นบีที่รัก

มุสลิมกลุ่มแรก (ซาบิกูน อัล-อิสลาม)

"และเขา (มุฮัมมัด) มิได้พูดตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ การพูดของเขานั้นเป็นเพียงวะฮีย์ที่ถูกให้มีขึ้นแก่เขา"
ซุเราะฮฺอันนัจม์ อายะฮ์ที่ 3-4

ท่านหญิงคอดีญะฮฺ เป็นคนแรกที่ศรัทธาในท่านผู้เป็นรอซูลของพวกเรา หลังจากวะฮีย์ครั้งแรกมาถึง1 นางเข้ารับศาสนาอิสลามโดยไม่มีความลังเลใด ๆ และได้รับเกียรติให้เป็นมุสลิมคนแรก ท่านรอซูล สอนท่านหญิงคอดีญะฮฺถึงวิธีการทำวุฎูอฺ (การชำระร่างกาย) ตามที่ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ได้สอนท่าน จากนั้นท่านรอซูลุลลอฮฺ ได้ทำหน้าที่เป็นอิหม่าม (ผู้นำละหมาด) และทั้งสองได้ละหมาดสองร็อกอะฮฺด้วยกัน ท่านหญิงคอดีญะฮฺ เชื่อฟังทุกคำพูดและทุกคำสั่งของท่านนบีที่รักของพวกเราอย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ นางจึงได้รับฐานะอันสูงส่งในสายตาของอัลลอฮฺตะอาลา ยามใดที่ท่านรอซูลุลลอฮฺ รู้สึกเศร้า และทุกข์ทรมานจากการการเหยียดหยามของผู้ปฏิเสธศรัทธา นางจะปลอบโยนท่านและบรรเทาความเศร้าโศกของท่าน นางจะกล่าวว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ จงอย่าเศร้า จงอย่ากังวล ในที่สุด ศาสนาของเราจะมีความเข้มแข็ง และบรรดาผู้ตั้งภาคีจะพินาศ ประชาชาติของท่านจะเชื่อฟังท่าน..." ด้วยการสนับสนุนของท่านหญิงคอดีญะฮฺ ในวันหนึ่ง ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม มาหาท่านและกล่าวว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ จงกล่าวสลาม (คำทักทาย) จากอัลลอฮฺตะอาลาแก่คอดีญะฮฺเถิด" ท่านรอซูลุลลอฮฺได้กล่าวว่า "โอ้ คอดีญะฮฺ นี่คือญิบรีล (อะลัยฮิสสลาม) ท่านกำลังกล่าวสลามจากอัลลอฮฺตะอาลาถึงเธอ"2

ท่านรอซูลุลลอฮฺเคยกล่าวว่า "อัลลอฮฺตะอาลาสั่งให้ฉันแจ้งข่าวดีแก่คอดีญะฮฺเกี่ยวกับบ้านหลังหนึ่งที่ทำจากไข่มุกในสวรรค์ ซึ่งที่นั่นจะไม่มีความเจ็บป่วย ความเศร้าโศก หรืออาการปวดศีรษะใด ๆ"

ถัดจากท่านหญิงอดีญะฮฺ ผู้อาวุโสท่านแรกที่เข้ารับอิสลามคือท่านอบูบักร หนึ่งในสหายของท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านอบูบักรเคยฝันเมื่อยี่สิบปีก่อน ว่ามีพระจันทร์เต็มดวงลอยลงมาจากท้องฟ้าและมาที่กะอฺบะฮฺ อัล-มุอัซซะมะฮฺ มันแตกออกเป็นชิ้น ๆ และแต่ละชิ้นตกลงบนบ้านในมักกะฮฺ จากนั้นชิ้นส่วนเหล่านี้รวมตัวกันและลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ชิ้นส่วนที่ตกลงบนบ้านของอบูบักรไม่ได้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อท่านอบูบักร เห็นเหตุการณ์นี้ ก็รีบปิดประตูบ้านทันที ราวกับป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนของพระจันทร์นี้หลุดออกไป

อบูบักรตื่นจากความฝันด้วยความตื่นเต้น และในวันรุ่งขึ้น เขารีบไปหานักปราชญ์ชาวยิวคนหนึ่งและเล่าความฝันของเขาให้ฟัง นักปราชญ์ผู้นั้นกล่าวว่า "นี่เป็นหนึ่งในความฝันที่เข้าใจยากที่สุด จนไม่สามารถตีความได้" แต่ความฝันนี้ยังคงรบกวนจิตใจของอบูบักรตลอดเวลา และคำตอบของชาวยิวคนนั้นไม่ทำให้เขาพอใจ ครั้งหนึ่งเมื่อเขาเดินทางไปค้าขาย เขาได้แวะที่ดินแดนของบาทหลวงบาฮีรอ เมื่อเขาถามบาฮีรอเกี่ยวกับการตีความความฝันของเขา บาทหลวงบาฮีรอได้ถามว่า "ท่านมาจากไหน" ท่านอบูบักรตอบว่า "ฉันมาจากกุร็อยช์" บาฮีรอจึงกล่าวว่า "ศาสดาท่านหนึ่งจะปรากฏที่นั่น และรัศมีแห่งการนำทางของท่านจะแผ่ไปทั่วมักกะฮฺ ท่านจะเป็นวะซีร์ (รัฐมนตรี) ของท่านในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ และเป็นคอลีฟะฮฺ (ผู้สืบทอด) ของท่านหลังจากท่านสิ้นชีวิต" ท่านอบูบักรประหลาดใจกับคำตอบนี้ เขาไม่ได้บอกใครเกี่ยวกับความฝันของเขาและการตีความจนกระทั่งท่านรอซูลุลลอฮฺ ประกาศการเป็นศาสนทูตของท่าน เมื่อศาสดามุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม ที่รักของเราประกาศการเป็นศาสนทูต ท่านอบูบักรก็รีบไปหาท่านรอซูลุลลอฮฺ และถามว่า "บรรดานบีทุกท่านมีหลักฐานแห่งการเป็นศาสดาของตน อะไรคือหลักฐานของท่าน" ท่านรอซูลุลลอฮฺ ตอบว่า "หลักฐานแห่งการเป็นศาสนทูตของฉันคือความฝันที่ท่านได้ถามนักปราชญ์ชาวยิวให้ตีความ นักปราชญ์ผู้นั้นกล่าวว่า 'มันเป็นความฝันที่เข้าใจยาก จนไม่สามารถตีความได้' แต่หลังจากนั้นบาทหลวงบาฮีรอสามารถตีความได้อย่างถูกต้อง" ท่านกล่าวกับท่านอบูบักร เช่นนั้น และได้เอ่ยขึ้นว่า "โอ้ อบูบักร์ ฉันเชิญชวนท่านสู่อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น อบูบักรก็เข้ารับอิสลาม โดยกล่าวว่า "ฉันขอปฏิญาณว่าท่านคือรอซูลของอัลลอฮฺตะอาลา การเป็นศาสดาของท่านเป็นความจริง และเป็นรัศมีที่ส่องสว่างทั่วโลก"

ในอีกคำบอกเล่าหนึ่ง ท่านอบูบักรได้เดินทางไปเยเมนเพื่อทำการค้าก่อนที่การเป็นศาสดาจะถูกเปิดเผยแก่ท่านรอซูลุลลอฮฺ ในการเดินทางของอบูบักร เขาได้พบกับชายชราคนหนึ่งจากเผ่าอัซด์ในเยเมน ซึ่งเป็นผู้ที่อ่านตำรามามากมาย เมื่อชายชราผู้นี้มองมายังท่านอบูบักร เขากล่าวว่า "ฉันคิดว่าท่านน่าจะมาจากมักกะฮฺ" อบูบักรตอบว่า "ใช่ ฉันมาจากที่นั่น" และการสนทนามีดังนี้

- ท่านมาจากกุร็อยช์ใช่หรือไม่

- ใช่

- ท่านมาจากบะนี ตะมีมใช่หรือไม่

- ใช่

- ยังเหลืออีกหนึ่งสัญญาณ

- อะไรหรือ

- เปิดหน้าท้องของท่านให้ฉันดู

- จุดประสงค์ของท่านคืออะไร บอกฉันเถิด

- ฉันได้อ่านในหนังสือว่านบีท่านหนึ่งจะปรากฏในมักกะฮฺ ซึ่งจะมีบุคคลสองคนที่ช่วยเหลือท่าน คนหนึ่งมีอายุน้อย และอีกคนหนึ่งมีอายุมาก คนที่อายุน้อยจะเปลี่ยนอุปสรรคนานัปการให้กลายเป็นความราบรื่น และจะปัดเป่าภัยพิบัติมากมายให้สิ้นไป ส่วนคนที่อายุมากนั้น มีผิวขาว เอวบาง และมีไฝสีดำบนท้อง ฉันคิดว่าคนคนนั้นคือท่าน โปรดเปิดท้องของท่านให้ฉันดู

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านอบูบักรจึงเปิดหน้าท้องของเขา และเมื่อชายชราเห็นไฝสีดำเหนือสะดือของเขา เขากล่าวว่า "ฉันขอสาบาน คนคนนั้นคือท่าน" และเขายังได้ให้คำแนะนำมากมาย

หลังจากที่อบูบักรเสร็จสิ้นธุระของเขา เขาก็ไปหาชายชราอีกครั้งเพื่อกล่าวลาและขอให้เขากล่าวบทกวีสองสามบทเกี่ยวกับท่านรอซูลุลลอฮฺ ชายชราจึงได้กล่าวบทกวีสิบสองบท และท่านอบูบักรได้ท่องจำบทกวีเหล่านั้น

เมื่ออบูบักรเดินทางกลับถึงนครมักกะฮฺ อัล-มุกัรรอมะฮฺ บรรดาบุคคลสำคัญจากเผ่ากุร็อยช์ เช่น อุกบะฮฺ อิบนุ อะบี มุอัยฏ, ชัยบะฮฺ, อบู ญะฮัล และอะบุล บุคตะรี ต่างก็มาเยี่ยมท่านถึงที่บ้าน ผู้นำของเรา อบูบักรจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า "ในหมู่พวกท่านมีอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า" พวกเขาตอบว่า "จะมีเรื่องใดน่าตกใจไปกว่านี้อีกหรือ การที่เด็กกำพร้าของอบู ฏอลิบกล้าประกาศตัวว่าเป็นนบี แถมยังกล่าวว่าพวกเรา บิดาเรา และบรรพบุรุษของเราล้วนอยู่ในศาสนาที่หลงผิด หากไม่ใช่เพราะความเคารพที่เรามีต่อท่าน พวกเราคงไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ ท่านเป็นสหายใกล้ชิดของเขา ขอให้ท่านช่วยจัดการเรื่องนี้เถิด"

ซาบิกูน อัล-อิสลาม หรือบรรดาผู้เข้ารับอิสลามกลุ่มแรก ประกอบด้วย อบูบักร อัศ-ศิดดีก, อาลี อิบนุ อะบี ฏอลิบ, ซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮฺ, อุษมาน อิบนุ อัฟฟาน, อับดุรเราะห์มาน อิบนุ เอาฟ์, สะอ์ดฺ อิบนุ อะบี วักกอศ, ซุบัยร์ อิบนุ อัลเอาวาม และฏ็อลหะฮฺ อิบนุ อุบัยดุลลอฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม อัจญ์มาอีน )

ท่านอบูบักรได้ส่งแขกทั้งหลายกลับไป แล้วจึงทราบว่าท่านรอซูลุลลอฮฺอยู่ที่บ้านของท่านหญิงคอดีญะฮฺ เขารีบมุ่งหน้าไปและเคาะประตูบ้านนั้น เมื่อท่านรอซูลต้อนรับเขา เขาจึงถามว่า "โอ้ มุฮัมมัด ข่าวลือที่ผู้คนพูดถึงท่านคืออะไร" ท่านรอซูลุลลอฮฺตอบว่า "ฉันคือศาสนทูตของฮักตะอาลา (พระผู้เป็นจริง) ฉันถูกส่งมายังท่านและลูกหลานทั้งหมดของอาดัม จงเชื่อในสิ่งนี้ เพื่อท่านจะได้รับความพึงพอใจจากฮักตะอาลาและปกป้องตัวเองจากญะฮันนัม (นรก)" เมื่อท่านอบูบักรถามว่า "มีหลักฐานใดที่ยืนยันคำกล่าวของท่าน" ท่านรอซูล อัล-อักรอมจึงกล่าวว่า "สิ่งที่ชายชราผู้หนึ่งซึ่งท่านพบในเยเมนได้พูดกับท่าน นั่นแหละคือหลักฐาน" อบูบักรตอบว่า "แต่ฉันได้พบชายทั้งหนุ่มและชรามากมายระหว่างเดินทางในเยเมน" ท่านนบีจึงกล่าวด้วยความมั่นใจว่า "ข้าหมายถึงชายชราผู้ที่ฝากบทกวีสิบสองบทไว้กับท่าน เพื่อส่งถึงข้า" แล้วท่านก็ท่องบทกวีทั้งสิบสองบทนั้นโดยไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่คำเดียว อบูบักรถึงกับตกตะลึงและถามว่า "ใครเล่าที่บอกท่านถึงเรื่องนี้" ท่านนบีตอบด้วยน้ำเสียงสงบว่า "มลาอิกะฮฺองค์เดียวกับที่เคยนำวะฮีย์มาสู่บรรดาศาสดาก่อนหน้าข้า" เมื่อได้ยินดังนั้น ความลังเลทั้งหมดในใจของท่านอบูบักรก็สลายไป ท่านจับมืออันเปี่ยมศิริมงคลของท่านนบีด้วยความเคารพ แล้วเปล่งวาจาเข้ารับอิสลามว่า "อัชฮะดู อัน ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะ อัชฮะดู อันนะ มุฮัมมะดัน อับดุฮู วะ รอซูลุฮฺ" (ข้าขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และข้าขอปฏิญาณว่ามุฮัมมัดเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์) 3

ท่านอบูบักรกลับบ้านด้วยความปีติยินดีที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต หลังจากได้เข้ารับอิสลาม มีบันทึกในหะดีษว่า "ทุกคนที่ฉันเชิญชวนสู่การศรัทธา ล้วนทำท่าขมวดคิ้วและดูลังเล แต่มีเพียงอบูบักร อัศ-ศิดดีกเท่านั้น ที่ไม่ลังเลหรือสั่นคลอนในการยอมรับศรัทธา"

วันหนึ่ง ขณะที่ท่านนบีและท่านหญิงคอดีญะฮฺกำลังละหมาดอยู่ด้วยกัน ท่านอาลีซึ่งขณะนั้นอายุราวสิบหรือสิบสองปี ได้เห็นพวกท่านทำการละหมาด หลังจากละหมาดเสร็จ ท่านอาลีถามว่า "นี่คืออะไรหรือ" ท่านนบีตอบว่า "นี่คือศาสนาของอัลลอฮฺ ฉันขอเชิญชวนเจ้าสู่ศาสนานี้ อัลลอฮฺคือพระเจ้าองค์เดียว ไม่มีภาคีใด ๆ ในพระองค์ ฉันเชิญชวนเจ้าให้ศรัทธาในอัลลอฮฺ ผู้ทรงเอกะและไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน..."

อาลีตอบว่า "ฉันขอปรึกษาบิดาก่อน" ท่านนบีจึงกล่าวว่า "หากเจ้าไม่ต้องการนับถืออิสลาม ก็อย่าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง"

รุ่งเช้าวันต่อมา ท่านอาลีได้มาพบท่านนบีและกล่าวว่า "โอ้ ท่านศาสดาของอัลลอฮฺ โปรดสอนอิสลามให้ฉันด้วยเถิด" แล้วเขาก็ได้เข้ารับอิสลาม4 อาลีเป็นมุสลิมคนที่สาม การเสียสละที่อาลีได้ทำเพื่อท่านนบีและการที่ท่านยอมสละตนเพื่อท่านนบีนั้น สูงส่งเกินกว่าจะพรรณนาได้

ซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮฺ ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เข้ารับอิสลามในยุคแรก เขาได้รับเกียรติให้เป็นมุสลิมคนที่สี่ต่อจากท่านหญิงคอดีญะฮฺ, ท่านอบูบักร และท่านอาลี และนับเป็นทาสที่ได้รับอิสรภาพคนแรกที่รับอิสลาม ภรรยาของเขา อุมมุ อัยมัน ก็เข้ารับอิสลามพร้อมกับเขาด้วย5

หลังจากที่ท่านอบูบักรเข้ารับอิสลามแล้ว เขารีบไปชักชวนเพื่อนสนิทให้หันมานับถืออิสลามด้วย บุคคลสำคัญเหล่านั้นล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงในหมู่เศาะฮาบะฮฺ (สาวก) และมีฐานะระดับสูงในเผ่าของตน6 ได้แก่ ท่านอุษมาน อิบนุ อัฟฟาน ท่านฏ็อลหะฮฺ อิบนุ อุบัยดุลลอฮฺ ท่านซุบัยร์ อิบนุ อัลเอาวาม ท่านอับดุรเราะห์มาน อิบนุ เอาฟ์ และท่านสะอ์ดฺ อิบนุ อะบี วักกอศ ทั้งแปดคนนี้ที่เข้ารับอิสลามหลังจากท่านหญิงคอดีญะฮฺ ได้รับการขนานนามว่า "ซาบิกูน อัล-อิสลาม" หรือ มุสลิมกลุ่มแรก

ท่านอุษมานเล่าถึงการเข้ารับอิสลามของเขาว่า "ข้าพเจ้ามีป้าทางมารดาที่เป็นหมอทำนาย วันหนึ่งข้าพเจ้าไปเยี่ยมนาง ป้ากล่าวกับข้าพเจ้าว่า 'หลานเอ๋ย เจ้าจะได้แต่งงานกับหญิงผู้หนึ่ง ซึ่งเจ้าจะไม่มีภรรยาก่อนนาง และนางก็จะไม่มีสามีก่อนเจ้า นางจะเป็นหญิงงาม มีศรัทธามั่นคง และเป็นธิดาของศาสดาผู้ยิ่งใหญ่' ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจกับคำทำนายนี้ แล้วป้าก็กล่าวต่อว่า 'มีศาสดาท่านหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว วะฮีย์ได้ถูกประทานลงมาจากฟากฟ้า' ข้าพเจ้าจึงถามว่า 'ป้าครับ ยังไม่มีใครในเมืองนี้ได้ยินเรื่องนี้เลย ช่วยอธิบายให้ชัดเจนหน่อยได้ไหม' ป้าตอบว่า 'การเป็นศาสดาได้ถูกประทานแก่มุฮัมมัด บุตรของอับดุลลอฮฺ ท่านกำลังเชิญชวนผู้คนสู่ศาสนา และในไม่ช้าโลกนี้จะสว่างไสวด้วยแสงแห่งศาสนาของท่าน ผู้ที่ต่อต้านจะพบจุดจบอันน่าเศร้า'

คำพูดของป้าทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสะเทือนใจและใคร่ครวญอยู่หลายวัน ข้าพเจ้าเป็นสหายสนิทกับท่านอบูบักร เราแทบจะไม่เคยห่างกันเลย สองวันต่อมา ข้าพเจ้าจึงไปพบท่านอบูบักรและเล่าคำทำนายของป้าให้ฟัง ท่านอบูบักรกล่าวว่า 'โอ้ อุษมาน ท่านเป็นคนหลักแหลม ลองไตร่ตรองดูเถิดว่า หินที่ไม่อาจมองเห็น ไม่อาจได้ยิน และไม่มีคุณหรือโทษใด ๆ เลยนั้น จะสมควรเป็นพระเจ้าหรือไม่' ข้าพเจ้าตอบว่า 'ท่านพูดถูก คำของป้าคงเป็นความจริง'"

หลังจากที่ท่านอบูบักรอธิบายหลักการของศาสนาอิสลามให้ฟัง ท่านก็พาข้าพเจ้าไปพบท่านนบี ศาสดาของทั้งมนุษย์และญิน ท่านนบีกล่าวกับข้าพเจ้าว่า "โอ้ อุษมาน พระผู้เป็นเจ้าทรงเชิญท่านให้เป็นแขกในสวรรค์ จงตอบรับคำเชิญนี้เถิด ข้าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำทางมนุษยชาติทั้งมวลสู่ทางที่เที่ยงตรง" ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจในวาจาอันเปี่ยมเมตตาและรอยยิ้มอันเปล่งประกายของท่านนบียิ่งนัก จึงกล่าวปฏิญาณตนเข้ารับอิสลามว่า "อัชฮะดู อัน ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะ อัชฮะดู อันนะ มุฮัมมะดัน อับดุฮู วะ รอซูลุฮฺ" (ข้าขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และข้าขอปฏิญาณว่ามุฮัมมัดเป็นบ่าวและศาสดาของพระองค์) ในช่วงสามปีแรกของการเป็นศาสดา ท่านนบีเผยแผ่ศาสนาอิสลามอย่างลับ ๆ ผู้คนเริ่มเข้ารับอิสลามทีละคนสองคน จนกระทั่งในช่วงเวลานั้นมีเพียงสามสิบคนเท่านั้นที่เป็นมุสลิม พวกเขาต้องละหมาดอยู่ในบ้านอย่างเงียบ ๆ และท่องจำโองการจากคัมภีร์อัล-กุรอานที่ถูกประทานลงมาอย่างลับ ๆ