สงครามสนามเพลาะ
"จงรับข่าวดีเถิด โอ้อาอิชะฮ์ แท้จริงอัลลอฮฺได้ยืนยันความบริสุทธิ์แก่เธอ พระองค์ทรงเป็นพยานถึงความบริสุทธิ์ของเธอแล้ว"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
สงครามนี้ยังรู้จักกันในชื่อ "ฆ็อซวะฮฺอะห์ซาบ" คำว่า อะห์ซาบ เป็นพหูพจน์ของคำว่า ฮิซบฺ หมายถึง "กลุ่ม" หรือ "พรรค" การศึกครั้งนี้ถูกเรียกว่าอะห์ซาบเพราะมีหลายกลุ่มหลายเผ่าร่วมมือกันเพื่อต่อต้านท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
เหตุการณ์เกิดขึ้นในปีที่ห้าหลังฮิจเราะฮ์ หลังจากที่บรรดาชาวยิวเผ่าบนีนะดีร ผู้เป็นต้นตอแห่งความวุ่นวายและการยุยง ถูกขับออกจากมะดีนะฮ์ บางส่วนไปดามัสกัส บางส่วนไปค็อยบัร แต่หัวใจของพวกเขายังคงเต็มไปด้วยความเกลียดชังและความเคียดแค้นต่ออิสลามและท่านนบี
ผู้นำของพวกเขา หุยัยย์ อิบนุ อัคต็อบ ได้เดินทางไปมักกะฮฺพร้อมคนสำคัญยี่สิบคน เขาเข้าพบอบูซุฟยานและเริ่มเจรจาเพื่อหาทางสังหารท่านนบี พวกเขากล่าวว่า "เราจะอยู่เคียงข้างท่าน และจะไม่ทอดทิ้งท่านจนกว่างานนี้จะสำเร็จ" อบูซุฟยานตอบว่า "ผู้ใดที่เป็นศัตรูกับศัตรูของเรา เราก็นับเขาเป็นมิตร แต่เพื่อพิสูจน์ความจริงใจของพวกท่าน พวกท่านต้องแสดงการกราบไหว้บรรดารูปเจว็ดเสียก่อน เดิมทีพวกท่านเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาที่มีคัมภีร์ บัดนี้ก็จงเป็นเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ไร้คัมภีร์โดยสิ้นเชิงเถิด"
เหล่ายิวผู้ทรยศ ยอมละทิ้งความเชื่อของตนเองและทำการกราบไหว้รูปเจว็ด เพื่อให้บรรลุซึ่งเป้าหมาย พวกเขาสาบานร่วมกับพวกมุชริกว่าจะสังหารท่านนบีและทำลายอิสลามให้สิ้นซาก
จากนั้น ฝ่ายมุชริกก็เริ่มเตรียมการสงคราม และส่งคนไปยังเผ่ามุชริกโดยรอบเพื่อชักชวนเข้าร่วมศึก ส่วนพวกยิวก็เดินหน้าปลุกระดม โดยเสนออาวุธและทรัพย์สิน เช่น อินทผลัม เพื่อดึงให้ชนเผ่าต่าง ๆ มาร่วมรบ
กองทัพมุชริกได้รวมกำลังสี่พันนายจากโดยรอบของมักกะฮฺ อบูซุฟยานตั้งธงศึกไว้ที่ ดารุนัดวะฮ์ และมอบหมายให้ท่านอุษมาน อิบนุ เฏ็าะละฮ์ เป็นผู้ถือ กองทัพนี้มีกำลังม้าสามร้อยตัว อูฐหนึ่งพันห้าร้อยตัว และอาวุธจำนวนมาก
เมื่อกองทัพมุชริกจำนวนสี่พันนายเดินทางถึง มัรรุซซะฮ์รอน พวกเขาก็ได้รับกำลังเสริมจากหลายเผ่า เช่น บนีสุลัยม์ บนีฟะซาระฮ์ เผ่าฆ็อตฟาน บนีมุรเราะฮ์ และบนีอะสัด รวมแล้วมีกำลังพลเพิ่มเป็นจำนวนหนึ่งหมื่นนาย ถือเป็นกองทัพที่ใหญ่ที่สุดของคาบสมุทรอาหรับในยุคนั้น
เผ่าคุซาอะฮ์ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดีกับท่านนบีมาตลอด รีบทำการแจ้งข่าวไปยังมะดีนะฮ์ ทหารม้าคนหนึ่งสามารถเร่งการเดินทางจากปกติที่ต้องใช้เวลาสิบวันให้เสร็จสิ้นภายในเวลาเพียงสี่วัน เพื่อแจ้งสถานการณ์กองทัพมุชริกแก่ท่านนบีมุฮัมมัดโดยละเอียด
ท่านนบีผู้อันเป็นที่รักของเรา ผู้ซึ่งจัดการทุกเรื่องด้วยการปรึกษาหารือกับเศาะฮาบะฮฺ ได้เรียกเบรรดาสหายของท่านมารวมตัวทันทีเพื่อพิจารณาถึงวิธีรับมือกับศัตรู แต่ละท่านต่างเสนอความคิดเห็น จนกระทั่งท่านซัลมาน อัลฟาริซี ได้ขออนุญาตพูดขึ้นว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ จากยุทธวิธีของเรานั้น เมื่อใดที่เกรงว่าศัตรูจะบุกเข้ามา เราจะป้องกันตนเองโดยการขุดสนามเพลาะล้อมรอบเรา" ท่านนบีและเศาะฮาบะฮฺต่างเห็นพ้องและตัดสินใจใช้วิธีนี้ในการรับมือกับศัตรู1
ท่านนบีพร้อมกับเศาะฮาบะฮฺบางส่วน ได้ออกไปสำรวจตำแหน่งที่จะขุดสนามเพลาะ และได้พบว่าทางทิศใต้ของมะดีนะฮ์มีป่าหนาทึบ เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ทำให้โอกาสที่ศัตรูจะบุกเข้ามาพร้อมกันมีน้อย อีกทั้งไม่ต้องใช้กำลังในการป้องกันมากนัก ทางตะวันออกมีเผ่ายิวบนีกุร็อยเฏาะฮ์ซึ่งยังมีสนธิสัญญากันอยู่ ดังนั้น ทิศทางที่ศัตรูสามารถบุกได้มีเพียงทุ่งโล่งทางทิศตะวันตกและทิศเหนือ จึงได้ตัดสินใจกำหนดตำแหน่งการขุดไว้ที่นั่น โดยแบ่งพื้นที่ราว ๆ 3 เมตรให้เศาะฮาบะฮฺแต่ละคนรับผิดชอบ ขุดให้ลึกเท่าความสูงของมนุษย์สองคน (ประมาณ 3.5 เมตร) และกว้างถึง 7–8 เมตร เพื่อไม่ให้ม้าที่วิ่งมาเร็วสามารถกระโดดข้ามได้ แต่เวลาเร่งรัดมาก เพราะศัตรูเคลื่อนพลจากมักกะฮฺและมุ่งหน้ามามะดีนะฮ์แล้ว สนามเพลาะจะต้องเสร็จโดยเร็วที่สุด
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นผู้ลงค้อนแรกพร้อมเอ่ย "บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม" จากนั้นเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าทุกคนก็ทุ่มเทแรงกายเต็มที่ แม้แต่เด็ก ๆ ก็เข้ามาช่วยด้วย เต็นท์แบบเติร์กถูกกางไว้ให้ท่านนบบนเนินซุบาบ2 ดินที่ขุดขึ้นมาถูกนำมากองรอบเนิน และหินจากภูเขาซัลถูกนำมาเตรียมขว้างใส่ศัตรู ผู้ใดไม่มีก็ใช้เสื้อผ้าห่อดินแบกไป ท่านนบีเองก็ทำงานจนเหนื่อย เศาะฮาบะฮฺเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า "ขอให้เราได้สละชีวิตแด่ท่านเถิด โอ้รอซูลุลลอฮฺ แค่พวกเราทำก็เพียงพอแล้ว ขอท่านไปพักเถิด" แต่ท่านตอบว่า "ฉันอยากมีส่วนร่วมในผลบุญที่พวกท่านได้รับจากการทำงานนี้"
ในวันเหล่านั้นอากาศหนาวจัด อีกทั้งปีนั้นยังมีภัยแล้ง ทำให้ขาดแคลนอาหาร ทั้งท่านนบีและเศาะฮาบะฮฺต่างประสบกับความหิวโหยอย่างหนัก จนต้องเอาก้อนหินผูกไว้ที่ท้องเพื่อบรรเทาความหิว
ท่านนบีผู้เป็นความเมตตาแห่งสากลจักรวาล มิได้คิดถึงความหิวของตนเลย แต่กลับเป็นห่วงเศาะฮาบะฮฺที่ต้องทำงานหนักในความหนาวและความลำบาก ท่านได้ขอดุอาว่า "โอ้อัลลอฮฺ ชีวิตที่แท้จริงนั้นคือชีวิตในอาคิเราะฮ์ โอ้พระผู้อภิบาลของข้า โปรดอภัยโทษให้แก่อันศอรและมุฮาญิรเถิด" บรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้รักท่านยิ่งกว่าชีวิตของตนก็ตอบกลับว่า "พวกเราติดตามท่านรอซูลุลลอฮฺบนหนทางของอัลลอฮฺ เพื่อเผยแพเราะิสลามจนกว่าลมหายใจสุดท้ายจะมาถึง" ความรักและสามัคคีต่อกันนี้เอง ที่ทำให้พวกเขาผ่านพ้นความหิวโหย ความเหน็บหนาว และความเหน็ดเหนื่อยไปได้
"ฉันอยากมีส่วนร่วมในผลบุญที่พวกท่านได้รับจากการทำงานนี้"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
สายฟ้าที่ผ่าลงมา
การขุดสนามเพลาะเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงเย็น วันหนึ่ง ขณะกำลังลงแรงขุด อาลี อิบนุ ฮะกัม ได้รับบาดเจ็บที่เท้า เศาะฮาบะฮฺจึงอุ้มเขาขึ้นม้าแล้วพามาหาท่านนบี แตะที่เท้าของเขาอย่างอ่อนโยนพร้อมกล่าวว่า "บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม" ทันใดนั้น บาดแผลและความเจ็บปวดก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง เป็นหนึ่งในปาฏิหาริย์ของท่านนบีที่เกิดขึ้นต่อหน้าทุกคน
การขุดยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งเศาะฮาบะฮฺพบชั้นดินแข็งจนขุดไม่ได้จึงไปบอกกับท่านนบี ท่านนบีลงไปในสนามเพลาะด้วยตนเอง ขอถ้วยน้ำมาใบหนึ่ง จิบน้ำอึกหนึ่งแล้วบ้วนกลับลงไปในถ้วย จากนั้นท่านก็ใช้น้ำนั้นพรมลงไปบนดิน แล้วหยิบค้อนเหล็กทุบลงเพียงครั้งเดียว ดินที่แข็งก็แตกละเอียดเป็นทรายทำให้ง่ายต่อการขุด ขณะที่ฟาดค้อนลงไป เสื้อที่คลุมหน้าท้องของท่านนบีได้เลิกขึ้นเล็กน้อย ทำให้ทุกคนเห็นว่าท่านนบีผูกก้อนหินไว้ที่ท้องเพราะความหิวโหย
ท่านญาบิร อิบนุ อับดุลลอฮฺ เห็นสภาพของท่านนบีเช่นนั้นก็รู้สึกสะเทือนใจมาก เขาจึงขออนุญาตกลับบ้านไปเตรียมอาหารเพื่อเชิญท่าน เขาเล่าว่า "เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันบอกภรรยาว่า 'ฉันทนเห็นความหิวโหยของท่านรอซูลุลลอฮฺเช่นนั้นไม่ได้จริง ๆ เรามีอะไรให้ท่านรับประทานได้บ้างไหม' นางตอบว่า 'เราไม่มีอะไรเลย นอกจากแพะหนึ่งตัวกับข้าวบาร์เลย์กำเดียว' ฉันจึงเชือดแพะ และให้นางบดบาร์เลย์จนเป็นแป้งแล้วทำมานวด นำเนื้อใส่หม้อ ตั้งไฟในเตาอบทันดูร์ ขณะที่ออกจากบ้านเพื่อไปเชิญท่านนบี ภรรยากำชับว่าอาหารมีพอสำหรับแขกไม่กี่คนเท่านั้น หากแขกมากันเยอะเราจะขายหน้าเอาได้"
ญาบิรเล่าต่อว่า "เมื่อไปถึงท่านนบี ฉันได้เรียนท่านว่า 'โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ฉันมีอาหารแค่เพียงเล็กน้อย โปรดเลือกสหายของท่านแค่บางคนมาที่บ้านของฉันเถิด' ท่านนบีตอบว่า 'จงบอกภรรยาเจ้า อย่าเพิ่งยกหม้อเนื้อออกจากเตา และอย่าเพิ่งนำขนมปังออกจากเตาจนกว่าฉันจะไปถึง' แล้วท่านหันไปทางบรรดามุญาฮิดและประกาศว่า 'โอ้ชาวสนามเพลาะทั้งหลาย ญาบิรได้เตรียมเลี้ยงอาหารแก่เรา อาหารของเขามีมากมายและรสชาติก็เป็นเลิศ ลุกขึ้นเถิด เราจะไปงานเลี้ยงของญาบิรกัน'"
เหล่าเศาะฮาบะฮฺพากันเดินตามท่านนบีกลับไป ญาบิรรีบไปบอกภรรยาด้วยความวิตก นางถามว่า "ท่านรอซูลุลลอฮฺรู้หรือไม่ว่าอาหารมีแค่ไหน" เขาตอบว่า "รู้แล้ว และฉันก็บอกไปตามตรง" นางจึงกล่าวปลอบใจสามีว่า "ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องกังวลหรอก เพราะท่านรอซูลุลลอฮฺรู้ดียิ่งกว่าเราเสมอ"
ไม่นาน ท่านนบีผู้มีใบหน้าที่สว่างไสวก็มาถึงหน้าบ้าน ท่านกล่าวกับบรรดาเศาะฮาบะฮฺว่า "เข้ามาเถิดและอย่าเบียดกัน" พวกเขานั่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละสิบคน ท่านนบีขอดุอาให้กับอาหาร แล้วตักเนื้อจากหม้อที่ยังอยู่ในเตาอบลงบนขนมปัง แจกจ่ายให้แก่เศาะฮาบะฮฺทีละกลุ่ม จนทุกคนกินกันจนอิ่ม ฉันสาบานว่า จำนวนแขกที่ได้กินนั้นไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันคนแน่นอน แต่อาหารก็ยังเหลืออยู่เท่าเดิม และเรายังได้นำไปแจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้านอีกด้วย3
ท่านซัลมาน อัลฟาริซี เป็นผู้ที่ชำนาญในการขุดสนามเพลาะ เขาทำงานแค่คนเดียวเท่ากับแรงงานสิบคน ขณะที่เขากำลังขุดสนามในส่วนที่รับผิดชอบร่วมกับสหาย เขาได้เจอก้อนหินสีขาวขนาดใหญ่ที่แข็งมาก พวกเขาพยายามขุดและเจาะอย่างสุดกำลังแต่ก็ไม่สำเร็จ ค้อน เสียม และเครื่องมือขุดเจาะต่าง ๆ พังเสียหายทั้งหมด ท่านซัลมานจึงไปแจ้งท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า "ขอบิดามารดาและชีวิตของฉันได้สละแก่ท่าน โอ้รอซูลุลลอฮฺ ขณะที่เรากำลังขุดสนามเพลาะ เราได้พบก้อนหินแข็งขนาดใหญ่ จนเครื่องมือเหล็กทุกชิ้นที่ใช้พังหมด แต่หินก้อนนั้นก็ไม่กระดิกเลย"
ท่านนบีจึงไปยังจุดนั้นและขอค้อนเหล็กหนึ่งอัน บรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างเฝ้าดูด้วยความสงสัย ท่านนบีผู้เป็นสุลต่านแห่งบรรดานบี ได้ก้าวลงไปในสนามเพลาะ แล้วกล่าว "บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม" แล้วเหวี่ยงค้อนลงบนก้อนหินด้วยพลังมหาศาล ทันใดนั้นก็เกิดแสงฟ้าแลบสว่างไสวไปทั่วมะดีนะฮ์ และหินก้อนนั้นก็แตกออกมาชิ้นหนึ่ง
ท่านนบีกล่าวตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร" เศาะฮาบะฮฺที่ได้ยินก็กล่าวตักบีรตาม จากนั้นท่านฟาดค้อนลงครั้งที่สอง แสงวาบดั่งฟ้าแลบสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ และหินก็แตกออกอีกชิ้นหนึ่ง ท่านนบีกล่าวตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร" เศาะฮาบะฮฺก็ตอบรับด้วยตักบีรพร้อมกัน เมื่อค้อนฟาดลงครั้งที่สาม แสงฟ้าแลบก็สว่างไสวไปทั่วอีกครั้ง คราวนี้ก้อนหินแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ท่านนบีกล่าวตักบีรอีกครั้ง "อัลลอฮฺอักบัร" และเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติทั้งหมดก็กล่าวตักบีรอีกครั้ง
ท่านซัลมานได้ยื่นมือให้ และท่านนบีมุฮัมมัดศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมก็ปีนขึ้นมา ท่านซัลมานกล่าวว่า "ขอให้บิดามารดาและฉันได้สละชีพแด่ท่านเถิด โอ้รอซูลุลลอฮฺ สิ่งที่ฉันเพิ่งเห็นนั้น ฉันไม่เคยพบ เคยเจอในชีวิตมาก่อนเลย มันหมายถึงอะไรหรือ" ท่านนบีจึงหันไปถามเศาะฮาบะฮฺว่า "พวกท่านเห็นเหมือนที่ซัลมานเห็นหรือไม่" ทุกคนตอบว่า "เห็นแล้ว โอ้รอซูลุลลอฮฺ เมื่อท่านฟาดค้อนลงบนก้อนหิน พวกเราเห็นสายฟ้าแลบที่รุนแรงมาก และเมื่อท่านกล่าวตักบีร พวกเราจึงกล่าวตักบีรตาม"
'โอ้ชาวสนามเพลาะทั้งหลาย ญาบิรได้เตรียมเลี้ยงอาหารแก่เรา อาหารของเขามีมากมายและรสชาติก็เป็นเลิศ ลุกขึ้นเถิด เราจะไปงานเลี้ยงของญาบิรกัน'"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ท่านนบีกล่าวว่า "เมื่อฉันฟาดไปครั้งแรก ฉันได้เห็นพระราชวังของกษัตริย์เปอร์เซียในมะดาอีน และญิบรออีลอัลลัยฮิสสลามได้มาบอกว่า 'ประชาชาติของท่านจะได้ครอบครองแผ่นดินนั้น' ฟาดครั้งที่สอง ฉันได้เห็นคฤหาสน์แดงในแคว้นโรมัน (ดามัสกัส) ญิบรออีลกล่าวว่า 'ประชาชาติของท่านจะได้ครองแผ่นดินนั้นเช่นกัน' และครั้งที่สาม ฉันได้เห็นคฤหาสน์ในศะนาอ์ (เยเมน) ญิบรออีลกล่าวว่า 'ประชาชาติของท่านก็จะได้ครองแผ่นดินนั้นเช่นกัน'"
เมื่อท่านนบีเล่าถึงพระราชวังของกษัตริย์เปอร์เซียในมะดาอีน ซัลมานซึ่งเป็นชาวเมืองนั้นจึงพูดว่า "ขอให้ฉันได้สละชีพพลีแด่ท่านเถิด โอ้รอซูลุลลอฮฺ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺผู้ส่งท่านมาพร้อมสัจธรรม วังเหล่านั้นเหมือนที่ท่านบรรยายจริง ๆ ข้าขอเป็นพยานว่าท่านคือรอซูลของอัลลอฮฺ" ท่านนบีจึงกล่าวกับเขาว่า "โอ้ซัลมาน แน่นอน ดามัสกัสจะถูกพิชิต เฮราคลีอุสจะหนีไปยังที่กันดารที่สุดในแผ่นดินของเขา พวกท่านจะได้ครองทุกส่วนของดามัสกัส ไม่มีใครต่อต้านพวกท่านได้ เยเมนจะถูกพิชิต แผ่นดินทางตะวันออกก็เช่นกัน กษัตริย์ของพวกเขาจะถูกสังหาร อัลลอฮฺจะประทานชัยชนะเหล่านี้แก่ประชาชาติของฉันหลังจากที่ฉันจากไป"4ท่านซัลมาน อัลฟาริซีกล่าวในภายหลังว่า "ข่าวดีทั้งหมดที่ท่านนบีบอก ข้าได้เห็นมันเกิดขึ้นจริงด้วยตาของข้าเอง"
ศัตรูกำลังเคลื่อนทัพเข้ามาใกล้จึงต้องเร่งขุดสนามเพลาะให้เสร็จโดยเร็ว บรรดามุญาฮิดจะหยุดทำงานก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นจริง ๆ และต้องได้รับอนุญาตจากท่านนบีก่อนจึงจะไปทำธุระได้ แล้วก็รีบกลับมาขุดต่อ
แต่พวกมุนาฟิกกลับทำงานแบบขอไปที นึกจะมาตอนไหนก็มา จะออกไปตอนไหนก็ไปโดยไม่ขออนุญาต แถมยังล้อเลียนความทุ่มเทของเศาะฮาบะฮฺ แม้กระทั่งข่าวดีที่ท่านนบีเล่าให้ฟัง พวกเขายังเยาะว่า "พวกเรายังต้องหลบอยู่ในสนามเพลาะด้วยความกลัวศัตรู แต่เขากลับสัญญาว่าเราจะได้ครองแผ่นดินเยเมน โรมัน และเปอร์เซีย เราประหลาดใจกับพวกเจ้าจริง ๆ!"
แล้วอัลกุรอานก็ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับมุญาฮิด ความว่า "บรรดาผู้ศรัทธาที่แท้จริงคือผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ และเมื่ออยู่กับรอซูลในกิจการอันเป็นส่วนรวม ก็จะไม่ออกไปจนกว่าจะขออนุญาต ผู้ที่ขออนุญาตคือตัวจริงแห่งการศรัทธา และเมื่อพวกเขาขออนุญาตก็จงอนุญาตแก่ผู้ที่ท่านประสงค์ และจงขออภัยโทษแก่พวกเขาเถิด แท้จริงอัลลอฮฺคือผู้ทรงอภัย ผู้เปี่ยมเมตตา"5
และอายะฮ์ที่ประทานลงมาเกี่ยวกับมุนาฟิกความว่า "อย่าทำให้การเรียกขานรอซูลของท่านเหมือนการเรียกกันเองของพวกเจ้า อัลลอฮฺทรงรู้ดีว่าใครเล็ดรอดไปโดยอ้างเพื่อนพ้อง ใครที่ฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์จงระวังภัยในโลกนี้และการลงโทษที่เจ็บปวดในอาคิเราะฮ์ แท้จริงสิ่งใดก็ตามในฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน ล้วนเป็นของอัลลอฮฺ และพระองค์ทรงรู้สภาพของพวกเจ้า และพระองค์จะบอกแก่พวกเจ้าถึงการงานทั้งหลายของพวกเจ้าในวันกิยามะฮ์เมื่อพวกเจ้าถูกนำกลับไปยังพระองค์ อัลลอฮฺทรงรอบรู้ทุกสิ่ง"6
หกวันผ่านไปตั้งแต่เริ่มขุดสนามเพลาะ ทุกคนได้ทำส่วนของตนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงจุดเดียวซึ่งยังขุดได้ไม่ลึกและไม่กว้างพอ ท่านนบีรู้สึกกังวลและเอ่ยว่า "ช่องทางเดียวที่ศัตรูจะเข้ามาได้ ก็คือตรงนี้" ท่านจึงตั้งเวรยามเฝ้าที่จุดนั้นอย่างเข้มงวด
อัลลอฮฺคือผู้พิทักษ์ที่งดงามที่สุด
เมื่อกองทัพมุชริกเข้ามาใกล้มะดีนะฮ์ หุยัยย์ หัวหน้าเผ่ายิวบนีนะดีร ได้บอกแก่กองทัพกุร็อยช์ว่า เผ่ายิวกุร็อยเฏาะฮ์ในมะดีนะฮ์มีสัญญาสงบศึกกับมุสลิม แต่เขาสามารถล่อลวงหัวหน้าเผ่า กะอ์บฺ อิบนุ อัสอัด ให้หันมาร่วมกับพวกเขาได้ แม่ทัพจึงสั่งว่า "โอ้หุยัยย์ ไปหากะอ์บฺ อิบนุ อัสอัดเดี๋ยวนี้ แล้วบอกให้เขาทำลายสัญญาที่ทำไว้กับมุสลิม และหันมาช่วยเรา" ทั้งที่หนึ่งในเงื่อนไขของสัญญานั้นชัดเจนว่า "หากมีกองทัพใดบุกโจมตีมะดีนะฮ์ จะต้องร่วมมือกับมุสลิมในการต่อต้าน"
หุยัยย์จึงแยกตัวออกจากกองทัพมุชริก แล้วไปยังบ้านของกะอ์บฺ หัวหน้าเผ่ากุร็อยเฏาะฮ์ในยามค่ำ เขาเคาะประตู แนะนำตัวเอง แล้วพูดว่า "โอ้กะอ์บฺ ข้าได้นำกองทัพกุร็อยช์ รวมทั้งเผ่าคินานะฮ์และฆ็อตฟาน กำลังทั้งสิ้นหนึ่งหมื่นนาย มาตั้งเป็นกองทัพใหญ่ที่นี่แล้ว บัดนี้มุฮัมมัดและเศาะฮาบะฮฺของเขาจะไม่มีทางรอด พวกเราสาบานกับกุร็อยช์แล้วว่าจะไม่กลับจนกว่าจะทำลายพวกเขาให้สิ้น"
กะอ์บฺยังคงกังวลใจและตอบว่า "ถ้ามุฮัมมัดและเศาะฮาบะฮฺของเขาไม่ถูกสังหาร แล้วกุร็อยช์กับฆ็อตฟานกลับไป เราจะถูกทิ้งให้อยู่ลำพัง และสุดท้ายพวกเขาอาจฆ่าเราหมดสิ้น" หุยัยย์จึงพูดหลอกล่อว่า "เพื่อให้หายกังวล จงขอเชลยเจ็ดสิบคนจากกุร็อยช์และฆ็อตฟานไว้เป็นตัวประกัน ตราบใดที่เชลยอยู่กับเจ้า พวกเขาย่อมไม่หนี หากพวกเขาพ่ายแพ้และกลับไป ข้าจะไม่ทิ้งเจ้า สิ่งใดที่เกิดกับเจ้า ก็จะเกิดกับข้าด้วย" ด้วยคำพูดนี้ หุยัยย์ได้หลอกกะอ์บฺและชาวกุร็อยเฏาะฮ์จนทำให้พวกเขาฉีกสัญญากับมุสลิม สัญญาจึงเป็นโมฆะ
หุยัยย์กลับไปแจ้งกองทัพมุชริกว่า บนีกุร็อยเฏาะฮ์พร้อมจะหักหลังและโจมตีมุสลิมแล้ว
ในวันที่เจ็ด กองทัพมุชริกจำนวนมหาศาลถึงหนึ่งหมื่นนาย ได้เคลื่อนทัพมายังทิศเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของมะดีนะฮ์ และตั้งกองบัญชาการใหญ่ตรงข้ามกับแนวสนามเพลาะ พวกเขาหมายจะเผาทำลายมะดีนะฮ์ทั้งเมืองและกวาดล้างอิสลามโดยการสังหารท่านนบีและเหล่าเศาะฮาบะฮฺ นับว่าเป็นกองทัพที่ใหญ่โตมหึมา ยากจะต้านทานได้ในยุคนั้น
แต่เมื่อกองทัพมุชริกเห็นสนามเพลาะที่คาดไม่ถึง พวกเขาต่างตกใจและเกิดความท้อแท้ เพราะสนามเพลาะกว้างมาก แม้แต่ม้าเร็วที่ฝึกมาอย่างดีก็ไม่อาจกระโดดข้ามได้ ผู้ใดที่ตกลงไปก็แทบไม่อาจปีนขึ้นมาได้ โดยเฉพาะคนที่สวมเกราะหนัก ๆ
เมื่อท่านนบีผู้เป็นที่รักได้รับข่าวว่ากองทัพมุชริกมาถึง ท่านจึงเรียกบรรดาเศาะฮาบะฮฺที่เหนื่อยล้าจากการทำงานต่อเนื่องหกวัน และตั้งกองบัญชาการของท่านที่เชิงเขาซัล ด้านหลังคือภูเขาซัลและมะดีนะฮ์ เบื้องหน้าคือสนามเพลาะ และถัดไปคือศัตรู เป็นอีกครั้งที่ท่านแต่งตั้งอิบนุ อุมม์ มักตูมเป็นผู้รักษาการณ์ในมะดีนะฮ์ เหล่าผู้หญิงและเด็กถูกส่งเข้าไปอยู่ในป้อมปราการ กองทัพอิสลามมีสามพันนาย ม้า 36 ตัว ธงศึกถือโดยท่านซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ และท่านสะอ์ดฺ อิบนุ อุบาดะฮ์7 และเต็นท์หนังของท่านนบีได้ถูกตั้งขึ้นที่เชิงเขาซัล
บรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติ ซึ่งพร้อมจะสร้างวีรกรรมอีกครั้งหนึ่ง ต่างจับตาดูความเคลื่อนไหวของศัตรูอย่างเคร่งเครียด ขณะนั้นท่านอุมัรได้มาหาท่านนบีและพูดว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ข้าได้ยินว่ากุร็อยเฏาะฮ์ฉีกสัญญาที่ทำกับเรา และกำลังเตรียมจะทำสงครามกับเราแล้ว" ท่านนบีตอบข่าวที่คาดไม่ถึงนี้ด้วยคำว่า "ฮัสบุนัลลอฮุ วะนิอ์มัลวะกีล (อัลลอฮฺทรงเพียงพอสำหรับเรา พระองค์คือผู้พิทักษ์ที่ดีที่สุด)" ท่านนบีเศร้าใจยิ่งนัก เพราะตอนนี้กองทัพอิสลามกำลังถูกบีบจากสองด้าน ด้านเหนือและตะวันตกคือกองทัพมุชริก ส่วนด้านตะวันออกเฉียงใต้คือกุร็อยเฏาะฮ์
ท่านนบีจึงส่งท่านซุบัยร์ อิบนุ อาววามไปยังป้อมของกุร็อยเฏาะฮ์ เมื่อท่านซุบัยร์ไปถึงและได้เห็นกับตา จึงกลับมารายงานว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ข้าเห็นพวกเขากำลังซ่อมแซมป้อม ฝึกการรบ เคลื่อนพล และยังรวมฝูงสัตว์เลี้ยงของตนด้วย" เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านนบีก็ส่ง สะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซ สะอ์ดฺ อิบนุ อุบาดะฮ์ ท่านเฮาวาต อิบนุ ญุบัยรฺ ท่านอัมร์ อิบนุ เอาฟ์ และท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ ไปเกลี้ยกล่อมชาวกุร็อยเฏาะฮ์ให้กลับมารักษาสัญญา8
ทั้งห้าท่านเดินไปยังป้อมของกุร็อยเฏาะฮ์และกล่าวตักเตือน แต่พวกเขาไม่เพียงแต่จะไม่ยอมฟัง แล้ว ยังกล่าวถ้อยคำหยาบคายและดูถูกอีกด้วย สุดท้ายพวกเขาพูดว่า "พวกเจ้าหักแขนหักปีกของเราด้วยการขับไล่พี่น้องของเรา ลูกหลานนะดีรให้ออกจากถิ่นฐาน มุฮัมมัดคือใครกัน ไม่มีสัญญา ไม่มีพันธะใด ๆ ระหว่างเรากับเขา เราสาบานแล้วว่าจะลุกขึ้นทั้งหมดและสังหารนบีของพวกเจ้า และเราจะยืนเคียงข้างช่วยเหลือพี่น้องของเราแน่นอน!"
ท่านสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซและผู้ร่วมทางกลับมาหาท่านนบี และเล่าเรื่องอย่างเป็นนัยโดยไม่ให้ผู้คนทั่วไปเข้าใจทั้งหมด ท่านนบีจึงสั่งว่า "จงเก็บข่าวนี้เป็นความลับ เปิดเผยเฉพาะผู้ที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น เพราะสงครามคือความรอบคอบและเป็นการใช้กลอุบาย"9
เศาะฮาบะฮฺต่างคอยอยู่ฝั่งสนามเพลาะแห่งนี้ รอฟังการตัดสินใจของท่านนบี ไม่นานท่านผู้เป็นสุลต่านแห่งสากลจักรวาลก็เดินทางมาถึงพร้อมกับเศาะฮาบะฮฺผู้กล้า และเปล่งเสียงตักบีรว่า "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" เศาะฮาบะฮฺทั้งหลายก็ตอบรับพร้อมเพรียงด้วยตักบีร เสียงแห่งพระนามอันทรงเกียรติของอัลลอฮฺดังก้องไปทั่ว และสร้างความหวาดหวั่นแก่หัวใจของเหล่าผู้ปฏิเสธศรัทธาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสนามเพลาะ จนพวกเขาพูดกันว่า "ดูเหมือนมุฮัมมัดและเศาะฮาบะฮฺของเขาจะได้รับข่าวดี"
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวแก่เศาะฮาบะฮฺว่า "โอ้บรรดามุสลิม จงชื่นบานเถิดกับชัยชนะและความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ" นี่คือข่าวดีที่ท่านบอกกับพวกเขาว่าชัยชนะจะต้องมาถึง เศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติทั้งหลายเคยร่วมศึกใหญ่มาแล้ว ทั้งบัดรฺและอุฮุด และด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ พร้อมกับบะรอกะฮ์จากดุอาของท่านนบี พวกเขาก็ได้รับชัยชนะเหนือศัตรูที่มีกำลังมากกว่าเสมอ ตราบใดที่ "อัญมณียอดมงกุฎแห่งสรรพสิ่ง" ก็ไม่มีงานใดหนักเกินรับไหว ไม่มีกับดักใดที่ข้ามฝ่าไม่ได้ แม้ลมหนาวจะกรรโชก ความอดอยากจะบีบคั้น และความหิวโหยจะกัดกินจนแทบหมดแรง จนหลายคนรวมทั้งท่านนบีเองต้องผูกก้อนหินไว้ที่ท้องเพื่อประทังความหิว แต่เมื่อเบื้องหน้าคือศัตรูที่มีนับไม่ถ้วน สำหรับเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติแล้ว จำนวนศัตรูและความยากลำบากเหล่านี้ไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะอัลลอฮฺคือผู้ช่วยที่งดงามที่สุด พวกเขามอบความไว้วางใจต่อพระองค์ พึ่งพาพระองค์ และหาที่พึ่งในพระองค์เพียงผู้เดียว
ฝ่ายแม่ทัพกุร็อยช์และหัวหน้าเผ่าต่าง ๆ ที่มาร่วมรบกับกุร็อยช์เริ่มตรวจแนวสนามเพลาะทีละด้าน เพื่อหาช่องทางข้ามก่อนที่จะเปิดศึกใหญ่ พวกเขาเดินตรวจตั้งแต่ต้นจนปลายสนามเพลาะ จนมาหยุดที่ช่องแคบซึ่งยังตื้นและแคบเกินไปเพราะมีเวลาไม่มากพอ จึงตัดสินใจใช้ตรงนั้นเป็นจุดบุกเข้า กองทัพมุชริกต่างยืนมองแนวสนามเพลาะและเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าด้วยความประหลาดใจ พวกเขาพูดกันว่า "เราสาบานว่านี่ไม่ใช่วิธีการปกติของชนอาหรับ ต้องเป็นชาวเปอร์เซียผู้นั้นแน่ ๆ ที่แนะนำวิธีนี้"
เมื่อแม่ทัพกุร็อยช์ชี้ให้ทหารเห็นช่องแคบ จึงเอ่ยถามว่า "ใครจะกระโดดข้ามช่องนี้ไปสู้กับพวกเขาได้บ้าง" นักรบม้าห้าคนก้าวออกมาข้างหน้า พวกเขาจะข้ามสนามเพลาะไปประลองตัวต่อตัวกับมุญาฮิด เศาะฮาบะฮฺผู้กล้าและทหารมุชริกต่างจับตามองด้วยความตื่นเต้น นักรบม้าเหล่านั้นรั้งม้าถอยไปเพื่อเร่งความเร็ว แล้วหันหัวม้าเข้าหาช่องแคบที่สุดของสนามเพลาะ ก่อนจะควบเต็มฝีเท้ากระโดดข้ามไปพร้อมกันหมดทั้งห้าคู่ ม้าเร็วพันธุ์ดีเหล่านั้นข้ามได้ในครั้งเดียว ขณะที่ทหารม้าคนอื่นพยายามทำตาม แต่ก็ต้องล้มเหลวและยังติดอยู่ฝั่งเดิม
ในบรรดาผู้ที่ข้ามมาได้ มีชายคนหนึ่งที่ทุกคนหวั่นเกรง เขาคืออัมร์ อิบนุ อับดุด นักรบผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ เขาเพียงคนเดียวสามารถเทียบได้กับกองทัพทหารทั้งกอง การที่เขาปรากฏตัวท่ามกลางกองทัพใหญ่ที่มีกองกำลังหนึ่งหมื่นนายยิ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของเขา เขาสวมเกราะเต็มยศตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เขาดูสง่างามอยู่บนหลังม้า เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกก็สามารถทำให้ผู้คนหวาดหวั่นได้ แล้วชายผู้นี้ก็ตะโกนท้าทายมุญาฮิดว่า "หากมีใครกล้าสู้กับข้า จงออกมาเถิด"
เมื่อเห็นท่าทีที่หยิ่งผยองแบบนั้น ท่านอาลีได้เข้ามาขออนุญาตจากท่านนบีมุฮัมมัดศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมโดยกล่าวว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ขอชีวิตของฉันได้สละแก่ท่าน โปรดให้ฉันออกไปสู้กับเขาเถิด" ขณะนั้นท่านอาลียังไม่ได้สวมเกราะด้วยซ้ำ เศาะฮาบะฮฺต่างมองเขาด้วยความชื่นชม ท่านนบีจึงถอดเกราะของท่านเองออกมาสวมให้ท่านอาลี มอบดาบให้เขา และนำผ้าโพกศีรษะของท่านมาพันศีรษะท่านอาลี พร้อมทั้งวิงวอนว่า "โอ้อัลลอฮฺ ในศึกบัดรฺ ลูกพี่ลูกน้องของฉันคืออุบัยดะฮ์ได้เป็นชะฮีด ในศึกอุฮุด ลุงของฉันฮัมซะฮฺก็ได้เป็นชะฮีด อาลีผู้เป็นทั้งพี่น้องและลูกพี่ลูกน้องของฉันยังอยู่กับฉัน โปรดคุ้มครองเขา ประทานความช่วยเหลือแก่เขา และอย่าปล่อยให้ฉันต้องอยู่อย่างเดียวดาย" บรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างกล่าว "อามีน" พร้อมกัน
"โอ้บรรดามุสลิม จงชื่นบานเถิดกับชัยชนะและความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ราชสีห์แห่งอัลลอฮฺก้าวออกไปข้างหน้าท่ามกลางเสียงตักบีรและดุอา เขายืนประจันหน้ากับอัมร์ อิบนุ อับดุด ผู้มีร่างสูงใหญ่สวมเกราะเต็มยศเว้นเพียงแค่ดวงตา เขานึกไม่ออกว่านักรบผู้กล้าคนนี้คือใครจึงถามชื่อเสียงเรียงนาม ท่านอาลีจึงตอบว่า "ฉันคืออาลี อิบนุ อบีฏอลิบ" อัมร์ตอบด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า "โอ้หลานชาย พ่อของเจ้าคือสหายของฉันเอง ทำให้ฉันไม่อยากฆ่าเจ้า มีลุงคนไหนของเจ้าอีกบ้างที่จะออกมาสู้กับฉันแทน" ท่านอาลีจึงท้าทายว่า "โอ้อัมร์ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันต้องการหลั่งเลือดของเจ้า เราควรอยู่ในสภาพที่เท่าเทียมกันเพื่อเกียรติของวีรบุรุษมิใช่หรือ แต่ตอนนี้ฉันยืนบนพื้น ส่วนเจ้านั้นขี่ม้า"
อัมร์ได้ฟังเช่นนั้นก็โกรธจนเลือดนักรบพลุ่งพล่าน เขารีบกระโดดลงจากหลังม้าและฟันขาม้าของตนเองจนขาด แล้วมายืนตรงหน้าท่านอาลีด้วยความโกรธ ขณะกำลังจะเข้าจู่โจม ท่านอาลีได้กล่าวว่า "โอ้อัมร์ ฉันได้ยินมาว่าเจ้าเคยสาบานไว้ว่าหากต้องเผชิญหน้ากับชาวกุร็อยช์ เจ้าจะยอมทำตามคำร้องขอสองประการจริงหรือไม่" เขาตอบว่า "จริง" ท่านอาลีกล่าวต่อว่า "คำขอแรกของฉันคือให้เจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ และเข้ารับอิสลาม" อัมร์ได้ฟังก็ยิ่งโกรธและปฏิเสธ "อย่ามาพูดเรื่องนี้กับฉัน ฉันขออฏิเสธเรื่องนี้" ท่านอาลีจึงกล่าวต่อว่า "คำขอที่สองของฉันคือให้เจ้าหยุดต่อสู้แล้วกลับมะกะฮ์ไปซะ เพราะหากท่านรอซูลุลลอฮฺเป็นผู้ชนะ ก็จะถือว่าเจ้าเองเป็นผู้ช่วยเหลือท่านให้ได้รับชัยชนะด้วยการกระทำเช่นนี้" แต่อัมร์ก็ยังคงปฏิเสธและพูดว่า "อย่าพูดถึงสิ่งนี้อีก ฉันขอสาบานว่าจะไม่ใช้น้ำหอมอีกจนกว่าจะได้ล้างแค้น หากเจ้ามีคำขออื่นอีกก็ว่ามา" ท่านอาลีจึงประกาศว่า "โอ้ศัตรูของอัลลอฮฺ บัดนี้ก็เหลือเพียงสู้กับเจ้าเท่านั้น"
อัมร์หัวเราะเสียงดังและกล่าวว่า "ไม่น่าเชื่อว่าจะมีนักรบใดในอาหรับที่กล้าเผชิญหน้ากับฉัน โอ้เจ้าหลานชาย ฉันขอสาบานว่าฉันไม่อยากฆ่าเจ้าเลย เพราะบิดาของเจ้าเป็นเพื่อนของฉัน ฉันหวังให้เป็นใครสักคนที่ยิ่งใหญ่ในกุร็อยช์ เช่นอบูบักรหรืออุมัรเป็นผู้ออกมาสู้แทนเจ้า" ท่านอาลีตอบว่า "ถ้าอย่างนั้น ฉันก็มาที่นี่เพื่อสังหารเจ้า" ทำให้โทสะของอัมร์ยิ่งปะทุขึ้นทันที เขาเงื้อดาบลงมาอย่างรวดเร็ว ท่านอาลีผู้เป็นราชสีห์แห่งอัลลอฮฺได้คาดการณ์ไว้แล้ว จึงเบี่ยงตัวหลบฉับพลันดุจสายฟ้าฟาด และยกโล่ขึ้นรับดาบ แต่ดาบของอัมร์เคยฟันโล่จนแตกมาแล้วมากมาย แม้แต่โล่ที่แข็งแรงที่สุดยังไม่อาจต้านทานได้ โล่ของท่านอาลีก็เช่นกัน โล่แตกกระจายออกเป็นเสี่ยง ๆ คมดาบเฉียดศีรษะจนทำให้อาลีบาดเจ็บ
คราวนี้ถึงตาท่านอาลีเป็นฝ่ายเข้าโจมตี เขาขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺและเอ่ยว่า "ยาอัลลอฮฺ" ก่อนจะเหวี่ยงดาบซุลฟิก๊ารฟันไปที่ลำคอของอัมร์ เสียง "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" ของกองทัพอิสลามดังกึกก้องสะท้านฟ้าและแผ่นดิน ขณะที่กองทัพมุชริกร้องเสียงหลงด้วยความตื่นตระหนก และใช่แล้ว วินาทีนั้น ดุอาของสุลต่านแห่งนบี อัญมณียอดมงกุฎแห่งทุกสรรพสิ่ง ได้รับการตอบรับ อัมร์ผู้เย่อหยิ่งและจองหองล้มลงจมกองเลือด ศีรษะในหมวกเหล็กของเขาก็ถูกฟันจนขาดกระเด็น
เมื่อสหายของอัมร์เห็นว่านักรบที่พวกเขาฝากความหวังไว้ถูกสังหารแล้ว ก็รีบพุ่งเข้าหาท่านอาลีทันที แต่เศาะฮาบะฮฺเองก็กรูเข้ามาเช่นกัน ท่านซุบัยร์ อิบนุ อาววามทำให้เนาฟัล อิบนุ อับดุลลอฮฺบาดเจ็บและตกลงไปในสนามเพลาะพร้อมม้าของเขา ท่านอาลีตามลงไปและฟันเขาจนร่างขาดเป็นสองท่อน ส่วนคนอื่น ๆ ก็กระเสือกกระสนข้ามสนามเพลาะไปได้ ฝ่ายแม่ทัพกุร็อยช์จำต้องสิ้นหวังตั้งแต่เริ่มศึก
สภาพการณ์แห่งสงครามชัดเจนขึ้นแล้ว สนามเพลาะช่วยกั้นไม่ให้มีการปะทะกันตัวต่อตัวได้อีก ทั้งสองฝ่ายจึงหันมายิงธนูใส่กัน การรบเช่นนี้ช่วยเพียงให้การต่อสู้ยืดเยื้อออกไปเท่านั้น เมื่อฝ่ายมุชริกเห็นว่าเอาชนะด้วยวิธีนี้ไม่ได้ จึงตัดสินใจบุกเข้าโจมตีพร้อมกันจากทุกทิศ กองทัพศัตรูหนึ่งหมื่นนายกำลังพยายามจะฝ่าแนวสนามเพลาะ ขณะที่กองทัพอิสลามสามพันนายก็พยายามสกัดกั้นด้วยลูกธนูและก้อนหิน การต่อสู้ใหญ่ได้เริ่มขึ้น และดำเนินต่อไปจนถึงค่ำ
ในเวลากลางคืน ท่านนบีผู้เป็นที่รักได้ตั้งเวรยามเฝ้าแนวสนามเพลาะในหลายจุด ท่านเองก็เฝ้าที่บริเวณช่องแคบ และส่งกองลาดตระเวนห้าร้อยนายไปยังมะดีนะฮ์ พร้อมสั่งให้กล่าวตักบีรเสียงดังไปตามเส้นทาง เพื่อป้องกันอันตรายจากพวกยิวหรือกุร็อยช์ที่จะบุกเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว และเพื่อคุ้มครองบรรดาสตรีและเด็ก
ชาวกุร็อยเฏาะฮ์ได้ส่งหุยัยย์ อิบนุ อัคต็อบไปหากองทัพมุชริก ขอให้ส่งกำลังสองพันนายมาลอบโจมตีในยามค่ำเพื่อสังหารสตรีและเด็กที่ไม่มีใครคุ้มกัน แต่เหล่ามุญาฮิดที่ลาดตระเวนตลอดคืนพร้อมเสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร" ที่ดังตลอดเวลา ได้ทำให้หัวใจพวกศัตรูหวาดหวั่น จนต้องถอยกลับเข้าป้อมและรอจังหวะเหมาะ
"การฟันด้วยดาบของท่านอาลี มีคุณค่ายิ่งกว่าการอิบาดะฮ์ของมนุษย์และญินทั้งปวง"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
คืนหนึ่ง ฆ็อซซาล ผู้มีชื่อเสียงในหมู่กุร็อยเฏาะฮ์นำกำลังสิบคนบุกถึงเรือนที่ท่านหญิงเศาะฟียะฮ์ ป้าแท้ ๆ ของท่านนบีพักอยู่ ข้างในมีเพียงสตรีและเด็ก ไม่มีแม้แต่อาวุธป้องกันตัว พวกยิวเริ่มยิงธนูใส่ตัวเรือน แล้วพยายามปีนเข้ามา จนมีคนหนึ่งสามารถเข้าลานด้านในได้และกำลังหาทางบุกเข้าไปในเรือน ท่านหญิงเศาะฟียะฮ์ผู้กล้าหาญจึงสั่งให้ทุกคนเงียบไว้ นางพันผ้าโพกศีรษะให้แน่น ทำตัวให้เหมือนบุรุษ ถือไม้เท้า และเหน็บมีดไว้ที่เอว จากนั้นเปิดประตูออกไปเงียบ ๆ เข้าไปทางด้านหลังของชายคนนั้นและฟาดลงที่ศีรษะอย่างแรง จนปลิดชีวิตเขาในทันที ก่อนจะโยนศีรษะของเขาออกไปยังบรรดาสหายฝ่ายศัตรูที่ยังยิงธนูอยู่ข้างนอก เมื่อพวกเขาเห็นศีรษะของเพื่อนที่ถูกตัดขาด ต่างก็ตกใจกลัวและรีบหนีออกไป พวกเขาต่างร่ำร้องว่า "เรารู้มาว่ากองทัพมุสลิมส่งบุรุษออกไปรบจนหมด ไม่เหลือไว้ที่บ้านแม้แต่คนเดียว"10
สงครามยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือดในช่วงกลางวัน ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศอย่างไม่หยุดหย่อน ท่านนบีผู้เป็นผู้นำแห่งสากลจักรวาล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวแก่บรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงกุมการดำรงอยู่ของข้าพเจ้าไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า ความยากลำบากทั้งหลายที่พวกท่านเผชิญอยู่นั้น จะถูกขจัดออกไปอย่างแน่นอน และพวกท่านจะถูกนำไปสู่ความสงบสุข" ท่านได้ตักเตือนให้มีความอดทน พร้อมทั้งมอบข่าวดีว่าชัยชนะจะเป็นของบรรดาผู้ศรัทธา เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่านักรบผู้กล้าก็ลืมความหิวโหยและความอดอยากไปสิ้น ต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจ ไม่ปล่อยให้มุชริกแม้สักคนเดียวผ่านสนามเพลาะมาได้
ท่านสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซ หนึ่งในเศาะฮาบะฮฺผู้ยิ่งใหญ่ กำลังต่อสู้ด้วยพลังศรัทธาอันแรงกล้า ระหว่างการต่อสู้ เขาถูกยิงที่แขนโดยลูกธนูของมุชริกชื่อฮิบบาน อิบนุ ก็อยส์ อิบนุ อะรอกะฮ์ ลูกธนูนั้นปักโดนเส้นเลือดใหญ่จนเสียเลือดมาก เมื่อเห็นผู้คนพยายามทำการห้ามเลือด เขาจึงรู้ตัวว่าบาดเจ็บหนัก จึงขอดุอาว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของข้าฯ หากกุร็อยช์ยังคงสู้ต่อ โปรดให้ชีวิตแก่ข้าฯ เพราะไม่มีสิ่งใดที่ข้าฯรักเท่าการต่อสู้กับพวกมุชริกที่ปฏิเสธศรัทธาและผู้ที่ทรมานรอซูลของพระองค์ แต่ถ้าศึกใกล้จบแล้ว โปรดให้ข้าฯได้ยกฐานะเป็นชะฮีด และอย่าให้จิตวิญญาณของข้าฯถูกพรากไป จนกว่าข้าฯจะได้เห็นจุดจบของบนีกุร็อยเฏาะฮ์" อัลลอฮฺทรงตอบรับดุอาของเขา แล้วเลือดก็หยุดไหล
ส่วนพวกมุนาฟิกอย่างอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุบัย ถึงแม้จะทำทีว่ากำลังร่วมต่อสู้กับเศาะฮาบะฮฺ แต่กลับทำงานอย่างเฉื่อยชา ไม่เข้าไปใกล้แนวหน้า แถมยังคอยบั่นทอนกำลังใจของมุญาฮิด คอยพูดจาเสียดแทงว่า "มุฮัมมัดสัญญาว่าจะมอบทรัพย์สมบัติของกษัตริย์โรมันและชาห์เปอร์เซียแก่พวกเจ้า แต่ดูเถิด ตอนนี้พวกเราติดแหง็กอยู่ในสนามเพลาะ แทบไม่กล้าออกไปทำธุระส่วนตัว อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ไม่ได้ให้สิ่งใดนอกจากการหลอกลวง และไม่เคยสัญญาอะไรในทางโลกแก่พวกเราเลย" และเมื่อใดที่ต้องตกอยู่ในความยากลำบาก พวกเขาก็อ้างว่าจะต้องกลับไปปกป้องบ้านของตนจากศัตรู แล้วละทิ้งหน้าที่ของตนเองไป การกระทำของมุนาฟิกเหล่านี้กลายเป็นภาระหนักขึ้นอีกชั้น
ฝ่ายกองทัพมุชริกพยายามเร่งใช้กำลังเต็มที่เพื่อจบศึกโดยเร็ว แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ต่อหน้าการป้องกันที่หาญกล้าของบรรดาเศาะฮาบะฮฺ บริเวณที่ถูกโจมตีหนักที่สุดคือที่ช่องแคบ ท่านนบีไม่เคยละทิ้งจากจุดนั้น ท่านคอยให้กำลังใจเศาะฮาบะฮฺ ผู้ที่หวังจะได้เกียรติยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างท่าน ต่างแสดงความกล้าหาญแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในสนามรบ
ในช่วงเวลาหนึ่ง เห็นได้ว่าฝ่ายมุชริกเริ่มกระหน่ำยิงธนูเป็นห่าฝน เป้าหมายเดียวของพวกเขาคือเต็นท์ที่ท่านสุลต่านแห่งสากลจักรวาลประทับอยู่นั่นเอง
ชุดเกราะได้ถูกสวมไว้บนเรือนร่างอันทรงเกียรติของท่านนบีผู้เป็นที่รัก บนศีรษะของท่านก็มีหมวกเหล็กสวมไว้ ท่านยืนอยู่หน้ากระโจม คอยบัญชาการเศาะฮาบะฮฺตามแนวทางของสงคราม บางครั้งฝ่ายมุชริกจะรวมกำลังโจมตีตรงจุดที่ดูเหมือนอ่อนกำลังที่สุด บรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติก็จะรีบวิ่งไปยังจุดนั้นและต่อสู้อย่างดุเดือด จนสามารถขับไล่ศัตรูของศาสนาออกไปได้
การต่อสู้ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ ดุเดือดถึงขนาดที่เหล่านักรบผู้กล้าแทบไม่มีเวลาจะเหลียวมองข้าง ๆ ตนเอง ศึกที่เริ่มตั้งแต่เช้าได้ยืดเยื้อต่อไปจนถึงค่ำมืด และเมื่อถึงเวลาในการละหมาด เศาะฮาบะฮฺก็กล่าวขึ้นว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ พวกเรายังไม่ได้ละหมาดเลย" ท่านนบี ผู้นำแห่งสากลจักรวาล จึงตอบกลับด้วยความเศร้าใจว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันก็ยังไม่ได้ละหมาดเช่นกัน"
จนกระทั่งใกล้เวลาละหมาดอิชาอ์ พวกเขาจึงโหมเข้าโจมตีอย่างรุนแรง ขับไล่ฝูงชนมุชริกที่ขัดขวางไม่ให้ทำอิบาดะฮ์ให้ล่าถอยและแตกกระเจิง กุร็อยช์และฆ็อตฟานไม่อาจรวมกำลังได้ จึงถอยกลับไปตั้งที่มั่นเดิมในยามค่ำ
บรรดามุญาฮิดเดินกลับไปยังกระโจมของท่านนบี แล้วท่านนบีผู้เป็นฟัครุลอาลัม ผู้ถูกส่งมาเป็นความเมตตาแก่สากลจักรวาล ถึงแม้โดยปกติท่านจะไม่เคยสาปแช่งใคร แต่ครั้งนี้ท่านไม่อาจทนไหวที่พวกมุชริกขัดขวางการละหมาด ท่านจึงกล่าวต่อพวกเขาว่า "การที่พวกเขาทำให้เราไม่ได้ละหมาดจนกระทั่งอาทิตย์ลาลับไป ขอให้อัลลอฮฺทรงทำให้บ้านของพวกเขา ท้องของพวกเขา
ฆ็อซวะฮฺคอนดัก (สงครามสนามเพลาะ)
"ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงกุมการดำรงอยู่ของข้าพเจ้าไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า ความยากลำบากทั้งหลายที่พวกท่านเผชิญอยู่นั้น จะถูกขจัดออกไปอย่างแน่นอน และพวกท่านจะถูกนำไปสู่ความสงบสุข"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
และหลุมศพของพวกเขาให้เต็มไปด้วยไฟเถิด!" หลังจากนั้นท่านนบีได้นำละหมาดซุบฮ์ที่ได้พลาดไป รวมถึงละหมาดอัศร์ มัฆริบ และในที่สุดก็ได้ละหมาดอิชาอ์ร่วมกันกับบรรดาเศาะฮาบะฮฺ
โอ้พระผู้อภิบาลของข้า โปรดทำลายศัตรูผู้ปฏิเสธศรัทธาเถิด
หลังจากความพยายามของมุชริกที่จะกวาดล้างอิสลามให้สิ้น พวกเขาก็ได้ตระหนักแล้วว่าไม่อาจเอาชนะฝ่ายมุสลิมในเวลากลางวันได้ ทางเดียวที่พวกเขาคิดว่าจะได้รับชัยชนะคือการบุกโจมตีในเวลากลางคืนอย่างหนักหน่วง พวกเขาจึงรีบลงมือปฏิบัติ การโดยแบ่งทหารออกเป็นกอง ๆ และสลับกันโจมตี พร้อมกับการช่วยเหลือของชาวยิวบนีกุร็อยเฏาะฮ์ การบุกเช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องอยู่หลายวัน แต่เหล่ามุสลิมก็ยังคงยืนหยัดคุ้มกัน แม้จะอดอาหาร อดนอน และอ่อนล้าแค่ไหน พวกเขาก็ไม่ยอมให้ศัตรูแม้เพียงคนเดียวผ่านสนามเพลาะเข้ามาได้ การคุ้มกันอันหนักแน่นเช่นนี้กลับสร้างความหวาดกลัวแก่ศัตรูยิ่งกว่าศึกใด ๆ ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันกองทัพมุชริกก็เริ่มขาดแคลนเสบียงหลังจากต่อสู้มาหลายวัน ม้าและอูฐก็ทยอยตายเพราะแม้แต่หญ้าแห้งสักเส้นก็หาไม่ได้ แม่ทัพจึงส่งกองกำลังภายใต้การนำของดิร็อร อิบนุ ค็อตฏอบไปขอเสบียงจากกุร็อยเฏาะฮ์ ซึ่งยิวเหล่านั้นก็ส่งมอบทุกอย่างที่มีเพื่อช่วยเหลือมุชริก โดยจัดส่งอินทผลัม ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี และหญ้าแห้งสำหรับสัตว์ บรรทุกโดยอูฐยี่สิบตัว แต่ขณะกำลังเดินทางกลับด้วยความหวัง พวกเขากลับพบกับกลุ่มเศาะฮาบะฮฺบริเวณใกล้กุบา เศาะฮาบะฮฺผู้กล้าจึงบุกโจมตีทันที การต่อสู้อย่างดุเดือดเกิดขึ้นอีกครั้ง และสุดท้ายศัตรูก็แตกพ่าย อูฐที่บรรทุกเสบียงทั้งหมดถูกนำกลับไปส่งมอบแก่ท่านนบี และบรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้เก่งกาจก็ได้รับดุอามากมายจากท่าน11
ท่านนบีผู้เป็นประมุขแห่งสากลจักรวาล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แสดงความเมตตาต่อเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าเหล่านั้นมากยิ่งกว่าบิดาของพวกเขาเองเสียอีก เพราะพวกเขาได้อดทนต่อสภาพอันยากลำบากในการศึกที่ยืดเยื้อนานกว่าหนึ่งเดือน ท่านเห็นความพยายามที่เหนือมนุษย์ของเศาะฮาบะฮฺ ท่านจะก้มศีรษะอันประเสริฐลงแนบกับพื้นดิน วอนขอต่ออัลลอฮฺ "โอ้อัลลอฮฺ ผู้ทรงช่วยเหลือผู้ทุกข์ร้อน โอ้อัลลอฮฺ ผู้ทรงตอบรับดุอาของผู้ขัดสนและไร้ทางออก แท้จริงพระองค์ทรงเห็นและรู้ถึงสภาพของฉันและเศาะฮาบะฮฺของฉัน โอ้พระผู้อภิบาล โปรดทำลายศัตรูผู้ปฏิเสธศรัทธา โปรดทำให้พวกเขาแตกสามัคคี โปรดประทานกำลังแก่เราเพื่อต่อสู้กับพวกเขา และโปรดมอบชัยชนะให้แก่เราเถิด"
ท่านนบีผู้เป็นที่รัก ได้วอนขอดุอานี้อยู่บ่อยครั้งในช่วงวันท้าย ๆ ของศึกสนามเพลาะ
เพราะความทุกข์ตรมจากความอดอยาก ฝ่ายมุชริกจึงเริ่มทุ่มกำลังทั้งหมดเพื่อหวังทำลายมุสลิมให้ได้โดยเร็ว เย็นวันหนึ่ง มีชายคนหนึ่งจากกองทัพมุชริก ผู้ซึ่งหัวใจเปี่ยมไปด้วยความรักต่ออิสลาม ได้เดินทางมาหาท่านนบี เขาคือท่านนุอัยม์ อิบนุ มัสอูด จากเผ่าฆ็อตฟาน เขาเรียนว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ข้ามาที่นี่เพื่อเป็นพยานว่า อัลลอฮฺทรงเป็นหนึ่งเดียว และท่านคือศาสนทูตที่แท้จริงของพระองค์ ขอสดุดีแด่อัลลอฮฺที่ทรงให้ข้าได้รับเกียรติเป็นมุสลิม ก่อนหน้าข้าเคยสู้กับท่าน จากนี้ไปข้าจะต่อสู้กับพวกปฏิเสธศรัทธา ข้าพร้อมทำทุกอย่างตามที่ท่านสั่ง โอ้รอซูลุลลอฮฺ แม้แต่คนของข้ายังไม่รู้เลยว่าข้าได้เข้ารับอิสลามแล้ว"
ท่านนบีกล่าวว่า "เจ้าสามารถแทรกซึมเข้าไปในกองทัพศัตรูและสร้างความแตกแยกให้พวกเขาเกลียดชังกันเองได้หรือไม่" ท่านนุอัยม์ตอบว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ด้วยความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ ข้าสามารถทำให้พวกเขาแตกคอกันได้ แต่ข้าขอถามว่า ข้าสามารถพูดอะไรก็ได้ ใช่หรือไม่" ท่านนบีตอบว่า "สงครามคือการใช้กลอุบาย เจ้าสามารถพูดได้ทุกอย่างที่เห็นสมควร"
ท่านนุอัยม์จึงไปหาชาวยิวกุร็อยเฏาะฮ์เป็นลำดับแรก และแจ้งแก่พวกเขาว่า "พวกท่านก็รู้ว่าข้ามีไมตรีต่อพวกท่าน สิ่งที่เราจะคุยกันนี้ต้องเป็นความลับ ห้ามมีใครล่วงรู้เด็ดขาด" พวกยิวสาบานว่าจะเก็บเป็นความลับ ท่านนุอัยม์กล่าวต่อว่า "เรื่องของชายผู้นั้น (หมายถึงท่านนบี) เป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ พวกท่านเองก็เห็นแล้วว่าเขาทำอะไรกับลูกหลานนะดีรและก็อยนูกออ์ พวกเขาถูกขับไล่ออกจากถิ่นฐาน ตอนนี้กุร็อยช์และฆ็อตฟานก็มาที่นี่เพื่อสู้กับมุสลิม และพวกท่านก็เข้าร่วมด้วย ถึงแม้เราจะต่อสู้กันหลายวันแล้ว แต่ก็ไม่ได้ผลอะไรเลย หากยังเป็นอย่างนี้ต่อไป การปิดล้อมจะยืดเยื้อออกไปอีก ส่วนทรัพย์สิน บ้าน และลูก ๆ ของกุร็อยช์กับฆ็อตฟานไม่ได้อยู่ที่นี่เช่นเดียวกับพวกท่าน หากพวกเขาได้รับชัยชนะ พวกเขาจะจับเชลยและยึดทรัพย์ไปแล้วทิ้งพวกท่านไว้ แต่ถ้าพวกเขาพ่ายแพ้ ก็จะถอยหนีและทิ้งพวกท่านไว้ลำพังกับเหล่ามุสลิมอีก ซึ่งพวกท่านคงไม่มีกำลังพอที่จะเอาชนะพวกมุสลิมได้ และตามสภาพการณ์ขณะนี้ ก็ชัดเจนแล้วว่ามุสลิมจะเป็นฝ่ายชนะ หากเป็นอย่างที่ข้าคาดการณ์จริง พวกมุสลิมจะใช้คมดาบมาจัดการกับพวกท่าน ดังนั้นเราต้องรีบหามาตรการป้องกันโดยด่วน"12
เมื่อพวกยิวได้ฟังดังนั้น ก็เกิดความตื่นตระหนกและหวาดกลัวขึ้นพร้อมกัน แต่ก็รู้สึกขอบคุณที่ นุอัยม์ อิบนุ มัสอูด ห่วงใยพวกเขามากขนาดนี้ จึงได้กล่าวว่า "ท่านได้แสดงมิตรภาพกับเราอย่างจริงใจแล้ว โปรดบอกเราเถิดว่าควรป้องกันตนเองอย่างไร" ท่านนุอัยม์รอเวลานี้อยู่แล้วจึงตอบกลับไปว่า "ความจริงก็คือ อย่าคิดจะออกศึกกับมุสลิมเลย เว้นแต่พวกท่านจะได้เชลยจากบรรดาผู้นำของกุร็อยช์และฆ็อตฟานมาครอบครองไว้ก่อน ตราบใดที่เชลยอยู่กับพวกท่าน พวกกุร็อยช์และฆ็อตฟานก็จะไม่อาจทิ้งสนามรบหนีไปได้" พวกยิวเห็นว่าเป็นมาตรการที่ชาญฉลาด จึงขอบคุณเขาและมอบของกำนัลให้
จากนั้นท่านนุอัยม์ก็ออกไปยังกองบัญชาการกุร็อยช์ แล้วกล่าวแก่แม่ทัพทั้งหลายว่า "พวกท่านเองก็รู้ดีว่าข้าเป็นศัตรูกับมุฮัมมัด และข้ารักใคร่ต่อพวกท่านเพียงใด ด้วยกับมิตรภาพนี้ ข้าถือเป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่จะบอกข่าวที่ข้าได้รับมาแก่ท่าน แต่ท่านต้องสาบานว่าจะเก็บเป็นความลับ" พวกเขาสาบาน แล้วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า "เจ้าบอกมาเถิด เรากำลังตั้งใจฟัง" ท่านนุอัยม์จึงกล่าวว่า "พวกยิวกุร็อยเฏาะฮ์เริ่มรู้สึกคลางแคลงใจที่เป็นพันธมิตรกับพวกท่าน พวกเขาได้ส่งข่าวไปยังมุฮัมมัดว่า 'เราจะขอเชลยจากบรรดาผู้นำของกุร็อยช์และฆ็อตฟาน แล้วจะมอบเชลยเหล่านั้นให้ท่านสังหารเสีย หลังจากนั้นเราจะเข้าร่วมกับท่านและต่อสู้จนกว่าจะกวาดล้างมุชริกไปให้สิ้น แต่ท่านต้องยกโทษให้ลูกหลานนะดีร และคืนบ้านเรือนแก่พวกเขา' และมุฮัมมัดก็รับข้อเสนอนั้นเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ถ้าพวกยิวมาขอเชลยจากพวกท่าน จงอย่าได้ยอมมอบให้ เพราะพวกเขาจะฆ่าทิ้งทั้งหมด และอย่าให้ใครล่วงรู้ในสิ่งที่ข้าเล่า" เมื่อพวกกุร็อยช์ได้ฟังก็รู้สึกซาบซึ้งใจที่ได้รู้ข่าวนี้ จึงทั้งขอบคุณและสรรเสริญนุอัยม์
แล้วท่านนุอัยม์ก็ออกจากที่นั่นไปหาบรรดาฆ็อตฟาน และเล่าข่าวแบบเดียวกันกับที่เล่าแก่ชาวกุร็อยช์
รุ่งขึ้น แม่ทัพกุร็อยช์ส่งสารไปหากุร็อยเฏาะฮ์ว่า "การต้องอยู่ที่นี่เป็นเรื่องที่ยากลำบากแล้ว ด้วยอากาศที่หนาวเหน็บและสัตว์ของเราก็ตายลงเพราะขาดอาหาร คืนนี้เราจะเตรียมตัวให้พร้อม และพรุ่งนี้เราจะทำการบุกโจมตีครั้งใหญ่" พวกยิวตอบกลับว่า "ประการแรก เราไม่มีการออกศึกในวันสะบะห์ ประการที่สอง ถ้าจะให้เราสู้ร่วมกับพวกท่านจริง ๆ พวกท่านต้องมอบบรรดาผู้นำคนสำคัญมาเป็นเชลยไว้กับเรา เพราะหากการล้อมยืดเยื้อและพวกท่านหมดกำลังจนหนีกลับไปบ้านเมืองของตน ก็จะเท่ากับปล่อยให้เราถูกพวกมุฮัมมัดจัดการ แต่ถ้ามีเชลยอยู่กับเรา พวกท่านก็จะไม่ทอดทิ้งเราไว้อย่างเดียวดาย"
เมื่อข่าวนี้ไปถึงแม่ทัพกุร็อยช์ เขาบอกว่า "ที่นุอัยม์ อิบนุ มัสอูดพูดไว้นั้นคือเรื่องจริงแท้แน่นอน" จึงส่งสารกลับไปบอกพวกยิวว่า "เราจะไม่มอบเชลยแม้แต่คนเดียว หากพวกเจ้ามาร่วมสู้กับเราในวันพรุ่งนี้ก็เป็นการดี แต่ถ้าไม่ เราจะถอยกลับบ้านเมืองเรา ปล่อยให้พวกเจ้าต้องต่อสู้กับมุฮัมมัดและเศาะฮาบะฮฺของเขาเพียงลำพัง"
ฝ่ายกุร็อยเฏาะฮ์เมื่อได้ยินก็คิดทันทีว่า "คำพูดของนุอัย์มเป็นความจริง" จึงตอบว่า "ถ้าเช่นนั้น เราก็จะไม่เข้าร่วมกับพวกเจ้าเพื่อต่อสู้กับมุสลิม..." และด้วยเหตุนี้ ความหวาดกลัวก็แพร่กระจายเข้าสู่ใจของกุร็อยช์และกุร็อยเฏาะฮ์เอง13
ท่านญิบรออีล อะลัยฮิสสลาม ได้มายังท่านนบี และมอบข่าวดีแก่ท่านว่า อัลลอฮฺจะทรงทำลายพวกมุชริกด้วยลมพายุ ได้ยินเช่นนั้น ท่านนบีผู้เป็นผู้นำแห่งสากลจักรวาลก็ทรุดเข่าลง ยกมือขึ้นสู่ฟ้า ขอบคุณอัลลอฮฺโดยกล่าวว่า "โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอบคุณพระองค์ที่พระองค์ได้เมตตาต่อฉันและเศาะฮาบะฮฺของฉัน" แล้วท่านก็แจ้งข่าวดีนี้แก่เศาะฮาบะฮฺผู้กล้าหาญ
คืนนั้นตรงกับวันเสาร์ ความมืดปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง ความหนาวเย็นแผ่กระจาย และไม่นานลมแรงก็เริ่มพัดโหม ท่านฮุซัยฟะฮ์ อิบนุ ยะมาน เล่าถึงค่ำคืนนั้นว่า "เราอยู่ในคืนหนึ่งที่มืดมิดที่สุดเท่าที่เคยเจอมา นอกจากความมืดมิดนั้นยังมีลมแรงที่พัดกระหน่ำด้วยเสียงอันดังกึกก้อง เราได้ยินว่าท่านนบีแจ้งว่ากองทัพมุชริกเกิดความโกลาหล หวาดกลัว และแตกแยกกัน พวกเราไม่สามารถแม้แต่จะยืนขึ้นเพราะทั้งความหนาว ความหิว และความน่ากลัวของคืนนั้น เราเพียงแต่ห่มผ้าบาง ๆ แล้วนั่งกอดเข่ารออยู่กับที่"
ท่านรอซูลุลลอฮฺได้ลุกขึ้นละหมาดอย่างยาวนานในคืนนั้น จนเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ท่านหันมาทางพวกเราและกล่าวว่า "มีใครในหมู่ท่านบ้างที่จะไปยังค่ายของพวกมุชริก เพื่อดูสภาพของพวกเขาแล้วกลับมาบอกข่าวแก่ฉัน ฉันจะขอดุอาต่ออัลลอฮฺให้เขาผู้นั้นได้เป็นสหายของฉันในสรวงสวรรค์" แต่ด้วยภาวะอดอยากหิวโหยและหนาวจัด จึงไม่มีใครลุกขึ้นได้เลย
จากนั้นท่านนบีได้มาหาฉัน ตอนนั้นฉันนั่งกอดเข่าตัวสั่นเพราะหนาวและหิว ท่านแตะตัวฉันแล้วถามว่า "เจ้าเป็นใคร" ฉันตอบว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ฉันคือฮุซัยฟะฮ์" ท่านนบีจึงกล่าวว่า "ไปดูสิว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ แต่อย่าได้ยิงธนูหรือขว้างก้อนหินใส่พวกเขา อย่าใช้ดาบหรือหอกโจมตีพวกเขาจนกว่าจะกลับมาหาฉัน เจ้าจะไม่ได้รับอันตรายใด ๆ จากความหนาวเย็นหรือความร้อนระอุ และเจ้าจะไม่ถูกจับหรือถูกทรมานจนกระทั่งได้กลับมา"
ฉันจึงหยิบดาบและคันธนู เตรียมตัวออกไป ท่านนบีได้วิงวอนต่ออัลลอฮฺแก่ฉันว่า "โอ้อัลลอฮฺ โปรดคุ้มครองเขาทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เบื้องขวาและเบื้องซ้าย เบื้องบนและเบื้องล่างของเขา"
"บัดนี้ถึงคราวของพวกท่านแล้ว นับจากนี้ไป พวกกุรอยช์จะไม่สามารถยกทัพมาต่อสู้กับพวกท่านได้อีก"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ฉันเริ่มเดินตรงไปยังกองทัพมุชริก ราวกับว่ากำลังเดินอยู่ในอ่างน้ำอุ่น ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า ขณะนั้นไม่มีทั้งความกลัว ความเหน็บหนาว หรือแม้แต่การสั่นสะท้านใด ๆ ในร่างกาย จนกระทั่งฉันไปถึงกองบัญชาการของพวกมุชริก เหล่าแม่ทัพและผู้นำของพวกเขากำลังก่อกองไฟและนั่งผิงไฟอยู่ อบูซุฟยานกล่าวขึ้นว่า "เราควรจะถอยออกไปจากที่นี่แล้ว"
ฉันคิดจะสังหารเขาเสียในขณะนั้น ฉันหยิบลูกธนูออกมาจากซองแล้ววางบนคันศร ตั้งใจจะยิงโดยอาศัยแสงไฟ แต่เมื่อกำลังจะปล่อยคันธนู ฉันนึกขึ้นได้ถึงคำสั่งของรอซูลุลลอฮฺที่ว่า "อย่าได้ก่อเหตุใด ๆ จนกว่าเจ้าจะกลับมาหาฉัน" ฉันจึงละทิ้งความตั้งใจนั้น และทันใดนั้นเองหัวใจของฉันก็ถูกเติมเต็มไปด้วยความกล้า
ฉันเดินเข้าไปยังพวกเขาและนั่งลงข้างกองไฟ ได้เกิดลมพายุมหาศาล แล้วกองทัพมะลาอิกะฮฺล่องหนของอัลลอฮฺ ได้กระหน่ำถาโถมเข้าใส่พวกมุชริก เปลวไฟดับลง หม้อหุงต้มของพวกเขาล้มระเนระนาด เต็นท์ก็ล้มทับลงมา ขณะนั้น อบูซุฟยาน แม่ทัพใหญ่ของมุชริก ลุกขึ้นและตะโกนลั่นว่า "พวกเจ้าจงระวัง อาจมีสายสืบแฝงอยู่ในหมู่เรา ให้ทุกคนตรวจดูคนข้างตัว จับมือเขาไว้แล้วถามชื่อให้แน่ใจ"
อบูซุฟยานเหมือนจะรู้ได้ว่ามีคนแปลกหน้าแฝงตัวอยู่ ฉันจึงรีบยื่นมือไปจับมือคนที่อยู่ทางซ้ายและขวาของฉัน แล้วถามชื่อพวกเขาก่อน ทำให้ฉันไม่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย
ในที่สุด อบูซุฟยานก็ประกาศต่อกองทัพว่า "โอ้กุร็อยช์ ที่นี่ไม่เหมาะแก่การอยู่ต่ออีกแล้ว ม้าและอูฐของเราล้มตายหมด ความยากแค้นอยู่รายรอบ พวกเจ้าก็เห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นจากลมที่โหมกระหน่ำ รีบถอยกลับกันเถิด และฉันจะไปเดี๋ยวนี้" จากนั้นเขาก็ขึ้นอูฐ กองทัพมุชริกจึงพากันเก็บข้าวของอย่างยากลำบากและถอยกลับไปยังมักกะฮฺ มีพายุทรายและกรวดโปรยปรายใส่พวกเขาตลอดทาง14
เมื่อกองทัพมุชริกถอยไปแล้ว ฉันก็เดินกลับไปหาท่านรอซูลุลลอฮฺ ระหว่างทาง ฉันได้พบกับทหารม้าสีขาวยี่สิบตัว ซึ่งก็คือบรรดามะลาอิกะฮฺ พวกเขากล่าวกับฉันว่า "จงไปแจ้งข่าวแก่รอซูลุลลอฮฺ อัลลอฮฺได้ทำลายศัตรูแล้ว..."
เมื่อฉันกลับไปถึงที่ที่ท่านรอซูลุลลอฮฺพำนักอยู่ ท่านกำลังละหมาดอยู่บนเสื่อ แต่ทันทีที่ฉันมาถึง ความเหน็บหนาวและอาการสั่นสะท้านที่หายไปก่อนหน้านี้ก็กลับมาอีกครั้ง หลังละหมาดเสร็จ ท่านรอซูลุลลอฮฺถามฉันว่า "มีข่าวอะไรบ้าง" ฉันจึงเล่าถึงสภาพอันทุกข์ยากของกองทัพมุชริกและการที่พวกเขาถอยทัพกลับไป ท่านได้ยินเช่นนั้นก็ปลื้มปิติและได้ยิ้มออกมา
เราทุกคนต่างอดนอนหลายวัน ท่านนบีผู้เป็นที่รักพาฉันไปนั่งข้าง ๆ และดึงเสื่อที่ท่านใช้เป็นผ้าห่มมาคลุมพวกเราไว้ด้วยกัน ทั้งคืนเราจึงพักอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งรุ่งเช้า ท่านนบีปลุกฉันให้ตื่น และในตอนเช้าก็ไม่เหลือร่องรอยของกองทัพมุชริกอีกเลย
และตลอดทางที่พวกเขาเดินกลับไปยังมักกะฮฺ ลมแรงก็ยังพัดตามหลังมาอีก เสียงตักบีรดังก้องตามไปทำให้หัวใจของพวกเขาหวาดหวั่นยิ่งนัก
เมื่อพวกกุร็อยช์ทิ้งค่ายหนีไป เผ่ามุชริกอื่น ๆ ที่ร่วมศึกมาด้วยก็ถอนกำลังออกจากมะดีนะห์เช่นกัน ทุกคนจมอยู่กับความโศกเศร้าและความเจ็บปวดทรมานจากความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ ที่ไม่อาจลืมเลือนได้ ในขณะที่พวกเขากำลังทุกข์ระทมอยู่นั้น ท่านนบีผู้เป็นผู้นำแห่งสากลจักรวาล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ก็ก้มสุญูดชุกรุต่ออัลลอฮฺ เสียงดังกึกก้องไปด้วยการสรรเสริญและการขอบคุณ
เหล่ามุญาฮิดมุ่งหน้ากลับสู่มะดีนะห์อันเรืองรองด้วยเสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" ถนนทุกสายของมะดีนะห์ก็เต็มไปด้วยเด็ก ๆ ที่วิ่งออกมาต้อนรับท่านประมุขแห่งสากลจักรวาล และเพื่อการได้พบหน้าบิดา เครือญาติ และพี่ชายที่พวกเขาเฝ้าคอย ท่านนบีผู้เป็นที่รักตอบรับด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น…
ในสงครามสนามเพลาะครั้งนั้น มีมุสลิมหกคนได้เป็นชะฮีด
สงครามครั้งนี้ อัลลอฮฺได้ประทานโองการว่า
"อัลลอฮฺทรงทำให้พวกปฏิเสธต้องหวนกลับไปพร้อมกับความโกรธเกรี้ยวของตน โดยที่พวกเขามิได้รับผลดีหรือชัยชนะใด ๆ และอัลลอฮฺ (ด้วยกองทัพมะลาอิกะฮฺและสายลม) ก็เพียงพอแล้วสำหรับบรรดาผู้ศรัทธา แท้จริงพระองค์ทรงเดชานุภาพและชัยชนะอยู่เหนือทุกสิ่ง" (อัลกุรอาน 33:25)15
"โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงรำลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่มีต่อพวกเจ้า เมื่อกองทัพใหญ่เข้ามาโจมตี และเราได้ส่งทั้งลมและกองทัพ (มะลาอิกะฮฺ) ที่พวกเจ้ามองไม่เห็นไปยังพวกเขา" (อัลกุรอาน 33:9)16
หลังสงครามครั้งนี้ ท่านนบีผู้เป็นที่รักได้กล่าวว่า "บัดนี้ ถึงคราวของพวกท่านแล้ว จากนี้ไป กุร็อยช์จะไม่สามารถยกทัพมาต่อกรกับพวกท่านได้อีก"
