นบีที่รัก

ภาคที่สอง
ชีวิตในหลุมฝังศพ

"อย่าได้คิดว่าบรรดาผู้ที่ถูกสังหารในหนทางของอัลลอฮฺนั้นตายแล้ว แท้จริงพวกเขายังมีชีวิตอยู่ ณ ข้างพระผู้อภิบาลของพวกเขา และได้รับปัจจัยยังชีพเป็นอย่างดี"
ซูเราะฮ์อาละอิมรอน อายะฮ์ 169

ท่านนบียังมีชีวิตอยู่ในหลุมฝังศพของท่าน

บรรดานบีมีชีวิตอยู่ในหลุมฝังศพของพวกเขา ด้วยชีวิตในลักษณะที่เราไม่อาจล่วงรู้ได้ เอาลิยาอ์ (บรรดาผู้ที่อัลลอฮฺทรงรัก) และบรรดาชะฮีดก็มีชีวิตอยู่ในหลุมฝังศพของพวกเขาเช่นกัน การมีชีวิตของพวกเขามิใช่เพียงถ้อยคำ หากแต่เป็นการมีชีวิตจริง ดังที่ได้ประกาศไว้ในอายะฮ์อัล-กะรีมะฮ์ที่ 169 แห่งซูเราะฮ์อาละอิมรอน โดยใจความว่า "อย่าได้คิดว่าบรรดาผู้ที่ถูกสังหารในหนทางของอัลลอฮฺนั้นตายแล้ว แท้จริงพวกเขายังมีชีวิตอยู่ ณ ข้างพระผู้อภิบาลของพวกเขา และได้รับปัจจัยยังชีพเป็นอย่างดี"

อายะฮ์อัล-กะรีมะฮ์นี้ยืนยันว่าบรรดาชะฮีดมีชีวิตอยู่ และบรรดานบีย่อมอยู่ในฐานะที่สูงส่งและประเสริฐยิ่งกว่าชะฮีดอย่างแน่นอน

ตามทัศนะของนักปราชญ์อิสลาม บรรดานบีทุกท่านเสียชีวิตในฐานะชะฮีด ในช่วงอาการป่วยครั้งสุดท้าย ท่านรอซูล กล่าวว่า "ฉันยังคงรู้สึกถึงความเจ็บปวดจากอาหารที่ฉันกินที่ค็อยบัร"1หะดีษนี้แสดงว่า ท่านรอซูล เสียชีวิตในฐานะชะฮีด ดังนั้น จากข้อนี้จึงเข้าใจได้ว่า ท่านนบี มีชีวิตอยู่ในหลุมฝังศพของท่าน เช่นเดียวกับชะฮีดทั้งหลาย

ในหะดีษที่รายงานในหนังสือ "บุคอรี" และ "มุสลิม" ระบุว่า "ในคืนแห่งมิอ์รอจ ฉันได้ผ่านหลุมฝังศพของมูซา ('อะลัยฮิส-สลาม) และเขากำลังทำการละหมาดในท่ายืนอยู่ในหลุมฝังศพของเขา"2

ในหะดีษอีกบทหนึ่ง ระบุว่า "อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงห้ามผืนดินมิให้ย่อยสลายร่างกายของบรรดานบี"3 นักปราชญ์มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าข้อความนี้เป็นความจริง และมีบันทึกไว้ใน "บุคอรี" และ "มุสลิม" ว่า "อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงรวบรวมบรรดานบีทั้งหมดมายัง ท่านนบี ของเราในคืนแห่งมิอ์รอจ และท่านได้เป็นอิหม่ามนำพวกเขาละหมาดสองร็อกอะฮ์"

การละหมาดประกอบด้วยการรุกูอฺ (ก้ม) และสุญูด (กราบ) รายงานข้างต้นจึงบ่งชี้ว่าพวกท่านประกอบการละหมาดด้วยร่างกายและในสภาพที่มีชีวิต การที่มูซา 'อะลัยฮิส-สลาม ทำการละหมาดอยู่ในหลุมฝังศพของเขาก็ยืนยันความหมายนี้เช่นกัน

ในหะดีษซึ่งอยู่ท้ายบทมิอ์รอจในหนังสือ "มิชกาต" และรายงานโดยอบูฮุร็อยเราะฮ์ จากหนังสือของมุสลิม ระบุว่า "อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงให้ฉันเห็น มูซา ('อะลัยฮิส-สลาม) กำลังทำการละหมาดในท่ายืน เขามีรูปร่างผอม ผมไม่ยุ่งและไม่ยาวรุงรัง เขาคล้ายชายหนุ่มจากเผ่าชะนะอะฮ์ และอีซา ('อะลัยฮิส-สลาม) มีลักษณะคล้ายอุรวะฮ์ อิบนุ มัสอูด อัศ-สะกอฟี"4
คำว่า "ชะนะอะฮ์" เป็นชื่อของสองเผ่าในเยเมน

หะดีษ อัช-ชะรีฟเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า บรรดานบีมีชีวิตอยู่กับพระผู้อภิบาลของพวกท่าน ร่างกายของพวกท่านได้กลายเป็นกายละเอียดเช่นเดียวกับวิญญาณ ไม่หนาแน่นและไม่เป็นวัตถุหยาบ พวกท่านสามารถปรากฏได้ทั้งในโลกวัตถุและโลกเร้นลับ

ด้วยเหตุนี้ บรรดานบีจึงสามารถถูกเห็นได้ทั้งด้วยวิญญาณและร่างกาย มีการระบุในหะดีษ อัช-ชะรีฟว่ามูซาและอีซา 'อะลัยฮิมัส-สลาม กำลังทำศอลาต การทำศอลาตหมายถึงการเคลื่อนไหวหลากหลายประการ ซึ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้กระทำด้วยร่างกาย มิใช่ด้วยวิญญาณเพียงอย่างเดียว ถ้อยคำของ ท่านนบี ที่ว่า "ฉันเห็นว่าเขามีรูปร่างปานกลาง มีเนื้อหนังเพียงเล็กน้อย และผมถูกรวบขึ้น" แสดงว่าท่านเห็นร่างกายของมูซา 'อะลัยฮิส-สลาม มิใช่วิญญาณของเขา

อิหม่ามอัล-บัยฮะกี กล่าวว่า "หลังจากบรรดานบีถูกฝังในหลุมฝังศพ วิญญาณของพวกท่านจะถูกส่งกลับคืนสู่ร่างกาย เราไม่อาจเห็นพวกท่านได้ พวกท่านจะเร้นลับเช่นเดียวกับมะลาอิกะฮฺ เฉพาะผู้ที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ประทานกะรอมะฮ์ (ปรากฏการณ์เหนือกฎเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นผ่านเอาลิยาอ์ของอุมมะฮ์บรรดานบี) เท่านั้นที่สามารถเห็นพวกท่านได้"
อิหม่ามอัส-สุยูฏีก็กล่าวในทำนองเดียวกัน

มีผู้คนจำนวนมากได้ยินหลายครั้งว่ามีการตอบรับคำสลามจากหลุมฝังศพของ ท่านนบี และยังได้ยินหลายครั้งเช่นกันว่ามีการตอบรับคำสลามจากหลุมฝังศพอื่น ๆ

ในหะดีษระบุว่า "เมื่อมีผู้หนึ่งกล่าวสลามต่อฉัน อัลลอฮฺ ตะอาลา จะทรงส่งวิญญาณของฉันกลับคืนสู่ร่างกายของฉัน และฉันจะตอบรับสลามนั้น"5

อิหม่ามอัส-สุยูฏีกล่าวว่า "รอซูลุลลอฮฺกำลังจดจ่ออยู่กับการชื่นชมญะมาล อัล-อิลาฮี (ความงามของอัลลอฮฺ ตะอาลา) จนลืมความรู้สึกของร่างกาย เมื่อมุสลิมคนหนึ่งกล่าวสลามต่อท่าน วิญญาณอันจำเริญของ ท่านนบี จะออกจากสภาวะนั้น และกลับมารับรู้ด้วยประสาทสัมผัสของร่างกาย มีผู้คนจำนวนหนึ่งในโลกนี้ที่อยู่ในสภาพคล้ายกัน ผู้ที่หมกมุ่นอยู่กับความคิดเรื่องดุนยา หรืออาคิเราะฮ์ ย่อมไม่ได้ยินสิ่งที่กล่าวอยู่ข้าง ๆ เขา แล้วจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้ซึ่งจดจ่ออยู่กับญะมาล อัล-อิลาฮี จะได้ยินเสียง"

กอฎีย์อิยาด รายงานไว้ในหนังสือ "ชิฟาอ์" จากคำบอกเล่าของสุลัยมาน อิบนุ สุฮัยม์ว่า "คืนหนึ่งฉันเห็น ท่านนบี ผู้เป็นฟัครุลกออินาตในความฝัน และฉันถามท่านว่า 'โอ้รอซูลุลลอฮฺ ท่านทราบถึงคำสลามของผู้ที่มาหาท่านและกล่าวสลามหรือไม่' ท่านตอบว่า "ใช่ ฉันทราบ ฉันรับรู้คำสลามของพวกเขา และตอบรับมัน'"

มีหะดีษจำนวนมากที่ระบุว่าบรรดานบี ('อะลัยฮิมุศ-ซอละวาตุ วัต-ตัสลีมาติ) มีชีวิตอยู่ในหลุมฝังศพของพวกท่าน และหะดีษเหล่านี้ช่วยเสริมความหนักแน่นซึ่งกันและกัน ตัวอย่างเช่น
"ฉันจะได้ยินซอละวาตที่ถูกกล่าวต่อฉัน ณ ข้างหลุมฝังศพของฉัน และฉันจะได้รับแจ้งถึงซอละวาตที่ถูกกล่าวจากที่ไกล"

หะดีษนี้รายงานโดยอบูบักร อิบนุ อบี ชัยบะฮ์ และหะดีษในทำนองเดียวกันนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือของอิหม่ามหะดีษผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหก

ในหะดีษที่รายงานโดยอิบนุ อบีด-ดุนยา จาก ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส ระบุว่า
"เมื่อบุคคลหนึ่งไปเยี่ยมหลุมฝังศพของผู้ที่เขารู้จัก และกล่าวสลาม ผู้ตายจะจำเขาได้และตอบรับ หากเขากล่าวสลามต่อผู้ตายที่เขาไม่รู้จัก ผู้ตายจะยินดีและตอบรับเช่นกัน"

หากมีคำถามว่า ท่านรอซูล ตอบรับคำสลามของผู้ที่ส่งซอละวาตและสลามจากทั่วโลกในเวลาเดียวกันได้อย่างไร คำตอบคือ เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันที่ส่องแสงไปยังนครนับพันในคราวเดียว

"ผู้ใดเห็นฉันในความฝัน
ก็ประหนึ่งว่าเขาได้เห็นฉันในยามตื่น"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

อิบรอฮีม อิบนุ บิชัร กล่าวว่า "หลังจากฉันประกอบฮัจญ์แล้ว ฉันไปยังมะดีนะฮ์เพื่อเยี่ยมหลุมฝังศพอันจำเริญของ ท่านนบี ฉันกล่าวสลามต่อหน้าฮุจเราะฮ์ อัส-สะอาดะฮ์ (หลุมฝังศพอันจำเริญของ ท่านนบี) และฉันได้ยินคำตอบว่า 'วะอะลัยกัส-สลาม'"

ในหะดีษบทหนึ่ง ระบุว่า "หลังจากการเสียชีวิตของฉัน ฉันจะรับรู้เช่นเดียวกับเมื่อฉันมีชีวิตอยู่"
และในหะดีษอีกบทหนึ่ง ท่านกล่าวว่า "บรรดานบีมีชีวิตอยู่ในหลุมฝังศพของพวกท่าน และประกอบการละหมาด"6

มีบันทึกอยู่ในตำราที่เชื่อถือได้ว่า ซัยยิดอะหมัด ริฟาอีย์ หนึ่งในเอาลิยาอ์ผู้ยิ่งใหญ่ และเอาลิยาอ์อีกหลายท่าน ได้ยินคำตอบรับเมื่อพวกเขากล่าวสลามต่อรอซูลุลลอฮฺ และอะหมัด ริฟาอีย์ยังได้รับเกียรติสูงสุดด้วยการได้จุมพิตมืออันจำเริญของ ท่านนบี

อิหม่ามอัส-สุยูฏี เขียนไว้ในหนังสือของท่านว่า "เอาลิยาอ์ผู้มีสถานะสูงเห็นบรรดานบีประหนึ่งว่าพวกท่านมิได้เสียชีวิต การที่ ท่านนบี เห็นมูซา 'อะลัยฮิส-สลาม มีชีวิตอยู่ในหลุมฝังศพของเขา เป็นมุอ์ญิซะฮ์ ส่วนการที่วะลีเห็นในลักษณะเดียวกัน เป็นกะรอมะฮ์ การไม่ศรัทธาในกะรอมะฮ์นั้นเกิดจากความไม่รู้"

ในหะดีษที่รายงานโดยอิบนุ ฮิบบาน อิบนุ มาญะฮ์ และอบูดาวูด ระบุว่า "จงกล่าวซอละวาตต่อฉันให้มากในวันศุกร์ ซอละวาตเหล่านั้นจะถูกนำมาถึงฉัน"
เมื่อมีผู้ถามว่า "หลังจากการเสียชีวิตของท่าน การซอละวาตเหล่านั้นยังถูกนำมาถึงท่านด้วยหรือไม่" ท่านตอบว่า "ผืนดินไม่ย่อยสลายร่างกายของบรรดานบี เมื่อมุสลิมกล่าวซอละวาตต่อฉัน มะลาอิกะฮฺจะมาแจ้งแก่ฉัน และกล่าวว่า 'บุตรของผู้หนึ่งจากอุมมะฮ์ของท่านได้ส่งสลามและขอดุอาให้ท่าน'"

เช่นเดียวกับที่ ท่านรอซูล เป็นความเมตตาและเป็นความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่จากอัลลอฮฺ ตะอาลา แก่บรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่านในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ หลังการเสียชีวิตของท่าน ท่านก็ยังเป็นความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่แก่ทั้งอุมมะฮ์ของท่าน ท่านคือเหตุแห่งความดีงามทั้งมวล

ในหะดีษที่รายงานโดยบากิร อิบนุ อับดุลลอฮฺ อัล-มุซะนี ท่านรอซูล กล่าวว่า "ชีวิตของฉันเป็นประโยชน์แก่พวกเจ้า พวกเจ้าพูดกับฉัน และฉันพูดกับพวกเจ้า หลังจากฉันเสียชีวิตแล้ว การตายของฉันก็ยังเป็นประโยชน์แก่พวกเจ้าเช่นกัน การงานของพวกเจ้าจะถูกนำมาแสดงแก่ฉัน เมื่อฉันเห็นการงานที่ดี ฉันจะขอบคุณอัลลอฮฺ ตะอาลา และเมื่อฉันเห็นการงานที่ไม่ดี ฉันจะขออภัยและขอการอภัยโทษให้แก่พวกเจ้า"7

กุซาม อิบนุ อับบาส ได้รับเกียรติให้รับใช้ในพิธีฝังศพของ ท่านรอซูล เมื่อการปฏิบัติภายในหลุมฝังศพเสร็จสิ้น เขาเป็นผู้สุดท้ายที่ออกมา และกล่าวว่า "ฉันเป็นคนสุดท้ายที่ได้เห็นใบหน้าอันจำเริญของรอซูลุลลอฮฺ ริมฝีปากอันจำเริญของท่านกำลังขยับอยู่ในหลุมฝังศพ ฉันก้มลงและตั้งใจฟัง ท่านกำลังกล่าวว่า 'โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน อุมมะฮ์ของฉัน โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน อุมมะฮ์ของฉัน'"8

การได้เห็นรอซูลุลลอฮฺ

ประเด็นว่าท่านรอซูลุลลอฮฺสามารถถูกเห็นได้ในขณะหลับหรือในขณะตื่นหรือไม่ และหากสามารถเห็นได้ สิ่งที่ปรากฏนั้นเป็นตัวท่านจริง หรือเป็นเพียงภาพที่คล้ายกับท่าน เป็นเรื่องที่บรรดาอุละมาอ์ได้กล่าวถึงและให้คำตอบไว้หลากหลาย

นอกเหนือจากมติเอกฉันท์ที่ว่า ท่านยังมีชีวิตอยู่ในหลุมฝังศพของท่านแล้ว อุละมาอ์ส่วนใหญ่กล่าวว่า สามารถเห็นท่านได้จริง กรณีนี้สามารถเข้าใจได้จากหะดีษ มีการกล่าวไว้ในหะดีษว่า "ผู้ใดเห็นฉันในความฝัน ก็ประหนึ่งว่าเขาได้เห็นฉันในยามตื่น"9

ด้วยเหตุนี้เอง อิหม่ามอัน-นะวะวีย์จึงกล่าวว่า "การเห็นท่านในความฝัน คือการได้เห็นท่านจริง ๆ" และมีการกล่าวไว้ในหะดีษอีกบทหนึ่งว่า "ผู้ใดเห็นฉันในความฝัน เขาได้เห็นฉันอย่างถูกต้อง เพราะชัยฏอนไม่อาจแปลงกายเป็นฉันได้"10

อิบรอฮีม ลากอนีย์ กล่าวว่า "บรรดาอุละมาอ์ด้านหะดีษได้รายงานเป็นเอกฉันท์ว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺสามารถถูกเห็นได้ทั้งในยามตื่นและในความฝัน มีตัวอย่างมากมายสำหรับทั้งสองกรณี ขอรายงานเพียงบางส่วนดังต่อไปนี้"

มุอีนุดดีน ชัชตี มักจะไปเยี่ยมสุสานในทุกเมืองที่ท่านเดินทางไป และจะพำนักอยู่ระยะหนึ่ง เมื่อท่านเป็นที่รู้จักในเมืองนั้นแล้ว ท่านจะไม่อยู่ต่อ แต่จะจากไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่บอกกล่าว หนึ่งในการเดินทางเหล่านั้นคือการเดินทางไปยังมักกะฮฺ ท่านไปยังมักกะฮฺ อัล-มุกัรรอมะฮ์ และเยี่ยมกะอฺบะฮฺ อัล-มุอัซซอมะฮ์ ท่านพำนักอยู่ที่มักกะฮฺช่วงหนึ่ง จากนั้นจึงเดินทางไปยังมะดีนะฮ์ อัล-มุนาววะเราะฮ์

วันหนึ่ง ขณะที่ท่านกำลังเยี่ยมหลุมฝังศพอันจำเริญของท่านนบี ได้มีเสียงดังมาจากสุสานนั้นว่า "จงเรียกมุอีนุดดีน"

ผู้ดูแลสุสานจึงร้องเรียกว่า "มุอีนุดดีน" แล้วก็มีหลายเสียงตอบว่า "ใช่" ดังมาจากหลายแห่ง ผู้คนจึงถามว่า "ท่านกำลังเรียกมุอีนุดดีนคนใด ที่นี่มีชายชื่อมุอีนุดดีนหลายคน" จากนั้น ผู้ดูแลสุสานก็หันกลับไปยืนที่ประตูเราะวเฎาะฮ์ อัล-มุเฏาะฮะเราะฮ์ และได้ยินเสียงกล่าวว่า "จงเรียกมุอีนุดดีน ชัชตี" ซ้ำถึงสองครั้ง เมื่อได้รับคำสั่งนี้ ผู้ดูแลสุสานจึงประกาศต่อผู้คนที่อยู่ตรงนั้นว่า "มุอีนุดดีน ชัชตี ท่านคือบุคคลที่ถูกเรียก"

เมื่อท่านมุอีนุดดีน ชัชตี ได้ยินถ้อยคำนี้ สภาพจิตใจของเขาเปลี่ยนไปในทันที เขาร้องไห้ หลั่งน้ำตา และกล่าวซอละวาต พร้อมทั้งเดินเข้าไปใกล้หลุมฝังศพของท่านนบีด้วยความเคารพ และยืนอยู่อย่างนอบน้อม ในขณะนั้น เขาได้ยินเสียงกล่าวว่า "โอ้ กุฏบ์แห่งบรรดามัชอายิค จงเข้ามา"

ท่านนบีกล่าวว่า "เจ้าคือผู้ช่วยเหลือศาสนาของฉัน เจ้าจำเป็นต้องเดินทางไปยังอินเดีย จงไปยังอินเดีย ที่นั่นมีเมืองชื่ออัจมีร หนึ่งในบุตรหลานของฉันชื่อซัยยิดฮุซัยน์ ได้เดินทางไปที่นั่นด้วยเจตนาแห่งญิฮาดและฆอซา บัดนี้เขาได้รับสถานะชะฮีดแล้ว เมืองอัจมีรกำลังจะตกอยู่ในมือของผู้ปฏิเสธศรัทธา ด้วยกับการที่เจ้าจะไปที่นั่น และด้วยบะรอกะฮ์ของการเดินทางนี้ จะทำให้อิสลามขยายตัว และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะตกอยู่ในสภาพต่ำต้อย อ่อนแอ และไร้พลัง"

จากนั้น ท่านนบีได้มอบทับทิมผลหนึ่งให้แก่เขา และกล่าวว่า "จงมองดูทับทิมนี้ให้ดี แล้วจงดูแลระลึกให้เข้าใจว่าเจ้ากำลังจะไปที่ใด"

มุอีนุดดีน ชัชตี รับผลทับทิมที่ท่านนบีมอบให้ และมองตามที่ได้รับคำสั่ง แล้วเขาก็มองเห็นภาพของทุกสิ่งอย่างชัดเจนตั้งแต่ทิศตะวันออกจนถึงทิศตะวันตก

อะหมัด ริฟาอีย์ ได้เดินทางไปประกอบฮัจญ์ ระหว่างทางกลับ เขาได้เข้าเยี่ยมหลุมฝังศพอันจำเริญของท่านรอซูล ณ มะดีนะฮ์ อัล-มุนาววะเราะฮ์ และได้กล่าวบทกวีซึ่งมีความหมายดังนี้

ข้าพเจ้าอยู่ห่างไกล มิอาจมาจุมพิตผืนดินของท่านได้ โอ้นายของข้าพเจ้า
จึงได้ส่งดวงวิญญาณของข้าพเจ้าไปแทนตัว

บัดนี้ ข้าพเจ้าได้รับเกียรติแห่งการมาเยือนท่านแล้ว
โปรดประทานมืออันจำเริญของท่านให้ข้าพเจ้าได้จุมพิต โอ้ฮะบีบของข้าพเจ้า

"บรรดาอุละมาอ์ด้านหะดีษได้รายงานไว้โดยเป็นเอกฉันท์ว่า รอซูลุลลอฮ์สามารถถูกเห็นได้ทั้งในขณะตื่นและในความฝัน"
อิบรอฮีม ลากอนี (เราะหฺมะตุลลอฮิอะลัยฮ์)

เมื่อ อะหมัด ริฟาอีย์ กล่าวบทกวีจบ มืออันจำเริญของ ท่านนบี ผู้เป็นที่รักของเราก็ปรากฏออกมาจากหลุมฝังศพ ซัยยิดอะหมัด ริฟาอีย์ ได้จุมพิตมือของ ท่านนบี ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด ผู้ที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างเฝ้ามองเหตุการณ์ด้วยความอัศจรรย์ใจ

หลังจากจุมพิตที่มืออันจำเริญของ ท่านนบี แล้ว เขาก็เอนกายลงนอนตรงทางเข้าของเราะวเฎาะฮ์ อัล-มุเฏาะฮะเราะฮ์ พร้อมกับร่ำไห้และวิงวอนผู้ที่อยู่ตรงนั้นว่า "ขอพวกท่านเหยียบผ่านฉันไปเถิด" บรรดานักปราชญ์จึงต้องออกไปทางประตูอื่น เหตุการณ์นี้เป็นกะรอมะฮ์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และถูกเล่าต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

อิบนุ อาบิดีน เป็นที่เลื่องลือในเรื่องความเคร่งครัด และมีเรื่องราวกะรอมะฮ์กับเกร็ดต่าง ๆ เกี่ยวกับเขามากมาย เขาสามารถเห็น ท่านรอซูลุลลอฮฺ ด้วยตาของตัวเองระหว่างการละหมาดทั้งห้าเวลา ขณะอ่านตะฮิยยาต (ดุอาที่ขึ้นต้นด้วย "อัต-ตะฮิยยาตุ ลิลลาฮิ..." ซึ่งอ่านในท่านั่งของการละหมาด) หากครั้งใดไม่สามารถเห็นได้ เขาจะทำการละหมาดนั้นใหม่อีกครั้ง

หนึ่งในนักปราชญ์อิสลามผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ อิหม่าม อัร-รับบานี อะหมัด ฟารูกี ซัรฮันดี ผู้เป็นมุญัดดิด (ผู้ฟื้นฟูและเสริมความมั่นคงให้แก่อิสลาม) แห่งสหัสวรรษที่สอง ได้กล่าวว่า
"ในช่วงวันท้าย ๆ ของเดือนรอมฎอน สภาวะอันงดงามยิ่งได้ปรากฏขึ้น ฉันนอนอยู่บนเตียง ดวงตาของฉันปิดอยู่ แล้วฉันรู้สึกว่ามีผู้หนึ่งเข้ามาและนั่งลงบนเตียงของฉัน สิ่งที่ฉันเห็นนั้นคืออะไร เป็นนายและผู้นำของผู้มาก่อนและผู้มาภายหลัง ฉันรีบตั้งสติในทันที ท่านกล่าวว่า 'ฉันมาที่นี่เพื่อเขียนอิญาซะฮ์ (การอนุญาต) ให้แก่เจ้า ฉันไม่เคยเขียนอิญาซะฮ์เช่นนี้ให้แก่ผู้ใดมาก่อน'
ฉันเห็นว่าในข้อความของอิญาซะฮ์นั้น มีการบันทึกความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ของโลกนี้ไว้ และด้านหลังยังมีการบันทึกพรอันมากมายของโลกหน้าอีกด้วย"

อับดุลกอดิร อัล-ญัยลานี ได้ถ่ายทอดไว้ในหนังสือ "กุนยะฮ์" ของท่าน จาก ท่านอิบรอฮีม ตะมีมี ว่า

คอดิร 'อะลัยฮิส-สลาม กล่าวกับฉันว่า "หากเจ้าต้องการเห็นรอซูลุลลอฮฺในความฝัน หลังจากทำการละหมาดมักริบแล้ว เจ้าควรลุกขึ้น โดยไม่พูดคุยกับผู้ใดจนถึงวักตูอิชาอ์ และให้ทำการละหมาดอาววาบีน โดยให้กล่าวสลามทุก ๆ สองร็อกอะฮ์
ในทุก ๆ ร็อกอะฮ์ ให้เจ้าอ่านฮัมด์ คือซูเราะฮ์อัล-ฟาติหะฮ์ หนึ่งครั้ง และซูเราะฮ์อัล-อิคลาศ เจ็ดครั้ง หลังจากทำการละหมาดอิชาอ์ร่วมกับญะมาอะฮ์แล้ว ให้เจ้ากลับบ้านและละหมาดวิตรฺ
ก่อนเข้านอน ให้ละหมาดสองร็อกอะฮ์ และอ่านซูเราะฮ์ฮัมด์และอัล-อิคลาศ เจ็ดครั้งในแต่ละร็อกอะฮ์
หลังจากละหมาด ให้ทำสุญูด และขออภัยโทษจากอัลลอฮฺ ตะอาลา เจ็ดครั้ง คือกล่าวอิสติฆฟาร และกล่าวเจ็ดครั้งว่า 'ซุบฮานัลลอฮิ วัลฮัมดุลิลลาฮิ วะลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮุ วัลลอฮุ อักบัร วะลาเฮาละ วะลากูวะตะ อิลลา บิลลาฮิล อาลียิล อะซีม' จากนั้นให้ยกศีรษะขึ้นจากสุญูด นั่งลง ยกมือขึ้น และกล่าวว่า 'ยา ฮัยยู ยา ก็อยยูม ยา ซัล ญะลาลิ วัล อิกรอม ยา อิลาฮัล อาววะลีน วัล อาคิรีน วะยา เราะห์มานัด-ดุนยา วัล อาคิเราะฮ์ วะเราะฮิมะฮุมา ยา ร็อบบี ยา ร็อบบี ยา ร็อบบี ยา อัลลอฮฺ ยา อัลลอฮฺ ยา อัลลอฮฺ' แล้วให้เจ้าลุกขึ้น ยืนอ่านดุอาบทเดียวกันอีกครั้ง จากนั้นสุญูดและอ่านดุอาบทเดียวกันอีก เมื่อเสร็จแล้ว ให้ยกศีรษะจากสุญูด หันหน้าไปทางกิบละฮ์ และเอนกายนอนในท่าที่เจ้าต้องการ จนกว่าจะหลับ ให้กล่าวซอละวาตต่อ ท่านนบี ของเราอยู่ตลอดเวลา"

ฉันเอ่ยขึ้นว่า "ท่านโปรดบอกฉันเถิดว่า ท่านได้เรียนรู้ดุอานี้มาจากผู้ใด"
คอดิร 'อะลัยฮิส-สลาม ถามว่า "เจ้าไม่เชื่อฉันหรือ"
ฉันตอบว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ผู้ทรงส่งมุฮัมมัด 'อะลัยฮิส-สลาม มาเป็นนบีอย่างแท้จริง ฉันเชื่อท่าน"

คอดิร 'อะลัยฮิส-สลาม กล่าวว่า "ฉันอยู่ในที่ประชุมที่ ท่านรอซูล สอนและแนะนำดุอาบทนี้ ฉันได้เรียนรู้ดุอานี้จากผู้ที่ท่านสอน"

ฉันได้ปฏิบัติตามทุกอย่างที่ คอดิร 'อะลัยฮิส-สลาม กล่าวไว้ เมื่อฉันเริ่มกล่าวซอละวาตต่อ ท่านนบี บนที่นอน ด้วยความปลื้มปีติจากการเฝ้ารอที่จะได้เห็น ท่านนบี ฉันไม่อาจนอนหลับได้ และตื่นอยู่อย่างนั้นจนถึงรุ่งเช้า

ฉันละหมาดฟัจรฺ และนั่งอยู่จนดวงอาทิตย์ขึ้น จากนั้นฉันละหมาดฎุฮา คือการละหมาดช่วงสาย และกล่าวกับตนเองว่า "หากฉันยังมีชีวิตอยู่ในค่ำวันนี้ ฉันจะทำเช่นเดียวกับเมื่อคืนที่ผ่านมา"

ในขณะนั้นเอง ฉันก็เผลอหลับไป ในความฝัน มะลาอิกะฮฺได้มารับฉันและพาไปยังสวรรค์ ที่นั่นฉันเห็นปราสาทและคฤหาสน์ที่สร้างด้วยทับทิม มรกต และไข่มุก และเห็นแม่น้ำแห่งน้ำผึ้ง น้ำนม และเครื่องดื่มแห่งสวรรค์

ฉันถามมะลาอิกะฮฺที่พาฉันไปสวรรค์ว่า "คฤหาสน์นั้นเป็นของใครหรือ" พวกเขาตอบว่า "เป็นของผู้ที่ปฏิบัติการงานเช่นที่เจ้าทำ"
พวกเขาไม่ได้พาฉันออกจากสวนสวรรค์ จนกระทั่งให้ฉันได้ลิ้มอาหารและดื่มเครื่องดื่มแห่งสวรรค์ จากนั้นจึงพาฉันออกจากสวรรค์ และนำฉันกลับมายังสถานที่ที่ฉันอยู่เดิม

แล้ว ท่านรอซูล ก็ปรากฏแก่ฉัน โดยมีบรรดานบีเจ็ดสิบท่าน และแถวมะลาอิกะฮฺเจ็ดสิบแถวอยู่เคียงข้าง ระยะห่างระหว่างแต่ละแถวกว้างเท่าระยะระหว่างตะวันออกและตะวันตก ท่านได้กล่าวสลามแก่ฉัน และจับมือของฉันไว้ ในขณะนั้น ฉันกล่าวว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ คอดิร 'อะลัยฮิส-สลาม บอกฉันว่า เขาได้ยินหะดีษนี้จากท่าน"
ท่านนบี กล่าวว่า "คอดิรพูดความจริง สิ่งที่เขากล่าวนั้นเป็นความจริง ค็อดิรเป็นผู้ที่มีความรู้มากที่สุดบนแผ่นดิน เขาเป็นผู้นำของบรรดาอับดาล (กลุ่มหนึ่งของเอาลิยาอ์) และเป็นหนึ่งในกองทหารของอัลลอฮฺบนแผ่นดินนี้"

แล้วฉันจึงถามว่า"โอ้รอซูลุลลอฮฺ ยังมีรางวัลอื่นใดอีกหรือไม่ นอกเหนือจากสิ่งที่ฉันได้เห็นอยู่ที่นี่ สำหรับผู้ที่ปฏิบัติการงานนี้"
ท่านกล่าวว่า "จะมีรางวัลใดเล่าที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่เจ้าได้เห็น และสิ่งที่ถูกประทานแก่เจ้าแล้ว เจ้าได้เห็นที่อยู่และสถานะของเจ้าในสวรรค์ ได้กินผลไม้แห่งสวรรค์ และดื่มเครื่องดื่มแห่งสวรรค์ ได้เห็นมะลาอิกะฮฺและบรรดานบีอยู่ร่วมกับฉัน และเจ้าได้เห็นฮูรสวรรค์"

ฉันถามว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ แล้วผู้ที่ปฏิบัติการงานเช่นเดียวกับที่ฉันทำ แต่ไม่ได้เห็นสิ่งที่ฉันเห็นในความฝัน จะได้รับสิ่งเดียวกับที่ฉันได้รับหรือไม่"
ท่านกล่าวว่า "ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ผู้ทรงส่งฉันมาเป็นนบีโดยสัจจริงว่า บาปใหญ่ของผู้นั้นจะถูกอภัยโทษ พระพิโรธของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่มีต่อเขาจะถูกยกออกไป ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ผู้ทรงส่งฉันมาเป็นนบีด้วยความสัจจริงว่า สิ่งที่ถูกประทานแก่เจ้า จะถูกประทานแก่ผู้ที่ปฏิบัติการงานนี้เช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่ได้เห็นสิ่งที่เจ้าเห็นในความฝันก็ตาม และจะมีเสียงหนึ่งจากฟากฟ้ากล่าวว่า อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงอภัยโทษแก่ผู้ที่ปฏิบัติการงานนี้ และแก่อุมมะฮ์ของมุฮัมมัดตั้งแต่ตะวันออกจรดตะวันตก"

"หากผู้ใดเดินทางมาเยี่ยมฉัน โดยไม่มีเจตนาอื่นใด เขาจะสมควรได้รับชะฟาอะฮ์ของฉันในวันกิยามะฮ์"
หะดีษอัช-ชะรีฟ

ฉันถามว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ แล้วผู้นั้นจะได้รับความโปรดปรานเช่นเดียวกับฉันหรือไม่ ในเมื่อฉันได้เห็นใบหน้าของท่านและสวรรค์"
ท่านกล่าวว่า "ใช่ สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดจะถูกประทานให้"

เมื่อฉันถามว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ จะเป็นการเหมาะสมหรือไม่ที่จะสอนดุอาบทนี้แก่บรรดาผู้ศรัทธาทั้งชายและหญิง และบอกพวกเขาถึงผลบุญของมัน"
ท่านตอบว่า "ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ผู้ทรงส่งฉันมาเป็นนบีโดยสัจจริงว่า จะไม่มีผู้ใดปฏิบัติการงานนี้ นอกจากผู้ที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงสร้างให้เป็นผู้มีความจำเริญ"

ผู้ใดเห็นนบีมุฮัมมัด 'อะลัยฮิส-สลาม ในรูปลักษณ์ที่แท้จริงของท่านในความฝัน ถือว่าผู้นั้นได้พบกับท่านจริง ๆ เพราะชัยฏอนไม่อาจแปลงกายเป็นรูปลักษณ์ของท่านได้ แต่ชัยฏอนสามารถปรากฏในรูปลักษณ์อื่นได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ที่ไม่รู้จักรอซูลุลลอฮฺอย่างแท้จริงที่จะแยกแยะได้

นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่า "การเห็นนบีของเราในความฝัน แม้จะอยู่ในรูปลักษณ์อื่น ก็ยังนับว่าเป็นการได้เห็นท่าน แต่อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นสัญญาณของความบกพร่องทางศาสนาของผู้นั้น ผู้ใดเห็นท่านนบีในรูปลักษณ์ที่แท้จริงของท่านในความฝัน และเสียชีวิตในฐานะมุสลิม ผู้นั้นจะเข้าสวรรค์"

อบูฮุร็อยเราะฮ์ รายงานหะดีษจากท่านนบีว่า "หากผู้หนึ่งละหมาดสองร็อกอะฮ์ในคืนวันศุกร์ อ่านอัล-ฟาติหะฮ์และอายะฮ์อัล-กุรซีย์อย่างละหนึ่งครั้ง และอ่านซูเราะฮ์อัล-อิคลาศสิบห้าครั้งในแต่ละร็อกอะฮ์ และหลังจากละหมาดแล้วกล่าวว่า 'อัลลอฮฺมมะ ศ็อลลิ อะลา มุฮัมมะดิน นะบียิล อุมมีย์' หนึ่งพันครั้ง เขาจะเห็นฉันในความฝันก่อนถึงวันศุกร์ถัดไป บาปทั้งหมดของเขา ทั้งที่ผ่านมาและที่จะมาถึง จะถูกอภัยโทษ สวรรค์เป็นของผู้ที่ได้เห็นฉัน"

การเยี่ยมหลุมฝังศพอันทรงเกียรติของท่านนบี

ท่านนบี ผู้เป็นฟัครุลกออินาต กล่าวว่า "ผู้ใดมาเยี่ยมฉันหลังจากการเสียชีวิตของฉัน ก็ประหนึ่งว่าเขาได้มาเยี่ยมฉันในขณะที่ฉันยังมีชีวิตอยู่"

และท่านกล่าวไว้ในหะดีษซึ่งรายงานในหนังสือ "มิรอาต อัล-มะดีนะฮ์" ว่า "เป็นหน้าที่ของฉันที่จะขอชะฟาอะฮ์ให้แก่ผู้ที่มาเยี่ยมหลุมฝังศพของฉัน" หะดีษนี้ถ่ายทอดโดย อิบนุ คุซัยมะฮ์ บัซซาร ดารอกุฏนี และฏ็อบรอนีย์ (เราะฮิมะฮุมุลลอฮ์)

ในหะดีษอีกบทหนึ่งที่รายงานโดยบัซซาร ระบุว่า "ชะฟาอะฮ์ของฉันได้ถูกอนุญาตแก่ผู้ที่มาเยี่ยมหลุมฝังศพของฉัน"

และในหะดีษที่รายงานในหนังสือ "มุสลิม" และในหนังสือ "มุอฺญัม" ของอบูบักร อิบนุ มักการี ระบุว่า "หากผู้ใดเดินทางมาเยี่ยมฉัน โดยไม่มีเจตนาอื่นใด เขาจะสมควรได้รับชะฟาอะฮ์ของฉันในวันกิยามะฮ์" หะดีษนี้แจ้งให้เราทราบว่า ท่านนบีจะขอชะฟาอะฮ์ให้แก่ผู้ที่เดินทางไปมะดีนะฮ์เพื่อเยี่ยมท่าน

จงระวังการล่วงเกิน ที่นี่คือสถานที่ของผู้เป็นที่รักของอัลลอฮฺ
ที่ซึ่งสายพระเนตรแห่งพระองค์ทอดมาถึง นี่คือมะกอม อัล-มุสตอฟา

จันทร์เสี้ยวบนฟากฟ้า คือผู้หลงรักอันโศกเศร้าต่อประตูแห่งสลามของท่าน
จากนูรของเปลวเทียนนั้น กลุ่มดาวคู่ก็พลันปรากฏ

ที่นี่คือที่พักพิงของผู้เป็นที่รักของญะนาบ อัล-ฮักก์
คุณค่าของมันสูงส่งยิ่งกว่าอะรัชของญะนาบ อัล-กิบรียา

ด้วยความสว่างของผืนดินนี้ ความมืดแห่งความว่างเปล่าก็สลายไป
สรรพสิ่งทั้งมวลลืมตาตื่นจากความมืดบอด ด้วยโกหรของมัน

หากเจ้าจะก้าวเข้าสู่สถานที่นี้ จงตั้งใจให้สุภาพ นาบี
ที่นี่คือที่ซึ่งมะลาอิกะฮฺมาเยือน และที่ซึ่งบรรดานบีจุมพิต

นาบี

มีหะดีษอีกบทหนึ่งที่รายงานโดย ดารอกุฏนี ระบุว่า "ผู้ใดประกอบพิธีฮัจญ์ แต่ไม่มาเยี่ยมฉัน เขาผู้นั้นได้ทำร้ายฉัน" เหตุที่ ท่านรอซูลุลลอฮฺ ทรงปรารถนาให้มีการมาเยี่ยมท่าน ก็เพื่อให้อุมมะฮ์ของท่านได้รับผลบุญ (เศาะวาบ) ในลักษณะนี้ด้วย

ด้วยเหตุนี้ บรรดานักปราชญ์ฟิกฮ์ในอดีต เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจฮัจญ์แล้ว จะเดินทางมายังมะดีนะฮ์ และจะละหมาดในมัสยิดอันทรงเกียรติ จากนั้นจึงมาเยี่ยมและรับความจำเริญด้วยการได้เห็น ราวเฎาะฮ์ อัล-มุเฏาะฮะเราะฮ์ มิมบัร อัล-มุนีร และ กอบรฺ อัช-สะอาดะฮ์ (หลุมฝังศพอันทรงเกียรติของท่านรอซูลุลลอฮฺ) ซึ่งมีเกียรติยิ่งกว่าอะรัช์ อัล-อะอ์ลา รวมถึงสถานที่ต่าง ๆ ที่ท่านเคยนั่ง เดิน และเอนพิง เสาที่ท่านเอนพิงเมื่อวะฮ์ยูลงมา และสถานที่ที่บรรดาเศาะฮาบะฮฺและตาบิอีน (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุม อัจญ์มาอีน) เคยเดินผ่าน เคยทำงานในขณะก่อสร้างและบูรณะมัสยิด และได้รับเกียรติจากการสละทรัพย์สินและทรัพย์เงินของตน

บรรดานักปราชญ์และผู้เคร่งครัดในศาสนาที่มาภายหลัง ก็ปฏิบัติตามแนวทางเดียวกับนักปราชญ์ฟิกฮ์เหล่านั้น โดยจะเดินทางมายังมะดีนะฮ์หลังจากเสร็จสิ้นพิธีฮัจญ์ จนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับในอดีต บรรดาผู้ไปประกอบฮัจญ์ก็ยังยึดถือแนวปฏิบัตินี้ เดินทางมาเยี่ยมมะดีนะฮ์ อัล-มุนาววะเราะฮ์เสมอ

อบูฮะนีฟะฮ์ ดวงตะวันแห่งบรรดานักปราชญ์อิสลาม กล่าวว่า "การไปเยี่ยมกอบรฺ อัช-สะอาดะฮ์ (หลุมฝังศพอันทรงเกียรติของท่านนบี) ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่มุสตะฮับที่มีคุณค่าสูงสุด เป็นอิบาดะฮ์ที่มีระดับใกล้เคียงกับวาญิบ"

ผู้ที่ไปเยี่ยมหลุมฝังศพอันทรงเกียรติของ ท่านรอซูลุลลอฮฺ ควรกล่าวซอละวาตให้มาก เพราะมีการระบุไว้ในหะดีษว่า ซอละวาตและสลามเหล่านี้จะถูกส่งถึงท่าน มารยาทในการเยี่ยม ท่านนบี มีดังต่อไปนี้

เมื่อเห็นเมืองมะดีนะฮ์ อัล-มุนาววะเราะฮ์ จากระยะไกล ให้กล่าวซอลาตและสลาม จากนั้นกล่าวว่า "อัลลอฮฺมมะ ฮาซา ฮะรอมุ นะบียยิกะ ฟัจอัลฮุ วิคายะตัน ลี มินัน-นาร วะอะมานัน มินัล-อะซาบ วะซูอิล-หิซาบ"

หากเป็นไปได้ ควรอาบน้ำญะนาบะฮ์ก่อนเข้าเมืองหรือเข้าไปในมัสยิด ใช้น้ำหอม สวมเสื้อผ้าใหม่และสะอาด เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นการแสดงความเคารพและให้เกียรติ ให้เข้าเมืองมะดีนะฮ์ อัล-มุนาววะเราะฮ์ ด้วยความนอบน้อม สงบ และสุขุม

หลังจากกล่าวว่า "บิสมิลลาฮิ วะอะลา มิลละติ รอซูลิลลอฮ์" ให้ท่องอายะฮ์อัล-กะรีมะฮ์ที่ 80 จากซูเราะฮ์อัล-อิสรออ์ จากนั้นกล่าวว่า "อัลลอฮฺมมะ ศ็อลลิ อะลา มุฮัมมัดิน วะอะลา อาลิ มุฮัมมัด วัฆฟิรฺ ลี ซุนูบี วัฟตะห์ ลี อับวาบะ เราะห์มะติกะ วะฟัฎลิกะ" แล้วจึงเข้าไปในมัสยิดนะบะวี

จากนั้นให้ทำการละหมาดสองร็อกอะฮ์เป็นละหมาดตะฮิยยะตุลมัสยิด ใกล้มิมบัรของ ท่านรอซูลุลลอฮฺ โดยให้เสามิมบัรอยู่ทางไหล่ขวา

"ระหว่างหลุมฝังศพของฉันกับมิมบัรของฉัน คือสวนหนึ่งจากบรรดาสวนแห่งสวรรค์ และมิมบัรของฉันอยู่เหนือบ่อน้ำของฉัน"
หะดิษ อัช-ชะรีฟ

บริเวณนี้คือสถานที่ที่ ท่านนบี เคยทำละหมาด เป็นพื้นที่ระหว่างหลุมฝังศพกับมิมบัรของท่าน และมีการกล่าวไว้ในหะดีษว่า "ระหว่างหลุมฝังศพของฉันกับมิมบัรของฉัน คือสวนหนึ่งจากบรรดาสวนแห่งสวรรค์ และมิมบัรของฉันอยู่เหนือบ่อน้ำของฉัน"11

จากนั้นให้สุญูดต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา เพื่อขอบคุณที่พระองค์ประทานโอกาสให้มาเยี่ยมหลุมฝังศพอันจำเริญของ ท่านรอซูลุลลอฮฺ เมื่อขอดุอาเสร็จแล้ว ให้ลุกขึ้นและเดินไปยัง ฮุจเราะฮ์ อัช-สะอาดะฮ์ คือหลุมฝังศพของ ท่านนบี

โดยให้ยืนด้วยใบหน้าหันไปยังใบหน้าอันจำเริญของ ท่านรอซูลุลลอฮฺ และหันหลังให้กิบละฮ์ โดยยืนห่างจากหลุมฝังศพประมาณสองเมตร ไม่เหมาะสมที่จะเข้าไปใกล้กว่านั้น ควรอยู่ในสภาวะคุชูอ์ (ความอ่อนน้อมอย่างลึกซึ้ง) และฮุดูอ์ (การยอมจำนนอย่างสมบูรณ์) ยืนด้วยความเคารพราวกับว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ และเรากำลังอยู่ต่อหน้าท่าน ตามที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงกำหนดไว้ในอัลกุรอาน

ควรรักษาความสงบและความสำรวมอยู่เสมอ เหมาะสมกว่าที่จะไม่วางมือบนผนังของกอบรฺ อันทรงเกียรติ และยืนอยู่ด้วยความเคารพในระยะที่เหมาะสม ควรยืนอยู่ราวกับอยู่ในการละหมาด

ให้จินตนาการถึงรูปลักษณ์อันจำเริญของ ท่านรอซูลุลลอฮฺ และตระหนักว่า ท่านรอซูล มองเห็นเรา ได้ยินคำพูด สลาม และดุอาของเรา และตอบรับพร้อมกล่าวอามีน เพราะ ท่านรอซูล กล่าวว่า
"เมื่อมีผู้หนึ่งกล่าวซอละวาตต่อฉัน ณ หลุมฝังศพของฉัน ฉันได้ยินเขา"

และยังมีการกล่าวไว้ในหะดีษว่า ณ หลุมฝังศพอันจำเริญของ ท่านรอซูลุลลอฮฺ มีมะลาอิกะฮฺผู้หนึ่งได้รับมอบหมายให้ถ่ายทอดสลามจากอุมมะฮ์ของท่านที่ส่งสลามมายังท่าน

จากนั้นให้กล่าวว่า "อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา ซัยยิดี ยา รอซูลุลลอฮฺ อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา นะบียัลลอฮ์ อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา ศอฟีย์ยัลลอฮ์ อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา ฮะบีบัลลอฮ์ อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา นะบียยัรเราะห์มะฮ์ อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา ชะฟีอัล-อุมมะฮ์ อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา ซัยยิดัล-มุรซะลีน อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา คอตามัน-นะบียีน

ขออัลลอฮฺ ตะอาลา ประทานผลบุญสูงสุดแก่ท่าน ฉันเป็นพยานว่าท่านได้ปฏิบัติหน้าที่แห่งการเป็นนบีอย่างครบถ้วน
ท่านได้ทำหน้าที่ของท่านแล้ว
ท่านได้ตักเตือนและแนะนำอุมมะฮ์ของท่าน
ท่านได้ทำญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ ตะอาลา จนกระทั่งจากโลกนี้ไป
ขออัลลอฮฺ ตะอาลา ประทานซอลาตและสลามแก่ท่านจนถึงวันกิยามะฮ์

โอ้รอซูลุลลอฮฺ พวกเรามาหาท่านจากดินแดนอันห่างไกล
พวกเรามาเพื่อเยี่ยมหลุมฝังศพอันจำเริญของท่าน
เพื่อชำระสิทธิของท่าน
เพื่อได้เห็นสถานที่ที่ท่านเคยกระทำ
เพื่อรับบะรอกะฮ์จากการมาเยี่ยมท่าน
และเพื่อขอให้ท่านช่วยขอชะฟาอะฮ์ให้แก่เราต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา

เพราะความบกพร่องของเราได้ทำลายเรา
บาปของเราหนักอึ้งอยู่บนบ่าของเรา
โอ้รอซูลุลลอฮฺ ท่านคือทั้งผู้ขอชะฟาอะฮ์ และผู้ที่ชะฟาอะฮ์ของท่านได้รับการตอบรับ
มะกอม มะห์มูด ได้ถูกสัญญาไว้แก่ท่านแล้ว"

นอกจากนั้น อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสไว้ในอายะฮ์อัล-กะรีมะฮ์ที่ 64 แห่งซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์ โดยใจความว่า "เราไม่ได้ส่งรอซูลใด ๆ มา นอกจากเพื่อให้เขาถูกเชื่อฟัง ด้วยพระบัญชาของอัลลอฮฺ และหากเมื่อพวกเขาได้อธรรมต่อตนเอง แล้วมาหาเจ้า ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ และหากรอซูลขออภัยโทษให้แก่พวกเขา พวกเขาจะพบว่าอัลลอฮฺทรงอภัยโทษ และทรงเมตตาอย่างยิ่ง"

พวกเราได้มาสู่สถานะอันสูงส่งของท่านแล้ว แต่เราได้อธรรมต่อตนเอง เราปรารถนาให้บาปของเราถูกอภัยโทษ

โอ้รอซูลุลลอฮฺ ขอท่านช่วยขอชะฟาอะฮ์ให้แก่เราต่ออัลลอ์ ตะอาลา
โอ้รอซูลุลลอฮฺ ขอท่านวิงวอนต่ออัลลอ์ ตะอาลา ให้ทรงรับวิญญาณของเราในขณะที่เรายังอยู่บนหนทางของท่าน ให้ทรงรวมเราไว้กับผู้ที่จะไปยังทุ่งมะฮ์ชัรพร้อมกับท่านในวันกิยามะฮ์ และให้เรามีโอกาสได้ดื่มจากบ่อของท่าน
โอ้รอซูลุลลอฮฺ พวกเราขอชะฟาอะฮ์จากท่าน

จากนั้นให้ท่องอายะฮ์อัล-กะรีมะฮ์ที่ 10 จากซูเราะฮ์อัล-หัชรฺ โดยมีใจความว่า
"…โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดอภัยโทษแก่เรา และแก่พี่น้องผู้ศรัทธาของเราที่ได้ล่วงหน้าไปก่อนเรา และอย่าได้ทรงให้มีความคับแค้นใด ๆ ในหัวใจของเราต่อบรรดาผู้ศรัทธา โอ้พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงพระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตา และความกรุณา"

จากนั้นให้ถ่ายทอดสลามจากผู้ที่ฝากสลามมา และกล่าวว่า "อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา รอซูลุลลอฮฺ บุคคลผู้นี้ปรารถนาให้ท่านเป็นผู้ขอชะฟาอะฮ์ให้แก่เขาต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา โปรดขอชะฟาอะฮ์ให้แก่เขาและมุสลิมทั้งหมด" แล้วกล่าวซอละวาตตามจำนวนที่ต้องการ

ต่อมาให้ขยับไปทางขวาอีกครึ่งเมตร ให้ตรงกับศีรษะของ อบูบักร แล้วกล่าวสลามแก่เขาว่า "อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา คอลีฟะตะ รอซูลิลลอฮ์ อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา รอฟีกะฮุ ฟิล-ฆาร อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา อะมีนะฮุ อะลัล-อัสรอร ขออัลลอฮฺ ตะอาลา ประทานผลบุญสูงสุดแก่ท่าน ในฐานะอิหม่ามของอุมมะฮ์นี้ ท่านได้เป็นคอลีฟะฮ์ของรอซูลุลลอฮฺอย่างงดงามที่สุด ท่านได้ปฏิบัติตามซุนนะฮ์อันสูงส่งของท่านนบีอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่านได้ต่อสู้กับพวกมุรตัด (ผู้ละทิ้งศาสนา) และผู้ที่ออกนอกหนทางอันเที่ยงตรง ท่านกล่าวความจริงเสมอ ท่านช่วยเหลือผู้ที่อยู่บนหนทางที่ถูกต้องจนกระทั่งจากโลกนี้ไป ขอสันติความเมตตา และความโปรดปรานของอัลลอฮฺ ตะอาลา จงมีแด่ท่าน โอ้อัลลอฮฺของเรา โปรดรับวิญญาณของเราด้วยความเมตตาของพระองค์ ในขณะที่ความรักต่อเขายังอยู่ในหัวใจของเรา และอย่าทรงทำให้การมาเยี่ยมเขาของเราเป็นสิ่งสูญเปล่า"

จากนั้นให้ขยับไปทางขวาอีกครึ่งเมตร ให้ตรงกับหลุมฝังศพของ อุมัร แล้วกล่าวสลามแก่เขาว่า "อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา อะมีรุล-มุอ์มินีน อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา มุซฮิรุล-อิสลาม อัสสะลามุ อะลัยกะ ยา มุกสิรุล-อัสนาม ขออัลลอฮฺ ตะอาลา ประทานผลบุญสูงสุดแก่ท่าน ท่านได้ช่วยเหลืออิสลามและมุสลิม ทั้งในยามมีชีวิตและหลังจากเสียชีวิต ท่านได้คุ้มครองเด็กกำพร้า ท่านทำดีกับเครือญาติของตน สำหรับมุสลิมแล้ว ท่านเป็นผู้นำทางที่พวกเขาพอใจ เป็นผู้ที่อยู่บนหนทางที่ถูกต้อง และยังนำผู้คนสู่หนทางที่ถูกต้อง ท่านจัดระเบียบกิจการของพวกเขา ท่านทำให้คนยากจนมีความพอเพียง และเยียวยาบาดแผลของพวกเขา ขอสันติ ความเมตตา และความโปรดปรานของอัลลอ์ ตะอาลา จงมีแด่ท่าน"

จากนั้นให้กล่าวกับ อบูบักร และ อุมัร ว่า "อัสสะลามุ อะลัยกุมา ยา ดะญีอัย-รอซูลิลลอฮ์ วะรอฟีกอยฮิ วะวะซีรอยฮิ วะมุชี้รอยฮิ วัลมุอาวินัยนี ละฮู อะลัล-กิยามิ ฟิด-ดีน วัลกออิมัยนี บะอ์ดะฮู บิมะศอลิหิล-มุสลิมีน ขออัลลอฮฺ ตะอาลา ประทานผลบุญที่งดงามที่สุดแก่ท่านทั้งสอง พวกเราถือท่านทั้งสองเป็นสื่อกลางต่อรอซูลุลลอฮฺ เพื่อให้รอซูลุลลอฮฺขอชะฟาอะฮ์ให้แก่เรา และขอให้อัลลอฮฺ ตะอาลา รับการสะอ์ยฺของเรา รับวิญญาณของเราในฐานะมุสลิม ทำให้เราฟื้นคืนชีพในฐานะมุสลิม และให้เราถูกฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮ์ร่วมกับผู้ที่ใกล้ชิดรอซูลุลลอฮฺ"

"โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดอภัยโทษแก่เรา และแก่พี่น้องผู้ศรัทธาของเราที่ได้ล่วงหน้าไปก่อนเรา และอย่าได้ทรงให้มีความคับแค้นใด ๆ ในหัวใจของเราต่อบรรดาผู้ศรัทธา โอ้พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงพระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตา และความกรุณา"
ซูเราะฮ์อัล-หัชรฺ อายะฮ์ที่ 10

ต่อมา ให้ขอดุอาเพื่อตนเอง เพื่อบิดามารดา เพื่อผู้ที่ฝากให้ขอดุอา และเพื่อมุสลิมทั้งหมด และให้ยืนหันไปยังใบหน้าอันจำเริญของ ท่านรอซูลุลลอฮฺ แล้วกล่าวว่า "โอ้อัลลอฮฺ พระองค์ตรัสไว้ โดยใจความว่า 'เราไม่ได้ส่งรอซูลใด ๆ มา นอกจากเพื่อให้เขาถูกเชื่อฟัง ด้วยพระบัญชาของอัลลอฮฺ ตะอาลา และหากเมื่อพวกเขาได้อธรรมต่อตนเอง แล้วมาหาเจ้า ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา และหากรอซูลขออภัยโทษให้แก่พวกเขา พวกเขาจะพบว่าอัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงอภัยโทษ และทรงเมตตาอย่างยิ่ง'12
โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ด้วยการตักเตือนจากวัจนะอันสูงส่งของพระองค์ และการเชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์ พวกเราวิงวอนต่อพระองค์ เพื่อชะฟาอะฮ์ของท่านนบีผู้เป็นที่รักของพระองค์ต่อหน้าพระองค์"

แล้วให้อ่านดุอาต่อไปนี้ ซึ่งเป็นอายะฮ์อัล-กะรีมะฮ์ที่ 10 จากซูเราะฮ์อัล-หัชรฺ ที่ได้อ่านมาก่อนแล้ว โดยมีใจความว่า "…โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดอภัยโทษแก่เรา และแก่พี่น้องผู้ศรัทธาของเราที่ได้ล่วงหน้าไปก่อนเรา และอย่าได้ทรงให้มีความคับแค้นใด ๆ ในหัวใจของเราต่อบรรดาผู้ศรัทธา โอ้พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงพระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตา และความกรุณา"

จากนั้นให้อ่านอายะฮ์อัล-กะรีมะฮ์ว่า "ร็อบบะนัฆฟิร ละนา วะลิอาบาอีนา วะลิอุมมะฮาตินา วะลิอิฮวานินัล-ละซีนะ สะบะกูนา บิล-อีมาน" "ร็อบบะนา อาตินา…" และ "ซุบฮานะ ร็อบบิกะ..."
แล้วจึงเสร็จสิ้นการเยี่ยมฮุจเราะฮ์ อัช-สะอาดะฮ์

จากนั้นให้ไปยังราวเฎาะฮ์ อัล-มุเฏาะฮะเราะฮ์ ซึ่งอยู่ระหว่างหลุมฝังศพของรอซูลุลลอฮฺกับมิมบัร ที่นั่นเป็นพื้นที่รูปสี่เหลี่ยม ให้ทำละหมาดที่นี่ตามที่ต้องการ และขอดุอา กล่าวตัสบีห์ สรรเสริญอัลลอฮฺ ตะอาลา

ต่อมาให้ไปยังมิมบัร และด้วยเจตนาที่จะรับบะรอกะฮ์จากรอซูลุลลอฮฺ ให้วางมือ ณ ที่ที่ ท่านนบี เคยวางมืออันจำเริญของท่านในขณะกล่าวคุฏบะฮ์ แล้วทำละหมาดสองร็อกอะฮ์ที่นี่ ขอดุอาต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ตามความปรารถนา ขอความคุ้มครองจากพระพิโรธของอัลลอฮฺ ตะอาลา ด้วยความเมตตาของพระองค์

ลำดับต่อมา ให้ไปยังเสาที่ตั้งอยู่ตรงตำแหน่งที่เคยเป็นเสาฮันนานะฮ์ ฮันนานะฮ์คือเสาที่คร่ำครวญถึงท่านนบีเนื่องจากที่ ท่านรอซูลุลลอฮฺ ขึ้นไปบนมิมบัรเพื่อกล่าวคุฏบะฮ์และละทิ้งมัน แต่แล้วเสาต้นนี้สงบลงได้เมื่อรอซูลุลลอฮฺลงมาและกอดมัน

จากนั้นให้ไปยังเสาที่ อบู ลุบาบะฮ์ เคยผูกตัวเองและทำเตาบะฮ์ (กลับตัว) ที่นี่ให้ทำละหมาดสองร็อกอะฮ์ และทำเตาบะฮ์กับอิสติฆฟารต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ขอดุอาตามที่ต้องการ

ในช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่ ให้ใช้เวลายามค่ำคืนด้วยการอ่านอัลกุรอานอัล-กะรีม การรำลึกถึงพระนามของอัลลอฮฺ ตะอาลา การขอดุอาทั้งลับและเปิดเผย ใกล้มิมบัรและหลุมฝังศพ และทำรอบิฏอฮ์ (ผูกหัวใจของตนเข้ากับหัวใจของเอาลิยาอ์)

ถือเป็นมุสตะฮับให้ไปเยี่ยมสุสานบะกีอ์ หลังจากเยี่ยมหลุมฝังศพอันจำเริญของ ท่านรอซูลุลลอฮฺ แล้ว จากนั้นให้ไปเยี่ยมหลุมฝังศพอื่น ๆ โดยเฉพาะหลุมฝังศพของ ฮัมซะฮฺ ผู้เป็นซัยยิด อัช-ชุฮะดาอ์ (ผู้นำแห่งบรรดาชะฮีด) และในบะกีอ์ ยังควรไปเยี่ยมหลุมฝังศพของ อับบาส, ฮะซัน อิบนุ อาลี, ซัยนุลอาบิดีน, บุตรของเขา มุฮัมมัด บากิร, บุตรของเขา ญะอ์ฟัร อัศ-ศอดิก, อะมีรุล-มุอ์มินีน อุษมาน, บุตรของ ท่านรอซูลุลลอฮฺ คือ อิบรอฮีม, ภรรยาอันจำเริญของ ท่านรอซูลุลลอฮฺ, ป้าทางบิดาของท่านคือ ศอฟียะฮ์, และเศาะฮาบะฮฺกับตาบิอีนอีกมากมาย (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุม อัจญ์มาอีน)

ให้ทำละหมาดที่มัสยิดฟาฏิมะฮ์ในบะกีอ์ และเป็นมุสตะฮับให้ไปเยี่ยมชะฮีดแห่งอุฮุดในวันพฤหัสบดี ที่นั่นให้กล่าวว่า "สะลามุน อะลัยกุม บิมา ศอบัรตุม ฟะนิอฺมะ อุกบัดดาร สะลามุน อะลัยกุม ยา อะฮฺละ ดาริล-เกาว์มิล-มุอ์มินีน วะอินนา อินชาอัลลอฮฺ อัน กอรีบิน บิกุม ลาฮิกูน"
จากนั้นอ่านอายะฮ์อัล-กุรซีย์ และซูเราะฮ์อัล-อิคลาศ

ผู้ที่มาเยี่ยม ฮุจเราะฮ์ อัช-สะอาดะฮ์ ควรระมัดระวังตนอย่างยิ่ง และไม่ควรปล่อยให้ความคิดทางโลกเข้ามาอยู่ในหัวใจ ควรตั้งจิตระลึกถึงรัศมีอันจำเริญของมุฮัมมัด 'อะลัยฮิส-สลาม และสถานะอันสูงส่งของท่าน อัลลอฮฺ ตะอาลา จะไม่ทรงรับดุอาที่ทำด้วยความคิดถึงเรื่องทางโลก การพบปะผู้มีตำแหน่งสูง การแสวงหาผลประโยชน์ หรือการค้า ผู้ที่มีเจตนาเช่นนั้นจะไม่ประสบผลตามที่ปรารถนา

การมาเยี่ยม ฮุจเราะฮ์ อัช-สะอาดะฮ์ เป็นอิบาดะฮ์ที่มีเกียรติยิ่ง มีความเกรงกันว่า ผู้ที่ไม่เชื่อในความประเสริฐของอิบาดะฮ์นี้ อาจออกจากอิสลามได้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการคัดค้านอัลลอฮฺ ตะอาลา รอซูลของพระองค์ และบรรดามุสลิมทั้งหมด แม้ว่านักปราชญ์มัซฮับมาลิกีบางคนจะกล่าวว่าการมาเยี่ยมรอซูลุลลอฮฺเป็นวาญิบ แต่โดยมติเอกฉันท์ได้ระบุว่าเป็นมุสตะฮับ

อัศ-ศุบฮุ บะดา

แสงอรุณฉายจากดวงหน้าของท่าน
รัตติกาลอบอวลจากเส้นผมของท่าน

ด้วยคุณธรรมและความสูงส่ง
ท่านเหนือกว่ารอซูลทั้งหลาย
ผู้ที่ได้รับทางนำ
ล้วนพบหนทางด้วยการชี้นำของท่าน

ท่านคือขุมทรัพย์แห่งความเอื้ออารี
คือผู้ประทานคุณ
ผู้นำพาผู้คนสู่บทบัญญัติ
และสู่ทางนำอันเที่ยงตรง

เชื้อสายของท่านบริสุทธิ์
เกียรติยศของท่านสูงส่ง
ชาวอาหรับทั้งมวล
ต่างอยู่ในการดูแลของท่าน

ต้นไม้เคลื่อนไหว
หินผากล่าวถ้อยคำ
ด้วยสัญญาณของท่าน
ดวงจันทร์ก็แยกออกเป็นสองเสี้ยว

ในคืนอิสรออ์
ญิบรีลมาหาท่าน
และพระผู้อภิบาล
ทรงเชิญท่านสู่ที่ประทับของพระองค์

ท่านได้รับเกียรติยศอันสูงสุด
และอัลลอฮฺทรงอภัย
แก่สิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วของอุมมะฮ์ของท่าน

มุฮัมมัดของเรา
คือผู้นำของเรา
และเกียรติยศเป็นของเรา
เพราะเราได้ตอบรับท่าน

อับดุลลอฮฺ อิบนุ เราะวาฮะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ)