ฆ็อซวะฮฺฮุนัยน์
"อินชาอัลลอฮฺ พวกเขา (ฮะวาซินและเศาะกีฟจะได้เป็นกองทัพมุสลิม)
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ฮุนัยน์เป็นหุบเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างมักกะฮฺกับฏออิฟ สงครามครั้งนี้ยังถูกเรียกว่า ฆ็อซวะฮฺฮะวาซิน เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ออกเดินทางจากมะดีนะฮ์ด้วยเจตนาจะพิชิตมักกะฮฺ เผ่าขนาดใหญ่สองเผ่าที่อยู่รอบมักกะฮฺ คือ ฮะวาซินและษะกีฟ ก็เริ่มเตรียมตัวทำสงคราม เพราะคิดว่ามุสลิมจะมุ่งหน้าเข้าโจมตีพวกเขา
แม้ว่า การได้รับข่าวว่าท่านนบีกำลังมุ่งสู่มักกะฮฺทำให้พวกเขาโล่งใจขึ้นบ้าง แต่พวกเขากลับเร่งการเตรียมกำลัง เพราะเชื่อว่าหลังจากมุสลิมจัดการกับกุร็อยช์เสร็จ แน่นอนว่าคิวต่อไปจะต้องเป็นพวกเขา
พวกเขาพูดกันว่า "เราขอสาบานว่า มุสลิมยังไม่เคยเจอชนชาติที่สู้รบเก่งจริง ๆ หรอก ให้เราได้ยกทัพไปหาพวกเขาก่อน และเราจะแสดงให้เห็นว่าสงครามที่แท้จริงเป็นอย่างไร"
พวกเขาจึงเริ่มเคลื่อนไหวด้วยกองทัพใหญ่ที่มีกำลังพลถึงสองหมื่นนาย ภายใต้การบัญชาการของ มาลิก อิบนุเอาฟ์ หัวหน้าเผ่าฮะวาซิน พวกเขานำทรัพย์สิน รวมถึงเด็กและสตรีทั้งหมดไปด้วย เพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจแก่ทหาร และเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารหนีทัพเมื่อเผชิญกับความยากลำบาก
ข่าวนี้แพร่ถึงมักกะฮฺอย่างรวดเร็ว ท่านนบี ผู้เป็นเกียรติแห่งบรรดาสรรพสิ่ง จึงส่งอับดุลลอฮฺ อิบนุ อบีฮัดรัด ไปสืบหาความจริงจากเผ่าฮะวาซิน ฮัฎเราะตุลอับดุลลอฮฺ ปลอมตัวเข้าไปอยู่ท่ามกลางศัตรู ทำให้ได้รู้ความเคลื่อนไหวและแผนการของพวกเขา จากนั้นรีบกลับมารายงานต่อท่านนบี
ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงเรียกบรรดาสหายผู้ทรงเกียรติมาประชุม และแต่งตั้งอัตตาบ อิบนุ อะซีด ชายหนุ่มวัยยี่สิบปี เป็นผู้ว่าการมักกะฮฺ แล้วรีบเคลื่อนทัพออกไป ด้วยกองกำลังหนึ่งหมื่นสองพันนาย มุ่งตรงไปยังฐานที่มั่นของพวกฮะวาซินและษะกีฟ ท่านอาลีถือธงประจำบรรดามุญาฮิด1 คอลิด อิบนุวะลีด เป็นผู้บัญชาการกองหน้า2 ท่านนบีสวมหมวกเหล็กและชุดเกราะสองชั้น ขี่ล่อที่ชื่อว่า "ดุลดุล"
ในวันที่สิบเอ็ดของเดือนเชาวาล พวกเขาก็มาถึงหุบเขาฮุนัยน์ คืนนั้นท่านนบีตรวจตรากองทัพและจัดระเบียบการรบ หลังจากนำละหมาดศุบฮ์แล้ว จึงเคลื่อนทัพออกเดินหน้า
ฝ่ายผู้บัญชาการของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ได้อาศัยความมืดในช่วงกลางคืน จัดกำลังซุ่มไว้ตามไหล่ทางทั้งสองข้างของหุบเขาฮุนัยน์และวางซุ่มโจมตีอยู่
คอลิด อิบนุวะลีด ซึ่งอยู่ด้านหน้าพร้อมกองทหาร ขี่ม้ามุ่งไปยังช่องเขาโดยไม่รู้ว่ามีการซุ่มอยู่ แสงสลัว ๆ ของเวลาเช้ามืดทำให้พวกเขามองไม่เห็นศัตรู ทันใดนั้น ลูกธนูนับพันก็พุ่งเข้าใส่เหล่ามุญาฮิด พวกเขาต้องถอยร่นเพื่อเอาชีวิตรอดจากฝนลูกธนูที่ไม่ได้คาดคิดไว้
ฆ็อซวะฮฺฮุนัยน์
เมื่อบรรดาเอาว์ลิยาอ์และบรรดานบีต่างตื่นตระหนก
ทุกคนก็จะร่ำไห้ด้วยความหวาดกลัวว่า "แล้วฉันจะเป็นเช่นไรหนอ"
บาปทั้งหลายทำให้สภาพของคนทำบาปน่าสังเวช
แต่ด้วยการอนุมัติของอัลลอฮฺในการชะฟาอะฮ์ เจ้าจะได้เข้าสู่ความปลอดภัย
ท่านคืออะห์มัด มะฮ์มูด และมุฮัมมัด โอ้ครูบาอาจารย์ของฉัน
ท่านคือสุลต่านผู้ที่ "อัลฮัก" ได้ทรงยืนยันให้กับเราโอ้ครูบาอาจารย์ของฉัน
ชัยคฺ กอลิบ
"โอ้อับบาส! จงร้องเรียกพวกเขา 'โอ้ชาวมะดีนะฮ์ว่าโอ้เศาะฮาบะฮฺผู้ให้สัตยาบันใต้ต้นสมูเราะฮ์'
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
การถอยทัพอย่างฉับพลันครั้งนั้น ทำให้แนวทัพด้านหลังแตกกระจาย เมื่อฝ่ายศัตรูก็หันหลังถอยไปตั้งหลัก ปรากฏว่ากองทัพศัตรูสองหมื่นนายเริ่มเทลงสู่หุบเขา ท่านนบีรีบควบ "ดุลดุล" พุ่งไปข้างหน้าเพียงลำพัง ตรงเข้าสู่เหล่าศัตรูที่กำลังโจมตี ทันใดนั้น ท่านอับบาส ท่านอบูบักร และเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าหาญราวร้อยชีวิตรีบเสี่ยงชีวิตเข้ามาล้อมรอบท่านรอซูลุลลอฮฺ ใช้ร่างกายตนเป็นโล่ป้องกันท่าน อับบาสจับบังเหียนล่อไว้ ส่วนซุฟยาน อิบนุ ฮาริษ จับโกลนเท้าเพื่อรั้งท่านไว้ไม่ให้พุ่งเข้าไปกลางกองทัพของศัตรู
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีความทุกข์ใจว่า ศาสนาของอัลลอฮฺอาจถูกทำลาย ท่านกล่าวว่า "โอ้อับบาส! จงร้องเรียกพวกเขาว่า 'โอ้ชาวมะดีนะฮ์ โอ้เศาะฮาบะฮฺผู้ให้สัตยาบันใต้ต้นสมูเราะฮ์'" อับบาส ผู้มีร่างกายสูงใหญ่และเสียงดังกังวาน จึงตะโกนอย่างสุดเสียงว่า "โอ้ชาวมะดีนะฮ์! โอ้เศาะฮาบะฮฺผู้ให้สัตยาบันต่อท่านนบีใต้ต้นสมูเราะฮ์ จงอย่าแตกทัพ จงกลับมารวมกันที่นี่!"
เสียงนั้นดังก้องกังวานไปไกล เศาะฮาบะฮฺได้ยินดังนั้นก็อยากจะกลับมา แต่สัตว์พาหนะตื่นตกใจจนควบคุมไม่ได้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถกลับมาได้ ทำให้พวกเขาต้องกระโดดลงจากสัตว์เหล่านั้น คว้าเอาเกราะ ดาบ และหอก แล้วรีบตรงไปหาท่านนบีทันที
จากนั้น การต่อสู้กับศัตรูก็เริ่มขึ้นอย่างดุเดือด เสียงตะโกน "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" ดังสนั่นจนทำให้ศัตรูขวัญหนี พวกเศาะฮาบะฮฺผู้ที่เคยแสดงความกล้าหาญในสงครามบัดรฺ อุฮุด สนามเพลาะ และค็อยบัร โดยเฉพาะ อาลี อบูดุญานะ และซุบัยร์ อิบนุ อาววาม ต่างต่อสู้กันอีกครั้งด้วยความองอาจกล้าหาญ ฟาดฟันจนศัตรูล่าถอย
ท่านนบี ผู้เป็นนายแห่งสากลโลก มองดูเหล่าเศาะฮาบะฮฺของท่านที่ต่อสู้ด้วยหัวใจและจิตวิญญาณ และได้เอ่ยขอดุอาด้วยริมฝีปากอันทรงเกียรติว่า "โอ้อัลลอฮฺของฉัน โปรดส่งความช่วยเหลือมายังเรา แท้จริงพระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้พวกเขามีชัยเหนือเรา" ระหว่างนั้นท่านนบีหยิบทรายจากพื้นหนึ่งกำแล้วโปรยใส่ศัตรู พร้อมกล่าวว่า "ขอให้ใบหน้าของพวกเขามืดมนด้วยเถิด" และด้วยปาฏิหาริย์ของท่านนบี ดวงตาของศัตรูทุกคนต่างเต็มไปด้วยทราย
มะลาอิกะฮฺก็ลงมาช่วยในการรบด้วย ท่านนบีกล่าวว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฝ่ายศัตรูพ่ายแพ้แล้วอย่างแน่นอน" ฝ่ายผู้ปฏิเสธศรัทธาเริ่มแตกกระเจิงและวิ่งหลบหนีไป ทุกครั้งที่หันหลับมามอง ก็เห็นเหล่าเศาะฮาบะฮฺวิ่งตามอย่างติด ๆ ทำให้พวกเขาต้องหนีหัวซุกหัวซุน ทิ้งภรรยา บุตร และทรัพย์สมบัติที่ขนมาด้วย บางส่วนหนีไปหลบในป้อมฏออิฟ3 บางส่วนไปนะคละฮ์และเอาต๊อส เหลือเพียงศพของศัตรูไว้เจ็ดสิบศพ เชลยหกพันคน และทรัพย์สินจำนวนนับไม่ถ้วน
ในฆ็อซวะฮฺครั้งนี้ ชัยชนะเป็นของมุสลิมอีกครั้ง ด้วยการอนุมัติของอัลลอฮฺและด้วยความจำเริญของท่านรอซูลุลลอฮฺ ฝ่ายมุสลิมได้รับสถานะชะฮีดสี่ท่าน และเศาะฮาบะฮฺจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ เมื่อได้ยินว่า คอลิด อิบนุวะลีดก็ได้รับบาดเจ็บ ท่านนบีจึงไปหา และเมื่อท่านลูบบาดแผลนั้นด้วยมือของท่านเอง แผลก็หายเป็นปลิดทิ้ง
กองทัพที่เอาว์ตาส
หลังจากกองทัพกุฟฟารเผ่าฮะวาซินพ่ายแพ้ในสมรภูมิฮุนัยน์ พวกเขาถอยร่นไปตั้งหลักที่เอาว์ตาส ท่านนบีจึงส่งกองทัพหนึ่งไปยังที่นั่น ภายใต้การนำของอบูอามิร ลุงของอบูมูซา อัลอัชอารี การรบที่เอาว์ตาสเป็นไปอย่างเข้มข้น อบูอามิรถูกทำให้เป็นชะฮีด จากนั้นอบูมูซา อัลอัชอารีจึงขึ้นรับหน้าที่แม่ทัพต่อ และสามารถเอาชนะศัตรูได้4 กองทัพมุญาฮิดกลับมาพร้อมเชลยและทรัพย์สงครามจำนวนมาก
ในบรรดาเชลย มี "ชัยมา" น้องสาวร่วมแม่นมของท่านนบีอยู่ด้วย นางกล่าวว่า "ฉันเป็นน้องสาวร่วมแม่นมของท่านนบี" แต่ไม่มีใครเชื่อนาง พวกเขาจึงพานางขึ้นอูฐและส่งตัวนางไปพบท่านนบี ชัยมาเล่าความทรงจำในวัยเด็กมากมาย ท่านนบีจึงปูผ้าคลุมของท่านบนพื้นให้นางนั่ง ท่านก็นั่งลงข้าง ๆ นาง พร้อมกับหลั่งน้ำตา5
ท่านนบีถามถึงความเป็นอยู่ของนางฮะลีมะฮ์และบิดาของนาง ชัยมาตอบว่า "ทั้งคู่เสียชีวิตไปนานแล้ว" หลังจากได้รับความเมตตาเช่นนี้ นางก็ได้เข้ารับอิสลาม6 ท่านนบีกล่าวว่า "เจ้าอยู่กับเราก็ได้หากเจ้าต้องการ7 และเจ้าจะได้รับการดูแลอย่างดี หรือหากเจ้าต้องการกลับบ้าน เราจะส่งเจ้ากลับไป" ชัยมาต้องการกลับบ้านเกิด ซึ่งสอดคล้องกับหะดีษที่ว่า "ความรักต่อบ้านเกิดเป็นส่วนหนึ่งของอีมาน" ท่านนบีจึงส่งนางกลับไปพร้อมของกำนัล ได้แก่ ทาสหญิงหนึ่งคน ทาสชายสามคน อูฐและแกะอีกจำนวนหนึ่ง
สมรภูมิตออิฟ
หลังจากนั้น ท่านนบีต้องการให้เกิดผลลัพธ์ที่เด็ดขาด จึงเคลื่อนทัพมุ่งหน้าไปยังตออิฟ ซึ่งเป็นที่หลบหนีของศัตรู ฮุนัยน์ มาลิก อิบนุเอาว์ฟ แม่ทัพของพวกเขาก็อยู่ที่นั่น ป้อมของตออิฟนั้นตั้งอยู่ใกล้มักกะฮฺ และเป็นหนึ่งในป้อมที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกกุฟฟาร
ก่อนเหตุการณ์ฮิจเราะฮ์ ท่านนบีเคยมาเชิญชวนชาวตออิฟเข้าสู่อิสลาม ท่านได้ใช้เวลาหนึ่งเดือนเต็มในการตักเตือนและชี้แนวทาง แต่พวกเขากลับตอบแทนท่านด้วยการขว้างปาหินใส่จนเลือดไหลอาบเท้าของท่าน วันนั้นเป็นวันที่ท่านเศร้าโศกที่สุดในชีวิต โดยมี ซัยด์ อิบนุฮาริษะฮ์ อยู่เคียงข้าง
"ความรักต่อบ้านเกิดเป็นส่วนหนึ่งของอีมาน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ในเดือนเชาวาล ปีฮิจเราะฮ์ที่ 8 หลังสงครามฮุนัยน์ ท่านนบีได้ฝากทรัพย์สงครามไว้ที่ญิรอนะฮ์ แล้วออกเดินทางไปยังตออิฟ ท่านส่งคอลิด อิบนุวะลีดไปล่วงหน้าก่อน8 จากนั้นท่านและบรรดาเศาะฮาบะฮฺได้มาถึงป้อม ชนเผ่าษะกีฟเก็บเสบียงไว้มากมาย เมื่อเห็นกองทัพอิสลามก็ปิดประตูป้อมทันทีและทำการตั้งรับ พวกเขายิงธนูใส่มุญาฮิดที่พยายามเข้าใกล้ โดยไม่ออกมาสู้แบบเผชิญหน้า
บรรดาเศาะฮาบะฮฺบางท่านเสนอให้สร้างเครื่องยิงหิน เพื่อยิงเข้าไปในป้อม ท่านนบีเห็นชอบและสั่งให้สร้างขึ้นมา การล้อมป้อมจึงดำเนินต่อด้วยการยิงหินเข้าใส่ แต่เนื่องจากป้อมแข็งแกร่งมาก ทำให้การเปิดทางเข้าได้อย่างยากลำบาก ระหว่างนั้นมีเศาะฮาบะฮฺจำนวนสิบสองคนได้รับสถานะชะฮีด
อบูซุฟยาน อิบนุฮัรบ์ ได้ต่อสู้อย่างกล้าหาญ จนดวงตาข้างหนึ่งหลุดออกจากเบ้า9 ท่านนบีถามเขาว่า "โอ้ อบูซุฟยาน เจ้าประสงค์สิ่งใดมากกว่ากันหรือ ฉันจะวิงวอนต่ออัลลอฮฺให้ดวงตาของเจ้ากลับคืนมา แต่ถ้าเจ้าต้องการดวงตาในสวนสวรรค์ อัลลอฮฺก็จะประทานให้แก่เจ้า" อบูซุฟยานตอบว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ ฉันขอเลือกดวงตาในสวนสวรรค์" แล้วเขาก็ทิ้งดวงตาที่อยู่บนฝ่ามือลงสู่พื้น 10
การปิดล้อมยืดเยื้อจนถึงคืนวันที่ยี่สิบ ท่านนบีฝันเห็นถ้วยเนยที่ได้รับเป็นของขวัญ ถูกไก่ตัวหนึ่งจิกจนหกลงบนพื้น ท่านทำนายฝันว่า ในปีนี้จะยังไม่สามารถพิชิตตออิฟได้ จึงสั่งให้ยุติการปิดล้อม
ย้อนกลับไปเมื่อแปดปีก่อน ณ ที่แห่งนี้ หลังจากที่ชาวตออิฟทำร้ายท่านอย่างหนัก มะลาอิกะฮฺได้กล่าวกับท่านว่า "หากท่านอนุญาต ข้าจะพลิกภูเขาทั้งสองให้ถล่มลงบนพวกเขา" แต่ท่านนบีตอบว่า "ฉันถูกส่งมาเป็นความเมตตาแก่สากลโลก สิ่งที่ฉันปรารถนาคือให้อัลลอฮฺทรงให้กำเนิดลูกหลานรุ่นหนึ่งจากผู้คนเหล่านี้ โดยที่พวกเขาจะเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง ที่จะเคารพภักดีอัลลอฮฺ โดยไม่ตั้งภาคีใด ๆ ต่อพระองค์" และท่านยังได้ขอดุอาอีกว่า "โอ้ อัลลอฮฺ โปรดนำทางชาวษะกีฟให้เห็นทางสัจธรรม และโปรดให้พวกเขามาหาเราด้วยเถิด"
หลังจากถอนทัพออกจากตออิฟ ท่านนบีพร้อมบรรดาสหายเดินทางกลับไปยังญิรอนะฮ์ ที่ซึ่งเชลยและทรัพย์สงครามจากสมรภูมิฮุนัยน์ถูกเก็บรวบรวมไว้ ที่นั่นมีเชลยจำนวนหกพันคน โคกระบือกว่าสองหมื่น ตัว แพะและแกะราวสี่หมื่นตัว รวมทั้งอัญมณีจำนวนมาก ทุกสิ่งได้ถูกแบ่งสรรให้แก่มุญาฮิดที่มีสิทธิได้รับตามส่วน
ไม่นานหลังจากนั้น มีข่าวว่าคณะผู้แทนจากเผ่าฮะวาซินขอเข้าพบท่านนบี ท่านอนุญาตให้เข้าพบ และเมื่อพวกเขาแจ้งว่าทั้งเผ่าหันมาเข้ารับอิสลามแล้ว ท่านนบีรู้สึกยินดีอย่างสุดซึ้ง ท่านจึงปล่อยเชลยที่อยู่ในส่วนแบ่งของตนทั้งหมดให้เป็นอิสระทันที เมื่อบรรดาสหายเห็นเช่นนั้น พวกเขาก็ปฏิบัติตาม ทำให้เชลยทั้งหกพันคนได้รับอิสรภาพพร้อมกันด้วยความเมตตาที่ส่งผ่านจากท่านรอซูลุลลอฮฺ
เมื่อข่าวนี้ไปถึงมาลิก อิบนุ เอาว์ฟ หัวหน้าเผ่าฮะวาซินซึ่งยังคงหลบอยู่ในตออิฟ เขาจึงออกมาหาและเข้ารับอิสลามเช่นกัน ท่านนบีมอบของกำนัลจำนวนมากแก่เขา11
เมื่อภารกิจทั้งหมดเสร็จสิ้น ท่านนบีพำนักอยู่ที่ญิรอนะฮ์เป็นเวลาสิบสามวัน ในคืนวันพุธ ท่านได้สวมอิห์รอมและตั้งเจตนาทำอุมเราะฮ์ จากนั้นท่านเข้าสู่เมืองมักกะฮฺอย่างผู้มีชัยร่วมกับเหล่าสหาย ท่านทำตอวาฟรอบกะอฺบะฮฺและประกอบอุมเราะฮ์
ท่านแต่งตั้งอัตตาบ อิบนุ อะซีด ให้เป็นผู้ว่าการมักกะฮฺ และมอบหมายหน้าที่ดูแลการประกอบพิธีฮัจญ์12 นอกจากนี้ยังแต่งตั้งอบูมูซา อัลอัชอารีให้อยู่ที่มักกะฮฺเพื่อสอนอัลกุรอานและหลักศาสนา13 และแต่งตั้งอบูซุฟยาน อิบนุฮัรบ์ เป็นผู้ว่าที่นัจรอนในเยเมน โดยมีคะซีร อิบนุ อับดุลลอฮฺเป็นผู้ช่วย
ภูมิภาคที่ท่านนบีส่งเจ้าหน้าที่ซะกาตไป
ทรัพย์สงครามที่เหลืออยู่ได้ถูกแจกจ่ายที่นั่น จากนั้นท่านนบีพร้อมบรรดาสหายก็ออกเดินทางอีกครั้ง และกลับถึงมะดีนะฮ์ในช่วงปลายเดือนซุลเกาะดะฮ์ พวกเขาออกจากมะดีนะฮ์ตั้งแต่วันพุธที่ 10 เดือนเราะมะฎอน การเดินทางครั้งนี้รวมเวลาทั้งสิ้นราวสามเดือน
"พวกเจ้าอยู่ที่ใด ก็จงยึดมั่นไว้ซึ่งตักวา หากมิได้ทำฮิจเราะฮ์ก็ไม่เป็นไร ศาสนาและประชาชาติของเจ้าจะมิได้เสียหาย"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
วันหนึ่ง ข้าพเจ้าเร่ร่อนอยู่ในห้วงความคิดที่เศร้าหมอง
ไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไร จนหลงลืมตนเอง
ข้าพเจ้าหวาดกลัวต่อจุดจบ เมื่อระลึกถึงบาปทั้งหลาย
แล้วได้ยินผู้สืบเชื้อสายของท่านกล่าวบทกวีนี้
ท่านคืออาหมัด มะห์มูด และมุฮัมมัด นายของข้า
ท่านคือสุลต่านที่อัลฮักได้ทรงยืนยันแก่เรา
เรายังมีความหวัง ไม่ร้องไห้ด้วยความสิ้นหวัง
เราไม่ทำลายเสบียงแห่งอีมาน
เราไม่แสวงหาที่พึ่งอื่นใด เมื่อยังมีประตูของท่าน
เราไม่จำเป็นต้องมองหาผู้อื่น เพราะเรามีท่านอยู่แล้ว
ท่านคืออาหมัด มะห์มูด และมุฮัมมัด นายของข้า
ท่านคือสุลต่านที่อัลฮักได้ทรงยืนยันแก่เรา
เชค กาลิบ
เหตุการณ์บางอย่างในปีฮิจเราะฮ์ที่แปด
มีชายสี่คนจากเผ่าบนีษะละบะฮ์มาพบท่านนบี พวกเขากล่าวว่า "เผ่าของเราส่งเรามา เพราะได้ยินว่าหากไม่ทำฮิจเราะฮ์แล้ว อีมานจะไม่สมบูรณ์" ท่านนบีตอบว่า "พวกเจ้าอยู่ที่ใด ก็จงยึดมั่นไว้ซึ่งตักวา หากไม่ได้ทำฮิจเราะฮ์ก็ไม่เป็นไร ศาสนาและประชาชาติของเจ้าจะมิได้เสียหาย"
จากนั้นท่านได้ส่งพวกเขาไปที่บ้านของร็อมละฮ์ บินต์ ฮาริษ และจัดเลี้ยงให้ พร้อมมอบเงินให้คนละสี่เหรียญ และอนุญาตให้เดินทางกลับบ้านได้
ในปีเดียวกันนั้น ซัยนับ บุตรีของท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เสียชีวิตลง ได้มีการทำโลงศพให้กับนาง ซึ่งถือเป็นโลงศพแรกในอิสลาม ซัยนับเป็นภรรยาของอบูลอาศ ตอนที่อบูลอาศส่งนางออกจากมักกะฮฺไปยังมะดีนะฮ์ในช่วงสงครามบะดัร ระหว่างทาง ฮับบารได้ขว้างหอกใส่อูฐของนางซัยนับ ทำให้นางตกลงมาจากอูฐและแท้งบุตร จึงเป็นเหตุให้นางล้มป่วยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหลือลูกสองคนไว้ข้างหลัง
และในเดือนซุลฮิจญะฮ์ปีนั้น อิบรอฮีม บุตรชายของท่านนบีได้ถือกำเนิด มารดาของเขาคือท่านหญิงมาริยะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เมื่ออบูรอฟิอ์ได้มาบอกข่าวดีแก่ท่านนบี ท่านก็ได้ทำการไถ่ทาสหนึ่งคนเพื่อเป็นการขอบคุณต่ออัลลอฮฺตะอาลา และเชือดแกะหนึ่งตัวเป็นอากีเกาะฮ์ให้แก่อิบรอฮีม ท่านโกนศีรษะบุตรชาย และให้ทานเป็นเงินตามน้ำหนักของเส้นผมที่ถูกโกนออก
เหตุการณ์สำคัญในปีฮิจเราะฮ์ที่เก้า
เมื่อต้นเดือนมุฮัรรอม ปีที่ 9 ท่านนบีได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ซะกาต (อามิล) ส่งไปยังเผ่าต่าง ๆ โดยจะเลือกคนจากในเผ่านั้น ๆ เช่น อิบนุ ฮะศีบ อัลอัซละมีย์ ไปยังเผ่าอัสลัมและเฆาะฟาร อับบาด อิบนุ บิชรฺ ไปยังเผ่าบนีซะลิมและมุซัยนะ อัมรฺ อิบนุอาศ ไปยังเผ่าฟะซาเราะฮ์ ดะหฺฮาก อิบนุสินาน ไปยังบนีคิลาบ รอฟิอ์ อิบนุมักนัต อัลญุฮะนี ไปยังเผ่าญุฮัยนะ ส่งบิชรฺ อิบนุซุฟยาน กาอฺบ์ ไปยังบนีกาอฺบ์และบนีตะมีม
หนึ่งปีต่อมา ชาวตออิฟได้ส่งคณะผู้แทนหกคนมาที่มะดีนะฮ์เพื่อเข้ารับอิสลาม และเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านี้ ท่านนบีได้เคยวิงวอนไว้ว่า "โอ้อัลลอฮฺ โปรดชี้ทางที่ถูกต้องแก่ชาวเษาะกีฟและโปรดให้พวกเขามาหาเรา" บัดนี้พวกเขามาแล้วและได้เข้ารับอิสลาม ท่านนบีรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง และได้มอบสิทธิพิเศษแก่พวกเขา พร้อมแต่งตั้งอุษมาน อิบนุ อบีลอาศ เป็นผู้ว่าของตออิฟ14
การเสียชีวิตของกษัตริย์นัจญาชี
ในเดือนรอญับ ปีที่ 9 ท่านนบีได้กล่าวแก่บรรดาสหายว่า "วันนี้พี่น้องผู้มีตักวา (ความยำเกรง) คนหนึ่งของพวกท่านได้เสียชีวิตแล้ว จงลุกขึ้นและละหมาดญะนาซะฮ์ให้เขาเถิด" ท่านได้เป็นอิหม่ามและนำละหมาดญะนาซะฮ์แบบไม่ต้องมีศพอยู่ตรงหน้า แล้วท่านก็กล่าวว่า "เราได้ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺแทนพี่น้องของพวกท่าน อะชะมะฮ์ กษัตริย์นัจญาชี"
หลังจากนั้นไม่นาน ข่าวจากอะบิสสิเนียก็มาถึงว่า อะชะมะฮ์ กษัตริย์นัจญาชีได้เสียชีวิตแล้ว และเป็นวันเดียวกันกับวันที่ท่านนบีได้ละหมาดญะนาซะฮ์ที่มะดีนะฮ์พอดี15
ขอให้ชีวิตข้าพเจ้าได้สละเพื่อท่าน
มุฮัมมัด ผู้มีนามอันงดงาม ผู้มีเรือนร่างที่งดงาม
ข้าหวังว่าท่านจะชุฟาอฺอ์ให้แก่บ่าวผู้ผิดพลาดนี้
มุฮัมมัด ผู้มีนามอันงดงาม ผู้มีเรือนร่างอันงดงาม
บรรดาผู้ศรัทธาย่อมเผชิญบททดสอบมากมาย
ความสุขและความเบิกบานของพวกเขาอยู่ในอาคิเราะฮ์
ท่านคือมุศฏอฟาแห่งสากลทั้งหนึ่งหมื่นแปดพันโลกา
มุฮัมมัด ผู้มีนามอันงดงาม ผู้มีเรือนร่างอันงดงาม
ท่านคือผู้เดินทางผ่านฟากฟ้าทั้งเจ็ด
ผู้ที่ผ่านเลยเหนือบัลลังก์แห่งกุรซี
ผู้ที่ขอพรเพื่ออุมมะฮ์ของท่านในมิอ์รอจ
มุฮัมมัด ผู้มีนามอันงดงาม ผู้มีเรือนร่างอันงดงาม
ยูนุสจะมีค่าอันใดต่อโลกทั้งสองหากไร้ซึ่งท่าน
แท้จริงท่านคือศาสดาผู้สัตย์จริง ไร้ข้อสงสัย
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามท่าน ผู้นั้นจักตายตกเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา
มุฮัมมัด ผู้มีนามอันงดงาม ผู้มีเรือนร่างอันงดงาม
"ความแตกต่างระหว่างเจ้าทั้งสอง ก็เหมือนความแตกต่างของคำตอบของพวกเจ้า"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ศึกแห่งตะบูก
ตะบูกเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียง ตั้งอยู่ระหว่างมะดีนะฮ์และดามัสกัส บ้างกล่าวว่า "ตะบูก" คือชื่อของน้ำพุ การออกศึกครั้งนี้ถูกเรียกว่า ฆ็อซวะฮฺแห่งตะบูกเพราะเป็นสงครามครั้งสุดท้ายที่ท่านนบีได้เข้าร่วม และยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า ฟาฎิฮะฮ์ เพราะในสงครามนี้พวกมุนาฟิกถูกเปิดโปงจนอับอายขายหน้า และอีกชื่อคือ ญัยชฺ อัลอุศเราะฮ์ แปลว่า "กองทัพแห่งความยากลำบาก" เนื่องจากมุสลิมต้องเผชิญกับความลำบาก ทั้งจากระยะทางที่ไกลแสนไกล สภาพอากาศที่ร้อนระอุ กองทัพศัตรูที่แข็งแกร่งจำนวนมาก อีกทั้งยังเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ทหารสิบนายต้องใช้อูฐหนึ่งตัวร่วมกัน อาหารหลักของกองทัพมีเพียงอินทผลัมที่กินติดต่อกันเป็นเดือน บางครั้งก็มีข้าวบาร์เลย์คั่วบ้าง แต่บางครั้งก็หาแทบไม่ได้เลย การออกศึกครั้งนี้เริ่มต้นในวันพฤหัสบดี เดือนรอญับ ปีฮิจเราะฮ์ที่เก้า
ในปีที่เก้า เมื่ออิสลามแผ่ขยายอย่างรวดเร็วทั่วคาบสมุทรอาหรับ ชาวคริสต์เตียนอาหรับได้เขียนจดหมายถึงจักรพรรดิฮิรอกลิอุสแห่งโรมันผู้ริษยา "รัฐอิสลาม" และต้องการหยุดยั้ง พวกเขากล่าวว่า "ชายที่อ้างตนเป็นนบีได้เสียชีวิตแล้ว ตอนนี้มุสลิมกำลังอดอยากและขัดสน หากท่านต้องการดึงพวกเขาเข้าสู่ศาสนาของท่าน ตอนนี้แหละคือเวลาที่เหมาะสมที่สุด" ฮิรอกลิอุสจึงส่งกองทัพสี่หมื่นนาย ภายใต้การนำของกุบาด ออกศึกกับมุสลิม
เมื่อท่านนบีทราบข่าว ท่านได้เรียกบรรดาสหายมารวมตัวและสั่งให้เตรียมพร้อมเข้าสงคราม เนื่องจากปีนั้นเกิดความแห้งแล้ง ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ ผู้ที่พอมีฐานะดีอยู่บ้างคือกลุ่มพ่อค้าเท่านั้น ขณะที่จำนวนทหารในกองทัพอิสลามมีอยู่มาก แต่เสบียงและยุทโธปกรณ์กลับขาดแคลน ทุกคนต้องเผชิญกับความยากลำบาก ท่านนบีจึงขอให้บรรดาเศาะฮาบะฮฺช่วยกันออกทรัพย์เพื่อจัดหาอาวุธและอุปกรณ์สำหรับกองทัพฝ่ายผู้ศรัทธา คำขอนี้ ทำให้บรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างรีบนำสิ่งที่ตนมีมามอบเพื่อการญิฮาดทั้งด้วยทรัพย์และชีวิต
อบูบักร สหายผู้เคยอยู่ร่วมกับท่านนบีในถ้ำ ได้นำทรัพย์สินทั้งหมดของตนมามอบ เมื่อท่านนบีถามเขาว่า "แล้วเจ้าเหลืออะไรไว้ให้ครอบครัว" อบูบักรตอบว่า "ฉันเหลืออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ไว้ให้พวกเขา" ส่วนอุมัรได้นำทรัพย์สินครึ่งหนึ่งมามอบ เมื่อท่านนบีถามว่า "โอ้อุมัร แล้วเจ้าเหลืออะไรไว้ให้ครอบครัว" เขาตอบว่า "ฉันเหลือไว้เท่ากับที่ฉันนำมา"
ท่านนบีกล่าวว่า "ความแตกต่างระหว่างเจ้าทั้งสอง ก็เหมือนความแตกต่างของคำตอบของพวกเจ้า" อุมัรจึงเอ่ยด้วยความนอบน้อมว่า "ขอให้บิดามารดาของข้าได้สละชีพเพื่อท่าน โอ้อบูบักร ท่านชนะข้าในทุกสนามแห่งความดีงาม บัดนี้ข้าเข้าใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดที่ข้าจะเอาชนะท่านได้"16
บรรดาสหายต่างช่วยกันตามกำลังของตน แต่พวกมุนาฟิกกลับเยาะเย้ยว่า "พวกเจ้าทำไปก็เพื่อการโอ้อวด" ท่านนบีจึงกล่าวว่า "ใครก็ตามที่บริจาควันนี้ การบริจาคนั้นจะเป็นพยานให้แก่เขาในวันกิยามะฮ์" เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ ผู้ศรัทธาก็ยิ่งเพิ่มพูนการช่วยเหลือกันมากขึ้น
อุษมาน อิบนุอัฟฟาน ได้จัดหาอุปกรณ์ให้กองทัพครึ่งหนึ่ง17 เขามอบอูฐจำนวน 950 ตัว ม้า 50 ตัวพร้อมอุปกรณ์ และยังรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของกองทัพม้า อีกทั้งยังมอบทองคำอีกหนึ่งหมื่นดีนาร หรือราวเจ็ดร้อยรุกยะฮ์18 เขากลายเป็นผู้ที่ช่วยเหลือมากที่สุดในบรรดามุสลิม อุษมานได้จัดหาทุกอย่างตามความต้องการของกองทัพ แม้กระทั่งเข็มสำหรับใช้ซ่อมถุงน้ำ เมื่อเห็นการเสียสละเช่นนี้ ท่านนบีจึงกล่าวว่า "นับจากนี้ไป จะไม่มีบาปใดถูกบันทึกแก่ท่านอุษมานอีก"19
แม้แต่สหายที่ยากจนที่สุดคนหนึ่ง ก็ยังตักน้ำจากบ่อในสวนอินทผลัมตลอดทั้งคืน เพื่อแลกกับอินทผลัมเป็นค่าแรง แล้วนำอินทผลัมนั้นมามอบให้ท่านนบีพร้อมกล่าวว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ข้าได้นำสิ่งที่ข้ามีมาเพื่อหวังความพอพระทัยจากพระผู้อภิบาลของข้า โปรดรับไว้ด้วยเถิด"
ในขณะที่บรรดาบุรุษมุสลิมพยายามช่วยเหลือตามกำลังของตน บรรดาสตรีก็มุ่งมั่นทำหน้าที่ของพวกนางอย่างเต็มที่เช่นกัน
ในช่วงที่มีการเตรียมตัวออกศึกนั้น บรรดามุสลิมต้องเผชิญกับภาวะลำบากยากแค้น ความอดอยากรุนแรงจนสหายหลายคนที่ไม่เหลืออะไรเลยต้องมาร้องเรียนต่อท่านนบีว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ พวกเราไม่มีสัตว์พาหนะจะขี่ ไม่มีอาหารจะกิน แต่เราปรารถนาจะอยู่กับท่านในการศึกครั้งนี้ และหวังจะได้รับผลบุญจากการญิฮาด" ท่านนบีกล่าวตอบด้วยความเศร้าว่า ท่านไม่เหลือสัตว์ใด ๆ จะให้พวกเขาขี่ได้อีกแล้ว วันหนึ่งซาลิม อิบนุอุมัยร อับดุลลอฮฺ อิบนุมุฆ็อฟฟัล อบูละย์ลา มาซินี อุลบะฮ์ อิบนุซัยด์ อัมร์ อิบนุฮุมาม ฮะรอมี อิบนุอับดุลลอฮฺ และอิรบาฎ อิบนุซารียะ ได้มาหาท่านนบีเพื่อขอสิ่งเดียวกัน เมื่อท่านตอบพวกเขาด้วยความเศร้าว่า "ฉันไม่อาจหาสิ่งใดให้พวกท่านขี่ได้เลย" พวกเขาต่างหลั่งน้ำตาด้วยความเศร้าที่จะต้องห่างจากท่านนบี และไม่ได้เข้าร่วมการญิฮาดกับท่าน
เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น อัลลอฮฺได้ประทานอายะฮ์ลงมา (ซูเราะฮ์อัตเตาบะฮ์ 92) ความว่า "(โอ้รอซูลของเรา) เมื่อพวกเขามาหาท่านเพื่อจะร่วมญิฮาด แต่ท่านกล่าวว่า 'ฉันไม่อาจหาพาหนะใดให้พวกท่านได้' พวกเขาจึงหันหลังกลับไปพร้อมน้ำตาในดวงตา เพราะความโศกเศร้าที่ไม่มีสิ่งใดจะใช้จ่ายเพื่อการนี้ ดังนั้น ไม่มีบาปใดแก่พวกเขาเลย"20 ต่อมา อบุลอับบาสและอุษมานก็ได้จัดหาอุปกรณ์และพาหนะให้พวกเขา จนสามารถออกศึกได้ในที่สุด
เมื่อการเตรียมพร้อมเสร็จสิ้น ท่านนบีได้รวบรวมกำลังพลที่เนินวะดา แทบไม่มีใครที่ไม่เข้าร่วมการศึกครั้งนี้ เมื่อกองทัพพร้อมจะเคลื่อนขบวน ท่านได้มอบหมายมุฮัมมัด อิบนุมัสละมะฮ์ให้เป็นผู้รักษาการณ์ดูแลเมืองมะดีนะฮ์21
ก่อนออกเดินทาง ท่านนบีกล่าวว่า "พวกท่านจงเตรียมรองเท้าสำรองไว้ให้เพียงพอ หากมีรองเท้าสำรองแล้ว พวกท่านจะไม่ลำบาก"
"ใครก็ตามที่บริจาควันนี้ การบริจาคนั้นจะเป็นพยานให้แก่เขาในวันกิยามะฮ์"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
เมื่อกองทัพเคลื่อนออกไป อับดุลลอฮฺ อิบนุอุบัย หัวหน้าของพวกมุนาฟิก ได้เอ่ยถ้อยคำเหลวไหลขึ้นมาเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้แก่มุสลิม ถึงกับกล่าวว่า "ฉันขอสาบานว่า ฉันเห็นเขาและบรรดาสหายของเขาถูกมัดเป็นคู่ ๆ ด้วยเชือกแล้วเดินเท้ากันไป" แต่บรรดาเศาะฮาบะฮฺไม่ได้ใส่ใจคำพูดเหล่านี้เลย ตรงกันข้าม ความมุ่งมั่นของพวกเขาที่จะเข้าร่วมการญิฮาดยิ่งทวีคูณ จนทำให้พวกมุนาฟิกต้องผิดหวัง
เมื่อท่านนบีเคลื่อนออกจากเนินวะดามุ่งสู่ตะบูก ท่านได้กางธงของกองทัพออก ธงผืนใหญ่ที่สุดมอบให้แก่อบูบักร อีกธงหนึ่งมอบให้ซุบัยร์ อิบนุอาววาม ธงของเผ่าเอาส์มอบให้แก่อุซัยด์ อิบนุฮุด็อยร์ และธงของเผ่าค็อซร็อจมอบให้แก่อบูดูญานะฮ์22
จำนวนสหายที่อยู่ภายใต้การนำของท่านนบีมีถึงสามหมื่นนาย จำนวนหนึ่งหมื่นนายจากในนั้นเป็นทัพม้า ท่านแต่งตั้งฏ็อลฮะฮ์ อิบนุอุบัยดุลลอฮ์เป็นแม่ทัพปีกขวา และอับดุรเราะฮ์มาน อิบนุเอาฟ์เป็นแม่ทัพปีกซ้าย23 ภายใต้การนำของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ กองทัพผู้ศรัทธาได้ก้าวออกไปท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ ตราบใดที่พวกเขามีท่านนบี ผู้เป็นที่รักของอัลลอฮฺ นำทัพอยู่ ความขาดแคลนทั้งอาหารและน้ำก็ไม่อาจ
สงครามตะบูก
ขัดขวางหนทางของกองทัพได้เลย แม้ระยะทางจะยาวไกลหรือจำนวนศัตรูจะมากมายเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้พวกเขาหวาดหวั่นได้ พวกเขาพร้อมจะก้าวต่อไปในสภาพเช่นนั้น
ท่านนบีและบรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าหาญหยุดพักเป็นระยะ ๆ แล้วเดินทางต่อไป จุดพักที่แปดคือฮิจร์ ดินแดนที่กลุ่มชนของนบีศอลิห์เคยอาศัยอยู่ และถูกอัลลอฮฺตะอาลา ทำลายสิ้นด้วยเสียงอันกึกก้อง เนื่องจากพวกเขาไม่เชื่อฟังคำสั่งของนบีของตน
ท่านนบีได้แจ้งแก่บรรดาสหายว่า "คืนนี้จะมีพายุรุนแรงพัดมาจากด้านหน้า อย่าให้ใครลุกขึ้นยืนโดยลำพัง และจงผูกขาของอูฐให้แน่น ที่นี่คือดินแดนที่เคยถูกลงทัณฑ์ อย่าให้ใครดื่มน้ำจากที่นี่รวมถึงการอาบน้ำละหมาดด้วย" ทุกคนเชื่อฟังคำสั่งนั้น
ครั้นเมื่อถึงเวลากลางคืน พายุก็เริ่มพัดกระหน่ำอย่างหนัก ชายคนหนึ่งที่ลืมผูกอูฐไว้จึงลุกขึ้นไปตามหามัน เขาถูกลมพัดจนปลิวไปถึงเชิงเขาเฎาะอี อีกคนหนึ่งลุกไปถ่ายทุกข์แล้วติดโรคไอกรนจนเกือบเสียชีวิต เขาหายป่วยได้ด้วยดุอาของท่านนบี
"อินชาอัลลอฮฺ พรุ่งนี้ในช่วงสาย พวกเจ้าจะไปถึงบ่อน้ำที่ตะบูก จงอย่าแตะต้องมันก่อนฉันจะไปถึง"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
รุ่งเช้าวันนั้น น้ำในถุงเก็บน้ำหมดเกลี้ยง ทุกคนแทบสิ้นแรงเพราะความกระหาย พวกมุนาฟิกฉวยโอกาสนี้สร้างความแตกแยก โดยกล่าวว่า "ถ้ามุฮัมมัดเป็นนบีจริง ก็น่าจะขอดุอาให้น้ำฝนตกลงมาได้"
เมื่อเรื่องนี้ถูกนำเสนอต่อนบี ท่านได้ยกมือขึ้นวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ท้องฟ้าที่ร้อนจัดและปลอดโปร่งก็พลันปรากฏเมฆฝน ฝนตกลงมาอย่างหนัก ทุกคนต่างตักน้ำใส่ถุง ทำอาบน้ำละหมาด และให้อูฐดื่ม เมื่อฝนหยุดและเมฆสลายตัวไป ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าฝนตกลงมาแค่เฉพาะบริเวณกองทัพเท่านั้น บรรดาเศาะฮาบะฮฺจึงกล่าวตักบีรเพื่อเป็นการสรรเสริญอัลลอฮฺ และบอกกับพวกมุนาฟิกว่า "บัดนี้พวกเจ้าก็ไม่เหลือข้ออ้างใดอีกแล้ว จงศรัทธาในอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์เถิด" แต่มุนาฟิกกลับตอบอย่างดูหมิ่นว่า "แล้วอย่างไรเล่า ฝนก็แค่ตกผ่านไปเท่านั้น"
ความหิวโหยทวีถึงขีดสุด จนถึงขั้นที่คนสองคนต้องแบ่งอินทผลัมกันกินคนละครึ่งผล พวกเขายังคงมุ่งหน้าสู่ตะบูกท่ามกลางอากาศร้อนจัด ความหิว และความกระหาย ท่านนบีกล่าวว่า "อินชาอัลลอฮฺ พรุ่งนี้ในช่วงสาย พวกเจ้าจะไปถึงบ่อน้ำที่ตะบูก จงอย่าแตะต้องมันก่อนฉันจะไปถึง"
วันรุ่งขึ้น เมื่อพวกเขามาถึง ก็พบว่าในบ่อน้ำมีน้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ท่านนบีให้นำน้ำใส่ภาชนะมา แล้วเอามือวางลงพร้อมกับดุอา จากนั้นเทน้ำกลับลงบ่อ น้ำก็เพิ่มขึ้นจนล้นออกมาจากบ่ออย่างน่าอัศจรรย์ แม้กองกำลังทั้งสามหมื่นนายจะดื่มกันอย่างเต็มที่ แต่น้ำก็ไม่พร่องลงเลย ต่อมา น้ำจากบ่อแห่งนี้ได้ชุบชีวิตให้พื้นที่รอบ ๆ กลายเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์ เหตุการณ์นี้คือหนึ่งในมุอฺญิซาตของท่านนบี
เมื่อกองทัพถึงตะบูก กลับไม่พบกองทัพโรมัน รวมถึงชนเผ่าอาหรับที่รับศาสนาคริสต์ เช่น อามิละฮ์ ละห์ม และญุซาม ในศึกมูตะฮ์ที่ผ่านมา กองทัพโรมันแสนคนยังต้องพ่ายแพ้ต่อมุสลิมที่มีเพียงสามพันคน คราวนี้มุสลิมมีถึงสามหมื่นคนและยังมีท่านนบีคอยนำทัพ เมื่อฝ่ายโรมันรู้ข่าว ก็พากันหาทางหนี
ท่านนบีปรึกษากับเศาะฮาบะฮฺ และตัดสินใจไม่เดินทางต่อ ขณะเดียวกัน เมื่อชนเผ่าและรัฐต่าง ๆ ในบริเวณใกล้เคียง รู้ข่าวว่ากองทัพอิสลามใกล้มาถึง ต่างก็รีบส่งคณะผู้แทนมาขอความคุ้มครอง โดยยอมจ่ายญิซยะฮ์ ท่านนบีรับข้อเสนอและทำสัญญากับแต่ละฝ่าย รับรองความปลอดภัยให้แก่พวกเขา
ท่านนบีพักที่ตะบูกประมาณยี่สิบวัน ในช่วงเวลานั้น ท่านได้สนทนากับเศาะฮาบะฮฺมากมาย ช่วยหล่อเลี้ยงหัวใจของพวกเขาด้วยแสงแห่งความรู้และความศรัทธา ครั้งหนึ่งท่านถามว่า "พวกเจ้าจะให้ฉันบอกไหมว่าใครคือคนที่ดีที่สุดและมีเกียรติที่สุด" เหล่าเศาะฮาบะฮฺตอบว่า "ครับ โอ้รอซูลุลลอฮฺ" ท่านจึงกล่าวว่า "คนที่ดีที่สุดคือผู้ที่ทำงานบนหนทางของอัลลอฮฺจนลมหายใจสุดท้าย ไม่ว่าจะอยู่บนหลังม้า อูฐ หรือเดินด้วยเท้าของตน ส่วนคนที่เลวร้ายที่สุดคือคนที่อ่านคัมภีร์ของอัลลอฮฺ แต่ไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ เลย"
เมื่อมีคนถามถึงชะฮีด ท่านตอบว่า "ฉันสาบานต่ออัลลอฮฺผู้ทรงกำชีวิตฉันไว้ว่า ในวันกิยามะฮ์ บรรดาชะฮีดจะมาพร้อมดาบสะพายหลัง และพวกเขาจะนั่งบนบัลลังก์แห่งรัศมี"24
มีปาฏิหาริย์มากมายปรากฏในการเดินทางครั้งนี้ ตอนที่ใกล้จะกลับมะดีนะฮ์ ความหิวโหยถึงขีดสุดจนบรรดาเศาะฮาบะฮฺร้องขอความช่วยเหลือ ท่านนบีให้รวบรวมอาหารที่เหลือทั้งหมดบนผืนหนัง พบว่ามีเพียงพอใส่หม้อเล็ก ๆ เท่านั้นท่านทำวุฎูอฺใหม่และละหมาดสองร็อกอะฮ์ แล้วยกมือวิงวอนให้อาหารนั้นเพิ่มพูน จากนั้นท่านสั่งให้สหายนำภาชนะของตนมา ทุกใบถูกเติมอาหารจนเต็ม และเมื่อทุกคนกินอิ่มแล้ว อาหารบนผืนหนังก็ยังคงอยู่ไม่พร่องลงเลยแม้แต่น้อย
กองทัพของคอลิด บิน วะลีด สู่ดุมะตุลญันดัล
ขณะที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิ วะซัลลัม ประทับอยู่ที่ตะบูก ท่านได้ส่งคอลิด บิน วะลีด รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ไปยังดุมะตุลญันดัล ผู้ปกครองดินแดนนี้คืออากีดัร บิน อับดุลมาลิก ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์ กองทหารมุสลิมเข้าใกล้ป้อมปราการและซุ่มรออยู่
เมื่อข่าวว่าวัวป่าภูเขาเข้ามาใกล้ป้อมไปถึงอากีดัร เขารีบขึ้นม้าออกไปล่าสัตว์ ระหว่างที่อากีดัร น้องชายของเขาชื่อฮัสซาน และพรรคพวกกำลังล่าอยู่ บรรดามุญาฮิดได้เข้าล้อม ฮัสซานพยายามชักดาบ แต่ถูกสังหาร อากีดัรถูกจับเป็นเชลย ส่วนคนอื่น ๆ หลบหนีกลับเข้าไปในป้อม
คอลิดกล่าวกับอากีดัรว่า "ฉันจะคุ้มครองความปลอดภัยของท่าน และจะพาท่านไปเฝ้าท่านรอซูลุลลอฮฺ โดยมีเงื่อนไขว่า ท่านต้องกลับไปยังป้อม และนำอูฐสองพันตัว ม้าแปดร้อยตัว โล่แปดร้อยใบ และหอกสี่ร้อยเล่มมาให้ แล้วท่านจะยังคงเป็นผู้ปกครองต่อไป"
อากีดัรยอมรับ ทั้งหมดจึงเข้าไปในป้อม นำทรัพย์เชลยออกมา และเดินทางสู่มะดีนะฮ์ อากีดัรและน้องชายของเขา ฮะศ็อร ได้เข้าเฝ้าท่านนบี และทั้งสองได้เข้ารับอิสลาม
เหตุลอบโจมตี
เมื่อบรรดามุญาฮิดออกจากตะบูกมุ่งหน้าสู่มะดีนะฮ์ พวกมุนาฟิกได้ตกลงกันว่าจะซุ่มลอบสังหารท่านนบี คืนหนึ่ง พวกเขาไปดักรอในช่องทางแคบตามเส้นทางของกองทัพมุสลิม อัมมาร บิน ยาซิร เป็นผู้จูงบังเหียนอูฐของท่านนบี ส่วนหุซัยฟะฮ์ บิน ยะมาน เดินตามอยู่ด้านหลัง
"ฉันสาบานต่ออัลลอฮฺผู้ทรงกำชีวิตฉันไว้ว่า ในวันกิยามะฮ์ บรรดาชะฮีดจะมาพร้อมดาบสะพายหลัง และพวกเขาจะนั่งบนบัลลังก์แห่งรัศมี"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ได้แจ้งให้ทราบถึงแผนการนี้ เมื่อท่านนบีเข้าใกล้ช่องทางแคบ ท่านกล่าวกับกองทัพว่า "พวกท่านจงเดินลงไปในหุบเขา ที่นั่นกว้างและสะดวกกว่า"
ขณะที่กองทัพเคลื่อนลงสู่หุบเขา ท่านนบีมุ่งหน้าไปตามทางแคบ เมื่อเข้าใกล้ พวกมุนาฟิกได้ปิดบังใบหน้าและเข้าจู่โจม หุซัยฟะฮ์ร้องตะโกนว่า "โอ้ศัตรูของอัลลอฮฺ"
แล้วใช้ไม้ในมือฟาดใส่พวกเขาและสัตว์พาหนะ เสียงตะโกนทำให้พวกมุนาฟิกตกใจ ทั้งสิบสองคนรีบแทรกตัวเข้าไปในแถวทหาร ต่อมาท่านร่อซูลุลลอฮฺได้บอกชื่อของพวกเขาแก่หุซัยฟะฮ์ และกำชับไม่ให้เปิดเผยแก่ผู้อื่น
เมื่ออุซัยด์ บิน หุฎ็อยร์ ทราบเรื่อง เขาเข้ามากล่าวว่า "ขอชีวิตของข้าพเจ้าได้สละแด่ท่าน โอ้รอซูลุลลอฮฺ โปรดบอกข้าพเจ้าว่าพวกเขาเป็นใคร เพื่อที่ข้าพเจ้าจะนำศีรษะของพวกเขามาให้ท่าน" แต่ท่านนบีไม่อนุญาต25
มัสยิดอัล-ดิรอร
หลังจากทำให้กองทัพไบแซนไทน์หวาดกลัวและทำลายแรงต้านได้แล้ว ท่านนบีและบรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าหาญก็เข้าใกล้มะดีนะฮ์อันเรืองรองในที่สุด ท่านนบีสั่งให้เศาะฮาบะฮฺพักแรม ณ สถานที่ชื่อซีย์อาวาน ซึ่งอยู่ใกล้มะดีนะฮ์มาก ระหว่างที่เศาะฮาบะฮฺพักผ่อน มุนาฟิกกลุ่มหนึ่งเข้ามาและขอให้ท่านนบีไปให้เกียรติมัสยิดดิรอร
มัสยิดอัล-ดิรอร ตั้งอยู่ที่กุบา มุนาฟิกเป็นผู้สร้างขึ้นตรงข้ามกับมัสยิดแรกที่ท่านร่อซูลุลลอฮฺสร้างไว้ที่กุบาในช่วงฮิจเราะฮ์ไปมะดีนะฮ์ ขณะที่ท่านนบีกำลังเดินทางไปตะบูกพร้อมเศาะฮาบะฮฺ มุนาฟิกได้มาหาท่านและเชิญว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ พวกเราได้สร้างมัสยิดใหม่ขึ้น โปรดไปให้เกียรติและนำพวกเราละหมาดได้ไหม"
ท่านนบีซึ่งกำลังออกศึกตอบว่า หากเป็นไปได้ ท่านอาจจะแวะไปเยือนหลังจากกลับจากตะบูก
แท้จริงแล้ว เป้าหมายของมุนาฟิกคือทำให้ชุมชนมุสลิมแตกแยก ใช้มัสยิดนี้เพื่อผลประโยชน์ของตน ก่อความวุ่นวาย และทำให้ผู้ศรัทธาหันมาต่อสู้กันเอง พวกเขาถึงขั้นตั้งใจจะเชิญทหารไบแซนไทน์เข้ามามะดีนะฮ์ และช่วยเหลือด้วยอาวุธที่เก็บไว้ในมัสยิดนี้ด้วย อีกทั้งหากทำให้ท่านนบีละหมาดที่นั่นได้ ก็จะสร้างภาพว่ามัสยิดดิรอรเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นมุสลิมก็จะแข่งกันไปละหมาดที่นั่น และตามที่มุนาฟิกหวัง คือจะต้องตกอยู่ในกับดักของพวกเขา
ท่านนบีได้ตอบรับคำเชิญของมุนาฟิกและตัดสินใจจะไป แต่แล้วอัลลอฮฺได้ประทานอายะฮ์ที่ 107 และ 108 แห่งซูเราะฮ์อัตเตาบะฮ์ เพื่อเปิดเผยความจริงของเรื่องนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านนบีจึงกล่าวกับมาลิก บิน ดุฮชุม และอาศิม บิน อะดีว่า
"จงไปที่มัสยิดของผู้ที่อธรรม จงรื้อถอนและเผามันทิ้ง"
ระหว่างละหมาดมักริบกับอิชาอ์ ทั้งสองไปจุดไฟเผาอาคาร จากนั้นรื้อถอนจนราบเป็นหน้ากลอง มุนาฟิกไม่กล้าพูดอะไร26
การเสียชีวิตของอับดุลลอฮฺ บิน อุบัยย์
สองเดือนหลังจากท่านนบีกลับจากศึกตะบูก ในเดือนเชาวาล อับดุลลอฮฺ บิน อุบัยย์ ผู้นำของมุนาฟิกเสียชีวิต หลังจากนั้นความเป็นเอกภาพของมุนาฟิกก็พังทลาย และพวกเขากระจัดกระจาย 27 ความเคลื่อนไหวต่อต้านอิสลามของพวกเขา รวมถึงของผู้ตั้งภาคีและยิวในคาบสมุทรอาหรับ จึงสิ้นสุดลง
เหตุการณ์อื่น ๆ ในปีฮิจเราะฮ์ที่เก้า
เมื่อท่านนบีถึงตะบูก ผู้ปกครองเมืองอัยละและญัรบาได้มาถวายบรรณาการ ท่านให้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรและมอบเอกสารให้ ในการเดินทางครั้งนี้ ท่านยังส่งจดหมายถึงเฮราคลิอุส เชิญชวนสู่อิสลามอีกครั้ง แต่เขาไม่ได้รับทางนำ
ปีนั้น อุมมุกุลษูม บุตรสาวของท่านนบีเสียชีวิต ท่านนบีนำละหมาดญะนาซะฮ์ และขณะฝัง น้ำตาได้หยดลงบนหลุมศพของนาง
ซะนะตุลวุฟูด (ปีแห่งคณะทูต)
หลังกลับจากตะบูก ท่านนบีได้ส่งคณะทูตไปยังรัฐต่าง ๆ เชิญชวนสู่อิสลาม ชาวโอมานและบะห์เรนได้รับเกียรติด้วยการเข้ารับอิสลาม อิสลามแผ่ขยายอย่างรวดเร็ว จึงมีการส่งครูและผู้ปกครองไปยังชนเผ่าและดินแดนรอบข้าง และส่งผู้ปกครองไปเพื่อบริหารดูแล
ในปีที่เก้า คณะทูตจำนวนมากหลั่งไหลสู่มะดีนะฮ์ คณะผู้แทนจากชนเผ่าต่าง ๆ เดินทางมาเพื่อประกาศความนอบน้อมต่อท่านนบี และได้รับความผาสุก เพราะจำนวนคณะผู้แทนมีมาก ปีนี้จึงถูกเรียกว่า "ซะนะตุลวุฟูด (ปีแห่งคณะทูต)"
ทุกครั้งที่คณะผู้แทนมาถึง ท่านรอซูลุลลอฮฺจะสวมอาภรณ์ที่ดี และให้เศาะฮาบะฮฺแต่งกายงดงามด้วย ท่านต้อนรับพวกเขาในสถานที่ที่สะอาดและน่ารื่นรมย์ ท่านจัดงานเลี้ยง และส่งพวกเขากลับพร้อมของขวัญมากมาย คณะผู้แทนจึงกลับไปด้วยความพึงพอใจและกล่าวคำขอบคุณสรรเสริญ
ชนเผ่าหนึ่งที่ส่งคณะผู้แทนคือบนี มุรเราะฮ์ พวกเขาส่งผู้แทนสิบสามคนมา และบอกว่าชนเผ่าของตนเข้ารับอิสลามแล้ว พวกเขาเล่าว่า บ้านเมืองของตนฝนไม่ตก หญ้าไม่ขึ้น และกำลังเผชิญทุพภิกขภัยอย่างหนัก จึงขอให้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิ วะซัลลัม ขอพรให้ความทุกข์ยากสิ้นสุด ท่านขอดุอาว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพเจ้า โปรดทำให้พวกเขาอิ่มเอมด้วยฝน"
เมื่อคณะผู้แทนบะนี มุรเราะฮ์กลับไปถึงชนเผ่าของตน ก็พบว่าผู้คนได้รับความผ่อนคลายอย่างสิ้นเชิง เพราะในวันเดียวกับที่ท่านรอซูลุลลอฮฺขอดุอาให้พวกเขา ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก และตรงกับเวลานั้นพอดี
ผู้แทนสิบคนจากบะนี อะซัด เดินทางมาและคาดหวังคำชื่นชมจากการเข้ารับอิสลาม พวกเขากล่าวว่า "พวกเราเดินทางมาจากแดนไกลในปีที่กันดาร พวกเราเข้ารับอิสลามด้วยความสมัครใจของเราเอง โดยที่ไม่มีกองทัพมายกกำลังบีบบังคับ"
อายะฮ์ที่สิบเจ็ดแห่งซูเราะฮ์อัลหุญุรอตจึงถูกประทานเกี่ยวกับพวกเขา
"โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพเจ้า โปรดทำให้พวกเขาอิ่มเอมด้วยฝน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
มุอาวียะฮ์ บิน ซอวร์ บิน อุบาดะฮ์ บิน บิการ์ ผู้นำคณะผู้แทนบะนี บิการ์ มีอายุหนึ่งร้อยปี เขามาพร้อมกับลูกชายชื่อบุชัยร์ มัจมาอ์ บิน อับดุลลอฮฺ และอับดุลอัมร บิน อะศ็อม เขาขอให้ท่านรอซูลุลลอฮฺลูบแขนขาของลูกชายด้วยมือของท่าน เพื่อเป็นพร พร้อมกล่าวว่า
"เขาให้ความเคารพต่อข้าพเจ้าและดูแลข้าพเจ้าดีมาก"
ท่านรอซูลุลลอฮฺลูบใบหน้าของบุชัยร์ด้วยมือของท่าน และมอบแพะจำนวนมากให้พวกเขา อีกทั้งเปลี่ยนชื่ออับดุลอัมรเป็นอับดุรเราะฮฺมาน
คณะผู้แทนบะนี นะญีบ มีสิบคน พวกเขานำซะกาตจากทรัพย์สินและปศุสัตว์มาด้วย ท่านร่อซูลุลลอฮฺยินดีมากที่พวกเขามา ท่านสั่งให้จัดที่พักที่เหมาะสมให้ คณะผู้แทนของนะญีบคนหนึ่งถามคำถามมากมายเกี่ยวกับฟัรฎูและซุนนะฮ์ จนความเมตตาของท่านร่อซูลุลลอฮฺต่อเขาเพิ่มขึ้น ท่านให้เกียรติและต้อนรับเขามากยิ่งกว่าเดิม ปฏิบัติต่อเขาแตกต่างจากคณะผู้แทนคนอื่น ๆ
ท่านยังเรียกชายหนุ่มผู้หนึ่งที่คอยเฝ้าทรัพย์สินสัมภาระไว้ และขอพรให้เขาเมื่อเห็นว่าเขาหันหลังให้ทุกสิ่งนอกจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง ท่านมอบของขวัญให้เขาเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ คณะผู้แทนนั้นจึงกลับไปยังชนเผ่าของตนด้วยความยินดีตามที่หวังไว้
กลุ่มหนึ่งจากบะนี กะนานะฮ์ เดินทางมาและเข้ารับอิสลาม ผู้นำของพวกเขาชื่อวาซีละฮ์ บิน อัสเกาะอ์ เมื่อเขามา ท่านร่อซูลุลลอฮฺกำลังเตรียมการศึกตะบูก หลังจากเขาทำบัยอะฮ์แล้ว เขากลับไปยังชนเผ่าของตน บิดาของเขาไม่ได้เข้ารับอิสลาม แต่พี่สาวของเขาเข้ารับอิสลาม
ต่อมาเขาเดินทางไปมะดีนะฮ์และตามกองทัพศึกตะบูก เขาตามไปทันท่านรอซูลุลลอฮฺ และถูกส่งไปร่วมการต่อสู้ระหว่างท่านคอลิดกับอากีดัร เขาได้รับอูฐจำนวนมากเป็นส่วนแบ่ง
จากบะนี สะอีดะฮ์ ดะมาม บิน ซะอ์ละบะฮ์ เดินทางมา เขาเข้าเฝ้าและถามท่านรอซูลุลลอฮฺหลายเรื่องเกี่ยวกับละหมาด การถือศีลอด ฮัจญ์ และซะกาต เมื่อคำถามจบ เขากล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเชื่อ ข้าพเจ้าเชื่อในทุกสิ่งที่ท่านนำมาจากอัลลอฮฺ"
จากนั้นเขากลับไปหาผู้คนของตนและถ่ายทอดอิสลาม จนคนทั้งชนเผ่าเข้ารับอิสลาม
โอ้รอซูลุลลอฮฺ หากผู้ใดไม่จุมพิต
ผืนดินที่สัมผัสเท้าของผู้รับใช้ ณ ประตูของท่าน
และหากเขาไม่ยอมสละชีวิตเพื่อความผาสุกนี้
เขาไม่รักท่าน ข้าไม่เชื่อคำพูดของเขา
ข้าจะยกผืนดินที่ท่านย่างเหยียบเป็นมงกุฎเหนือศีรษะ
จุมพิตและชโลมมันบนใบหน้า ให้เป็นยารักษาหัวใจ
ให้มันเป็นแสงนำทางสู่หนทางอันเที่ยงตรง
และข้าจะเดินตามเส้นทางของท่าน ด้วยความรักและศรัทธา
ข้าดมกลิ่นลมทุกสายที่พัดมาจากทางของท่าน
ค้นหาร่องรอยกลิ่นอันงดงาม
ภรรยา ลูก ๆ มารดา บิดา ญาติพี่น้อง
และชีวิตนับพัน ขอเป็นเครื่องไถ่แด่ท่าน
เมาลานา คอลิด ผู้หลงรักท่านอย่างแท้จริงกล่าวว่า
โอ้สุลต่านแห่งจักรวาล โอ้ผู้เป็นที่รักของแผ่นดิน
ข้ามีชีวิตหนึ่งจากท่าน เป็นของขวัญจากท่าน
ข้ายังไม่อาจกล่าวได้เลยว่า ข้านำชีวิตมาสละ
เมาลานา คอลิด อัลบัฆดาดี
ภาพทิวทัศน์ยามค่ำคืนของกะอฺบะฮฺ อัลมุอัซซะมะฮ์
ภาพทิวทัศน์ยามค่ำคืนของกะอฺบะฮฺอัลมุอัซซะมะฮ์
"ณ ที่นั่น (กะอฺบะฮฺ) มีสัญลักษณ์อันชัดเจน และมีสถานที่ยืนของอิบรอฮีม ผู้ใดเข้าไปที่นั่นย่อมปลอดภัยจากการถูกทำร้าย และเป็นสิทธิ์หนึ่งของอัลลอฮฺเหนือมนุษย์ เป็นคำสั่งของพระองค์ ที่ผู้ซึ่งสามารถไปถึงได้จะต้องประกอบฮัจญ์ ณ บ้านหลังนั้น ผู้ใดปฏิเสธฟัรฎูนี้ แท้จริงแล้วอัลลอฮฺไม่ทรงต้องการสิ่งใดจากสากลโลกทั้งปวง"
ซูเราะฮ์อาละอิมรอน อายะฮ์ 97
