองค์ และศาสนทูตก่อนหน้า โปรดตอบรับคำวิงวอนของฉันด้วยเถิด"
เหตุการณ์สำคัญอื่น ๆ ในปีฮิจเราะฮ์ที่สี่
ท่านอับดุลลอฮฺ บุตรชายวัย 6 ปีของท่านอุษมานและท่านหญิงรุก็อยยะฮ์ ได้กลับคืนสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺ ท่านนบี เป็นผู้นำละหมาดญะนาซะฮ์ให้กับหลานชายด้วยตนเอง และได้วางร่างเล็ก ๆ ของเขาลงในหลุมฝังศพด้วยสองมือของท่าน น้ำตาของท่านหยดลงสู่หลุมด้วยความโศกเศร้า ท่านยังวางหินป้ายหลุมด้วยมือของท่านเอง และกล่าวว่า "อัลลอฮฺตะอาลาทรงเมตตาต่อบ่าวผู้มีความอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความเมตตา"48
(ความหมายของบทกวีของชัยค์ ฆอลิบที่สรรเสริญท่านนบี)
ท่านคือสุลต่านแห่งบรรดารอซูล ผู้เป็นชาห์ผู้สูงส่ง โอ้นายของข้า
ท่านคือที่พึ่งของหัวใจที่อ่อนแรง โอ้นายของข้า
ท่านคือผู้นำในวันอันยิ่งใหญ่แห่งกิยามะฮ์ โอ้นายของข้า
ท่านคือผู้ที่ได้รับการรับรองด้วยพระดำรัส "ลา อัมรุก" โอ้นายของข้า
ท่านคืออาหมัด มะห์มูด และมุฮัมมัด โอ้นายของข้า
ท่านคือสุลต่านที่ อัล-ฮักก์ ทรงแต่งตั้งให้แก่พวกเรา โอ้นายของข้า
แสงสว่างแห่งถิ่นพำนักของท่าน เป็นประกายจากเพชรแห่งวิญญาณอันบริสุทธิ์
กุโบร์อันทรงเกียรติของท่าน คือสถานที่ที่มะลาอิกะฮฺแนบใบหน้าลงด้วยรัก
สายตาของท่านคือกระจกสะท้อนการดำรงอยู่ของ อัล-ฮักก์
อบูบักร อุมัร อุษมาน และอาลี ล้วนเป็นสหายของท่าน
ท่านคืออาหมัด มะห์มูด และมุฮัมมัด โอ้นายของข้า
ท่านคือสุลต่านที่อัล-ฮักก์ทรงแต่งตั้งให้แก่เรา โอ้นายของข้า
คุฏบะฮ์ของท่าน ถูกอ่านบนมิมบัรแห่งดินแดนนิรันดร
คำสั่งของท่าน คือความจริงแท้ในวันแห่งการพิพากษา
การสรรเสริญท่านถูกขับขานต่อหน้า อัลฮุดา ผู้ทรงชี้นำ
นามอันประเสริฐของท่านถูกร่ำลือทั้งในฟากฟ้าและแผ่นดิน
ท่านคืออาหมัด มะห์มูด และมุฮัมมัด โอ้นายของข้า
ท่านคือสุลต่านที่อัล-ฮักก์ทรงแต่งตั้งให้แก่เรา โอ้นายของข้า
ชัยคฺ ฆอลิบ
ฆ็อซวะฮฺบัดรฺเล็ก
"ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงกำชีวิตฉันไว้ในพระหัตถ์ ฉันจะต้องออกศึกอย่างแน่นอน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
