นบีที่รัก

การตะวัสซุลกับท่านนบี

(โอ้ อดัม)เขาคือนบีที่จะมาจากเชื้อสายของเจ้า หากเราไม่ได้สร้างเขา เราก็จะไม่สร้างเจ้าและลูกหลานของเจ้า และเพราะเจ้าได้ยกเขาเป็นสื่อกลาง เราจึงอภัยโทษให้เจ้า"
หะดีษ กุดซีย์

ผู้คนได้ทำตะวัสซุลกับท่านนบีอยู่เสมอ1 ตั้งแต่ก่อนที่ท่านนบีจะถูกสร้าง หลังการถูกสร้าง ระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่บนโลก หลังจากการจากไปของท่าน ในช่วงชีวิตในหลุมฝังศพ และจะทำตะวัสซุลกับท่าน ณ ที่ราบอารอศาตในวันกิยามะฮ์ รวมถึงในสวรรค์ด้วย วะซีละฮ์ (สื่อกลาง) หมายถึง ทุกสิ่งที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงกำหนดให้เป็นเหตุแห่งความใกล้ชิด และเป็นหนทางให้ความต้องการบรรลุผล

การทำตะวัสซุลกับ รอซูลุลลอฮฺ คือการยก ท่านนบี เป็นวะซีละฮ์ต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา และขอความช่วยเหลือกับการขอชะฟาอะฮ์ผ่านท่าน เป็นสิ่งที่บรรดานบี เศาะลัฟอัศศอลิฮีน (เศาะฮาบะฮฺและนักปราชญ์ยุคต้น) บรรดาอุละมาอ์ และมุสลิมทั่วไปได้ปฏิบัติมาแล้ว ไม่เคยมีมุสลิมผู้ใดเห็นว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งไม่ดี และจนถึงปัจจุบัน นอกจากผู้ที่มีความเชื่อคดเคี้ยว ก็ไม่ปรากฏว่ามีใครปฏิเสธเรื่องนี้

เมื่ออาดัม 'อะลัยฮิส-สลาม บิดาแห่งมนุษยชาติ ถูกส่งลงมายังโลก เขาได้ยก ท่านนบี เป็นวะซีละฮ์ เหตุการณ์นี้ ท่านนบี เล่าไว้ในหะดีษว่า
"เมื่ออาดัม ('อะลัยฮิส-สลาม) กระทำความผิดและถูกนำออกจากสวรรค์ เขากล่าวว่า 'โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพเจ้า โปรดอภัยโทษให้ข้าพเจ้า ด้วยเกียรติของมุฮัมมัด' อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสถามว่า 'โอ้อาดัม เจ้ารู้จักมุฮัมมัดได้อย่างไร ทั้งที่เรายังไม่ได้สร้างเขา' อาดัมตอบว่า 'โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพเจ้า เมื่อพระองค์ทรงสร้างข้าพเจ้า และประทานวิญญาณแก่ข้าพเจ้า ทันทีที่ข้าพเจ้าลืมตา ข้าพเจ้าเห็นถ้อยคำ "ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ มุฮัมมัด รอซูลุลลอฮฺ" เขียนอยู่รอบขอบของอะรัช์ ข้าพเจ้ารู้ว่าเขาคือผู้ที่พระองค์ทรงรัก จึงทรงวางนามของเขาคู่กับพระนามของพระองค์'
อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า 'เจ้าพูดความจริง โอ้อาดัม เขาคือผู้ที่เรารักมากที่สุดในหมู่สิ่งถูกสร้างของเรา เราอภัยโทษให้เจ้า เพราะเจ้าได้ขออภัยโทษด้วยเกียรติของเขา'"2

ในอีกสายรายงานหนึ่ง ระบุว่า "(โอ้ อดัม)เขาคือนบีที่จะมาจากเชื้อสายของเจ้า หากเราไม่ได้สร้างเขา เราก็จะไม่สร้างเจ้าและลูกหลานของเจ้า และเพราะเจ้าได้ยกเขาเป็นสื่อกลาง เราจึงอภัยโทษให้เจ้า"3

เหตุการณ์ตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมากมาย และมีบางส่วนดังต่อไปนี้

"ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนจากสิ่งใด ให้ทำอาบน้ำละหมาดให้สมบูรณ์ แล้วละหมาดสองร็อกอะฮ์ จากนั้นกล่าวว่า 'โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอวิงวอนต่อพระองค์ และขออาศัยการเป็นสื่อกลางของศาสนทูตของพระองค์
มุฮัมมัด ผู้เป็นความเมตตาแก่มวลสากล
โอ้ มุฮัมมัด ข้าพระองค์ขออาศัยท่านเป็นสื่อกลางต่อพระเจ้าของข้าพระองค์ เพื่อให้คำวิงวอนของข้าพระองค์ได้รับการตอบรับ โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ โปรดทรงให้ศาสดาผู้ทรงเกียรติผู้นี้ เป็นผู้ขอความช่วยเหลือแทนข้าพระองค์ด้วย'"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

มีชายคนหนึ่งที่ตาบอดทั้งสองข้าง ได้มาขอให้ท่านนบี ขอดุอาเพื่อให้ดวงตาของเขามองเห็น ท่านนบี กล่าวว่า "หากเจ้าประสงค์ ฉันจะขอให้ แต่หากเจ้ามีความอดทน ก็จะเป็นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับเจ้า"
เขาตอบว่า "ข้าพเจ้าไม่มีเรี่ยวแรงพอจะอดทนต่อไปแล้ว ขอท่านโปรดวิงวอนให้เถิด"
ท่านนบี จึงกล่าวว่า "จงอาบน้ำละหมาด แล้วกล่าวดุอานี้ว่า 'อัลลอฮฺมมะ อินนี อัสอะลุกะ วะอะตะวัจญะฮุ อิละยกะ บินะบียยิกะ มุฮัมมัด นะบียยิรเราะห์มะฮ์ ยา มุฮัมมัด อินนี อะตะวัจญะฮุ บิกะ อิลา ร็อบบี ฟี ฮาญะตี ฮาซิฮี ลิตักฎียะ ลี อัลลอฮฺมมะ ชัฟฟิอ์ฮุ ฟียะ'"

อิหม่ามอันนะซาอี รายงานว่า เมื่อชายผู้นั้นกล่าวดุอานี้ อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงตอบรับ และเขาก็สามารถมองเห็นได้

อุษมาน อิบนุ ฮะนีฟ เล่าเหตุการณ์หนึ่งเกี่ยวกับการทำตะวัสซุลว่า ในสมัยที่อุษมาน อิบนุ อัฟฟาน เป็นคอลีฟะฮ์ มีชายผู้หนึ่งประสบความทุกข์อย่างหนัก แต่ไม่กล้าเข้าไปพบคอลีฟะฮ์ เขามาบอกเล่าแก่ฉัน ฉันจึงบอกเขาว่า "จงอาบน้ำละหมาด แล้วไปยังมัสยิดอัช-สะอาดะฮ์ กล่าวดุอาบทนั้น และขอสิ่งที่เจ้าต้องการ"

หลังจากนั้น ชายผู้นั้นไปยังที่ประทับของคอลีฟะฮ์ และได้รับอนุญาตให้เข้าไปนั่งบนพรมละหมาด คอลีฟะฮ์รับฟังความเดือดร้อน และตอบรับคำขอของเขา เมื่อปัญหาของเขาคลี่คลายในทันที เขากลับมาหาฉันด้วยความยินดี และกล่าวว่า "ขออัลลอฮฺทรงพอพระทัยในตัวท่าน หากท่านไม่ไปพูดกับคอลีฟะฮ์ให้ ข้าพเจ้าคงไม่พ้นจากปัญหานี้"
เขาเข้าใจว่าฉันเป็นผู้ไปพูดแทนเขา ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นผลจากการทำตะวัสซุล

ในสมัยที่อุมัรเป็นคอลีฟะฮ์ เกิดทุพภิกขภัย บิลาล อิบนุ ฮาริษ หนึ่งในเศาะฮาบะฮฺ ไปยังหลุมฝังศพของ ท่านนบี และกล่าวว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ อุมมะฮ์ของท่านกำลังอดอยาก ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ท่านช่วยขอฝนเถิด"
คืนนั้น ท่านนบี ปรากฏแก่เขาในความฝัน และกล่าวว่า "จงไปหาคอลีฟะฮ์ ส่งสลามของฉันให้เขา และบอกให้เขาออกไปขอฝน" เมื่ออุมัรออกไปขอฝน ฝนก็ตกลงมา

อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงรับดุอาด้วยเกียรติของผู้ที่พระองค์ทรงรัก และพระองค์ทรงประกาศชัดว่าทรงรักมุฮัมมัด 'อะลัยฮิส-สลาม ดังนั้น หากผู้ใดวิงวอนว่า "อัลลอฮฺมมะ อินนี อัสอะลุกะ บิญาฮิ นะบียยิกัล-มุศเฏาะฟา" ดุอาของเขาจะไม่ถูกปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม การยก ท่านนบี เป็นวะซีละฮ์เพื่อเรื่องทางโลกเล็กน้อย ถือว่าไม่เหมาะสมตามมารยาท

บุรฮานุดดีน อิบรอฮีม มาลิกี เล่าว่า ชายยากจนคนหนึ่งที่กำลังหิวโหยได้ไปยังฮุจเราะฮ์ อัช-สะอาดะฮ์ และกล่าวว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ข้าพเจ้าหิว" ไม่นานก็มีคนมาพาเขาไปเลี้ยงอาหาร เมื่อเขากล่าวว่าดุอาของเขาถูกตอบรับ ชายผู้นั้นกล่าวว่า "พี่น้องเอ๋ย เจ้าทิ้งครอบครัวไว้ และเดินทางอย่างยากลำบากเพื่อมาเยี่ยมรอซูลุลลอฮฺ เหมาะสมแล้วหรือที่มาขอเพียงอาหารแค่คำเดียว ในสถานะอันสูงส่งนั้น เจ้าควรขอสวรรค์และความโปรดปรานที่ไม่สิ้นสุด เพราะอัลลอฮฺ ตะอาลา ไม่ทรงปฏิเสธคำขอ ณ ที่แห่งนั้น" ผู้ที่ได้รับเกียรติในการเยี่ยม ท่านนบี ควรขอให้ท่านช่วยขอชะฟาอะฮ์ในวันกิยามะฮ์

วันหนึ่ง อบูบักร อัล-มุกรี นั่งอยู่ในมัสยิดอัช-สะอาดะฮ์ ร่วมกับอัฏ-เฏาะบะรอนี และอบูชัยคฺ พวกเขาหิวมาก เพราะไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน อบูบักรทนไม่ไหว จึงกล่าวว่า "ข้าพเจ้าหิว โอ้รอซูลุลลอฮฺ" แล้วถอยไปนั่งมุมหนึ่ง ไม่นานมีชายเชื้อสายซัยยิดมาพร้อมคนรับใช้สองคน และกล่าวว่า
"พี่น้องทั้งหลาย พวกท่านได้ขอความช่วยเหลือจากปู่ของข้าพเจ้า จากความหิวของพวกท่าน รอซูลุลลอฮฺ จึงสั่งให้ข้าพเจ้ามาเลี้ยงอาหารพวกท่าน" พวกเขารับประทานอาหารร่วมกัน และชายผู้นั้นก็ฝากอาหารที่เหลือไว้ให้ก่อนจากไป

อบูอับดุลลอฮฺ อิบนุ นุอ์มาน มัรรอกุชี ติลิมซานี หนึ่งในนักปราชญ์อิสลาม เขียนไว้ในหนังสืออันทรงคุณค่า มิศบาฮุซ-ซุลาม ถึงมุสลิมจำนวนมากที่บรรลุความปรารถนาผ่านการยกท่านนบีเป็นวะซีละฮ์ หนึ่งในนั้นคือ มุฮัมมัด อิบนุ มุนกะดัร เขาเล่าว่า

ชายคนหนึ่งฝากเหรียญทองแปดสิบเหรียญไว้กับบิดาของฉัน แล้วออกไปทำญิฮาด โดยบอกว่า "จงเก็บไว้ให้ข้า และสามารถนำไปให้ผู้ยากไร้ยืมได้" ต่อมาเกิดทุพภิกขภัยในมะดีนะฮ์ บิดาของฉันจึงแจกทองทั้งหมดแก่ผู้หิวโหย เมื่อชายผู้นั้นกลับมาและขอทองคืน บิดาของฉันบอกว่า "กลับมาใหม่คืนนี้" คืนนั้นเขาไปยังฮุจเราะฮ์ อัช-สะอาดะฮ์ และวิงวอนต่อ ท่านนบี จนถึงรุ่งเช้า ตอนเที่ยงคืน มีชายคนหนึ่งมาหาและกล่าวว่า
"ยื่นมือมา" เขายื่นถุงทองให้แล้วจากไป เมื่อบิดาของฉันนับเหรียญที่บ้าน พบว่ามีแปดสิบเหรียญครบถ้วน เขาดีใจมาก และรีบคืนทองให้เจ้าของทันที

ในหนังสือเล่มเดียวกัน ผู้เขียนเล่าประสบการณ์ของตนว่า

ปีฮิจเราะฮ์ศักราช 637 พวกเราออกจากป้อมซะดัร พร้อมผู้คนที่มีเกียรติหลายคน และผู้นำทางหนึ่งคน หลังจากเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง น้ำก็หมด เราจึงแยกย้ายกันหาน้ำ ขณะนั้นฉันแยกตัวไป และรู้สึกง่วงมาก และคิดว่าคนอื่น ๆ คงมาปลุกก่อนออกเดินทาง จึงเอนศีรษะลงบนพื้น

เมื่อฉันตื่นขึ้นมา ก็พบว่าตนเองอยู่กลางทะเลทรายเพียงลำพัง เพื่อนร่วมทางลืมฉันไว้และออกเดินทางกันไปแล้ว ความหวาดกลัวเริ่มเข้าครอบงำ ฉันเดินหลงอยู่ในทะเลทราย ไม่รู้ว่าตนอยู่ที่ไหนหรือควรไปทางไหน พื้นทรายเรียบไปทั่ว และไม่นานก็ค่ำลง ไม่มีร่องรอยของคาราวาน ความกลัวทวีคูณ ฉันเร่งฝีเท้า

ไม่นานฉันก็ล้มลง กระหายน้ำ เหน็ดเหนื่อย อ่อนแรง สิ้นหวังกับชีวิต รู้สึกว่าความตายใกล้เข้ามา ความเจ็บปวดเกินบรรยาย ในความมืดของราตรีนั้น ฉันรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมด และกล่าวด้วยความจริงใจและความอิคลาศเป็นครั้งสุดท้ายว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ โปรดช่วยเหลือ ข้าพเจ้าขอความช่วยเหลือจากท่าน ด้วยการอนุมัติของอัลลอฮฺ ตะอาลา ด้วยเถิด"

ทันทีที่กล่าวจบ ฉันได้ยินเสียงเรียก เมื่อหันไปดู ก็เห็นบุคคลที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สวมเสื้อผ้าสีขาวบริสุทธิ์ มีแสงสว่างแผ่ออกมาท่ามกลางความมืด เขาเดินเข้ามา จับมือฉันไว้ ในขณะนั้น ความเหน็ดเหนื่อยและความกระหายหายไปสิ้น ราวกับว่าได้เกิดใหม่ เราเดินไปด้วยกันชั่วระยะหนึ่ง ฉันรู้สึกว่ากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่งดงามที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต

เมื่อข้ามเนินทรายลูกหนึ่ง ฉันเห็นแสงไฟของคาราวาน และได้ยินเสียงของเพื่อนร่วมทาง เราเข้าไปใกล้พวกเขา

สัตว์พาหนะที่ฉันขี่อยู่กำลังตามขบวนคาราวานมาจากด้านหลัง ทันใดนั้นมันก็วิ่งเข้ามาและหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน เมื่อเห็นพาหนะของตนอยู่ตรงหน้า ฉันก็ร้องออกมาด้วยความยินดี ครั้นฉันร้องออกมา บุคคลที่อยู่กับฉันก็ปล่อยมือจากฉัน แล้วเขาก็จับมือฉันอีกครั้งและช่วยพยุงให้ฉันขึ้นขี่พาหนะ หลังจากนั้นเขากล่าวว่า "พวกเราไม่เคยปฏิเสธให้กับผู้ที่มาขอบางสิ่งบางอย่าง หรือผู้ที่มาขอความช่วยเหลือจากเรา" แล้วเขาก็ออกไป

ในขณะนั้นเอง ฉันจึงเข้าใจว่าเขาคือท่านนบีที่รักของเรา ระหว่างที่เขากำลังจากไป แสงรัศมีจากนูรที่แผ่ออกมาจากท่านนบีก็พุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า ท่ามกลางความมืดของยามราตรี เมื่อท่านนบีลับสายตาไป ฉันก็เหมือนรู้สึกตัวขึ้นมาทันที และกล่าวกับตนเองด้วยความเสียดายว่า "เหตุใดฉันจึงไม่จูบมือและเท้าของท่านนบีที่รักของเรา" แต่ทุกอย่างก็สายเกินไป โอกาสนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว

หลังจาก อบุลค็อยร์ อักตะอ์ อดอาหารอยู่ที่มะดีนะฮ์ถึงห้าวัน เขาได้ไปยังหุจเราะฮ์ อัซ-สะอาดะฮ์ และกล่าวสลามต่อรอซูลุลลอฮฺ เขาบอกว่าตนหิวมาก แล้วก็เอนกายลงนอนอยู่ข้างหนึ่ง ในความฝัน เขาเห็นรอซูลุลลอฮฺมา โดยมีอบูบักร อัศ-ศิดดีกอยู่ทางขวา อุมัร อัล-ฟารูกอยู่ทางซ้าย และอาลี อัล-มุรตะฎอ เดินนำหน้าอยู่ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม อัจมาอีน) อาลีเข้ามาและกล่าวว่า
"โอ้ อบาอัล-ค็อยร์ ลุกขึ้นเถิด เหตุใดจึงนอนอยู่ รอซูลุลลอฮฺกำลังมา"
เขาจึงรีบลุกขึ้น รอซูลุลลอฮฺเข้ามาและมอบขนมปังก้อนใหญ่ให้เขา ต่อมา อบุลค็อยร์เล่าว่า
"ฉันเริ่มกินทันที เพราะหิวมาก เมื่อกินไปได้ครึ่งหนึ่ง ฉันก็ตื่นจากความฝัน และพบว่าขนมปังอีกครึ่งหนึ่งยังอยู่ในมือของฉัน"

ในหนังสือ มิศบาฮ์ อุซ-ซุลัม ยังได้บันทึกไว้ว่า อะหมัด อิบนุ มุฮัมมัด ซูฟี กล่าวว่า
"ขณะอยู่ในทะเลทรายแห่งฮิญาซ ฉันไม่เหลือทรัพย์สมบัติใด ๆ เลย ฉันเดินทางมาถึงมะดีนะฮ์ กล่าวสลามต่อรอซูลุลลอฮฺ ณ หุจเราะฮ์ อัซ-สะอาดะฮ์ แล้วก็นั่งพักและเผลอหลับไป รอซูลุลลอฮฺปรากฏขึ้นและกล่าวว่า 'เจ้ามาแล้วหรือ อะหมัด แบมือของเจ้ามาเถิด'
ท่านนบีเติมเหรียญทองลงเต็มมือของฉัน เมื่อฉันตื่นขึ้น มือของฉันก็เต็มไปด้วยเหรียญทองจริง ๆ"

อิหม่าม อัส-สะมฮูดี ได้บรรยายเหตุการณ์หนึ่งที่เขาประสบในหนังสือ ประวัติมะดีนะฮ์ ของเขาว่า "ฉันทำกุญแจบ้านหาย หาเท่าไรก็ไม่พบ ฉันจึงไปยังหุจเราะฮ์ อัซ-สะอาดะฮ์ และกล่าวว่า
'โอ้ รอซูลุลลอฮฺ ฉันทำกุญแจหาย กลับบ้านไม่ได้' ในขณะนั้นเอง เด็กคนหนึ่งก็เดินเข้ามา ชูกุญแจในมือแล้วกล่าวว่า 'ฉันเจอกุญแจดอกนี้ มันเป็นของคุณหรือไม่'"

มุสตอฟา อิชกี เอฟเฟนดี แห่งเมืองคิลิส ได้เขียนไว้ในหนังสือประวัติของเขา มะวาริด-อิ มาญิดียะฮ์ ว่า "ฉันอาศัยอยู่ที่มักกะฮฺเป็นเวลายี่สิบปี เมื่อเก็บเงินได้หกสิบเหรียญทอง ฉันพร้อมภรรยาและลูก ๆ ก็เดินทางมายังมะดีนะฮ์ในปีฮิจเราะฮ์ศักราช 1247 (ค.ศ. 1831) เงินทั้งหมดถูกใช้หมดระหว่างทาง เราไปพักเป็นแขกอยู่กับเพื่อนคนหนึ่ง ฉันได้ไปเยือนหุจเราะฮ์ อัซ-สะอาดะฮ์ และขอความช่วยเหลือจากรอซูลุลลอฮฺ

สามวันต่อมา ชายผู้หนึ่งมาที่บ้านที่เราพักอยู่ และบอกว่าเขาได้เช่าบ้านให้เราแล้ว เขาให้คนขนของของฉันไปที่นั่น และจ่ายค่าเช่าให้ล่วงหน้าหนึ่งปี ต่อมาอีกไม่กี่เดือน ฉันล้มป่วยและนอนติดเตียงอยู่หนึ่งเดือนเต็ม ภายในบ้านไม่มีอะไรเหลือให้กินหรือขายได้เลย ด้วยความช่วยเหลือของภรรยา ฉันจึงขึ้นไปบนดาดฟ้า ตั้งใจจะระบายความทุกข์ต่อหลุมฝังศพของรอซูลุลลอฮฺและขอความช่วยเหลือ แต่เมื่อยกมือขึ้นจะขอดุอา ฉันกลับรู้สึกละอายที่จะขอเรื่องทางโลก จึงไม่อาจเอ่ยคำใดได้ และลงกลับมาที่ห้องของตน

วันรุ่งขึ้น มีคนมาบอกว่า 'บุคคลผู้นั้นส่งเหรียญทองเหล่านี้มาเป็นของขวัญ'
ฉันรับถุงเงินมา แม้ว่าความเป็นอยู่จะดีขึ้น แต่โรคภัยก็ยังไม่หาย ฉันจึงไปยังหุจเราะฮ์ อัซ-สะอาดะฮ์ และขอการรักษาจากรอซูลุลลอฮฺ หลังจากออกจากมัสยิด ฉันเดินกลับบ้านโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร และเมื่อถึงบ้าน ฉันก็หายเป็นปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาอิจฉา ฉันยังคงใช้ไม้เท้าพยุงตัวอยู่อีกสองสามวัน

ไม่นานนัก เงินก็หมดลงอีกครั้ง ด้วยความเป็นห่วงภรรยาและลูก ๆ ที่กำลังอยู่ในความมืด ฉันจึงไปยังมัสยิดนะบะวี หลังละหมาดอิชาอ์ ฉันได้เล่าความทุกข์ของตนต่อรอซูลุลลอฮฺ ระหว่างทางกลับบ้าน ชายคนหนึ่งที่ฉันไม่รู้จักเข้ามาหาฉันและยื่นถุงเงินให้ เมื่อเปิดดูพบว่ามีเหรียญทองสี่สิบเก้าเหรียญ เหรียญละเก้ากุรุช ฉันจึงซื้อเทียนและของจำเป็นอื่น ๆ แล้วกลับบ้าน"

มีบันทึกไว้ในหนังสือ ชะกอยิก-อิ นุอ์มานิยยะฮ์ ฉบับแปล เล่มที่สอง ว่า อุละมาอ์อิสลามผู้ยิ่งใหญ่ ชัมซุดดีน มุฮัมมัด อิบนุ ฮัมซะฮฺ ฟะนาริ เชคอุลอิสลามคนแรกของจักรวรรดิออตโตมัน และเป็นมุจั้ดดิดแห่งยุคสมัยของเขา ได้ตาบอดจากโรคต้อกระจก คืนหนึ่ง เขาเห็นท่านรอซูลในความฝัน เมื่อท่านรอซูลกล่าวกับเขาว่า "จงอธิบาย (ตัฟซีร) ซูเราะฮ์ฏอฮา" เขาตอบว่า "ฉันไม่มีเรี่ยวแรงพอจะอธิบายอัลกุรอานต่อหน้าท่าน และฉันก็มองไม่เห็น" ท่านรอซูล ผู้รักษาเยียวยาของบรรดานบี ได้ดึงสำลีชิ้นหนึ่งออกมาจากฮิรกะฮ์อันประเสริฐของท่าน ชุบน้ำลายของท่าน แล้ววางไว้บนดวงตาของเขา ฟะนาริตื่นขึ้นมาและพบว่าสำลีนั้นอยู่บนดวงตาของเขาจริง ๆ เมื่อเขานำมันออก เขาก็เริ่มมองเห็นได้ เขาสรรเสริญและขอบคุณอัลลอฮฺ เขาเก็บสำลีชิ้นนั้นไว้ และได้สั่งเสียว่าหากเขาเสียชีวิต ให้เอาสำลีนั้นวางไว้บนดวงตาของเขา เมื่อเขาเสียชีวิตที่เมืองบูร์ซา ในปี ฮ.ศ. 834 (ค.ศ. 1431) ผู้คนก็ได้ปฏิบัติตามคำสั่งเสียนั้น

"หลังจากที่พวกเขาอธรรมต่อตัวของพวกเขาเอง หากพวกเขามาหาเจ้า ขอการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ และหากรอซูลขอการอภัยโทษให้แก่พวกเขา พวกเขาจะพบว่าอัลลอฮฺทรงเมตตาและทรงปรานี"
ซูเราะฮ์อันนิสาอฺ อายะฮ์ 64

อิหม่ามมาลิกกำลังสนทนากับ อบูญะอ์ฟัร มันศูร หนึ่งในคอลีฟะฮ์แห่งราชวงศ์อับบาซีย์ ภายในมัสยิดอันนะบะวี เขากล่าวว่า "โอ้มันศูร ที่นี่คือมัสยิดอัซสะอาดะฮ์ จงลดเสียงของเจ้า อัลลอฮฺได้ตักเตือนกลุ่มหนึ่งไว้ในซูเราะฮ์อัลหุญุรอต โดยใจความว่า 'อย่ายกเสียงของพวกเจ้าให้สูงกว่าเสียงของรอซูล'4 และในอายะฮ์ที่กล่าวว่า 'บรรดาผู้ที่พูดด้วยเสียงเบาต่อหน้ารอซูล…'5 อัลลอฮฺทรงสรรเสริญผู้ที่พูดด้วยเสียงเบา การให้เกียรติรอซูลหลังจากที่เขาจากโลกนี้ไปแล้ว ก็เหมือนกับการให้เกียรติเขาขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่"

มันศูรก้มศีรษะลงและกล่าวว่า "โอ้อะบาอับดุลลอฮฺ ฉันควรหันหน้าไปทางกิบละฮ์ หรือไปทางกุบรอัซสะอาดะฮ์" อิหม่ามมาลิกกล่าวว่า "อย่าหันหน้าหนีจากรอซูล นบีผู้สูงส่งผู้นั้น ซึ่งเป็นผู้ขอชะฟาอะฮ์ในวันกิยามะฮ์ จะเป็นวะซีละฮ์เพื่อความรอดของเจ้าและบิดาของเจ้า คืออาดัม ในวันกิยามะฮ์ เจ้าจงขอการชะฟาอะฮ์โดยหันหน้าไปทางกุบรอัซสะอาดะฮ์ และผูกหัวใจของเจ้าไว้กับจิตวิญญาณอันประเสริฐของรอซูล ในอายะฮ์ที่ 64 แห่งซูเราะฮ์อันนิสาอฺ ได้กล่าวไว้ โดยใจความว่า 'หลังจากที่พวกเขาอธรรมต่อตัวของพวกเขาเอง หากพวกเขามาหาเจ้า ขอการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ และหากรอซูลขอการอภัยโทษให้แก่พวกเขา พวกเขาจะพบว่าอัลลอฮฺทรงเมตตาและทรงปรานี' อายะฮ์นี้เป็นคำสัญญาว่า การเตาบะฮ์ของผู้ที่ใช้รอซูลเป็นวะซีละฮ์จะถูกตอบรับ"

จากนั้น มันศูรลุกขึ้นและไปยืนหน้าห้องหุจเราะฮ์ อัซ-สะอาดะฮ์ เขากล่าวว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ในอายะฮ์นี้ พระองค์ทรงสัญญาว่าจะทรงรับการเตาบะฮ์ของผู้ที่ใช้รอซูลของพระองค์เป็นวะซีละฮ์ ฉันเองก็ขอวิงวอนต่อพระองค์เพื่อการอภัยโทษ ในที่ประทับอันสูงส่งของนบีผู้ยิ่งใหญ่ของพระองค์ โปรดอภัยให้ฉัน เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงอภัยแก่บ่าวของพระองค์ เมื่อพวกเขาขอการอภัยโทษในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ฉันขอวิงวอนต่อพระองค์ โดยใช้นบีผู้ยิ่งใหญ่ของพระองค์ ผู้เป็นนบีแห่งความเมตตา เป็นวะซีละฮ์ โอ้มุฮัมมัด นบีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดานบีทั้งหลาย ฉันได้ขอวิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของฉัน โดยทำตะวัสสุลผ่านท่าน โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดให้นบีผู้สูงส่งผู้นั้นเป็นผู้ขอชะฟาอะฮ์ให้แก่ฉัน" ขณะเขาขอดุอานั้น เขายืนโดยหันหลังให้กิบละฮ์ และหันหน้าไปยังหน้าต่างแห่งมุวาญะฮัตอัซสะอาดะฮ์ มิมบัรอันนะบะวีอยู่ทางด้านซ้ายของเขา

คำแนะนำที่อิหม่ามมาลิกมอบให้แก่คอลีฟะฮ์มันศูร แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ขอดุอาหน้าฮุญเราะฮ์อัซสะอาดะฮ์ จำเป็นต้องระมัดระวังตนอย่างยิ่ง และมีการกล่าวไว้ว่า ไม่เหมาะสมที่ผู้ซึ่งไม่สามารถรักษาความสำรวมและความเคารพต่อสถานที่นั้น จะพำนักอยู่ในมะดีนะฮ์อัลมุเนาวะเราะฮ์เป็นเวลานาน

ชาวบ้านจากอนาโตเลียคนหนึ่ง ซึ่งได้พำนักและแต่งงานอยู่ในมะดีนะฮ์อัลมุเนาวะเราะฮ์ และปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประการหนึ่ง ณ หุจเราะฮ์ อัซ-สะอาดะฮ์ มาหลายปี วันหนึ่งเขาล้มป่วยด้วยไข้ และเกิดความอยากดื่มอัยรอน เขาคิดว่า "หากฉันอยู่ที่หมู่บ้านของฉัน ฉันคงได้ดื่มอัยรอนที่ทำจากโยเกิร์ต" ในคืนนั้น ท่านรอซูลปรากฏในความฝันของเชคอัลฮะรอม และสั่งให้เขามอบหน้าที่รับใช้นั้นให้แก่ผู้อื่น เมื่อเขาตอบว่า "โอ้รอซูล ผู้ผู้นั้นจากอุมมะฮ์ของท่านกำลังทำหน้าที่นั้นอยู่" ท่านรอซูลกล่าวว่า "จงบอกเขาให้กลับไปยังหมู่บ้านของเขา และดื่มอัยรอน" วันรุ่งขึ้น เมื่อคำสั่งนี้ถูกถ่ายทอดไปถึงเขา ชายผู้นั้นกล่าวว่า "ตามที่ท่านสั่ง" และเดินทางกลับบ้านเกิดของเขา

เมื่อความคิดเพียงหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในหัวใจ ยังสามารถก่อให้เกิดผลเสียได้มากถึงเพียงนี้ อัลลอฮฺทรงคุ้มครองเถิด จากตรงนี้จึงต้องเข้าใจว่า คำพูดหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมกับอาดับ แม้จะเป็นเพียงการล้อเล่น ก็สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้มากเพียงใด

เจ้าเป็นอีมานในหัวใจของมุอ์มินผู้ที่รักเจ้า
เขาจะไม่ทุกข์ร้อน เพราะยารักษาความโศกเศร้าของเขาคือเจ้า
เขารอคอยการชะฟาอะฮ์จากเจ้า สิ่งที่หัวใจเขาตัดสินก็คือเจ้า
ผู้ที่หวังความช่วยเหลือ ย่อมจะได้รับมันแน่นอน โอ้รอซูลของอัลลอฮฺ

ความสำคัญและคุณค่าของการกล่าวซอละวาตแด่ท่านรอซูล

หนึ่งในหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเรา คือการกล่าวซอละวาตแด่ท่านรอซูล เพื่อแสดงความเคารพ ทุกครั้งที่ได้ยินหรือได้เห็นชื่อของท่าน มีการกล่าวไว้ในอายะฮ์ที่ 56 แห่งซูเราะฮ์อัลอะหฺซาบ ในอัลกุรอาน โดยมีใจความว่า "แท้จริงอัลลอฮฺและมะลาอิกะฮฺของพระองค์ ต่างกล่าวซอลาตแด่นบี โอ้บรรดาผู้ศรัทธา พวกเจ้าจงกล่าวซอลาตและสลามแด่เขา และยอมจำนนต่อเขา"

บรรดานักตัฟซีรได้อธิบายว่า คำว่า "ซอลาต" ในอายะฮ์นี้ หมายถึง เราะหฺมะฮ์จากอัลลอฮฺ การขออภัยโทษจากมะลาอิกะฮฺ และดุอาจากมุสลิม บรรดาอุละมาอ์อิสลามมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกล่าวซอละวาตอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต เป็นฟัรฎู และเป็นวาญิบ เมื่อเอ่ย ได้ยิน อ่าน หรือเขียนชื่ออันประเสริฐของท่านเป็นครั้งแรก และเป็นมุสตะหับ เมื่อชื่อของท่านถูกกล่าวซ้ำ

ผู้ใดประสงค์สิ่งใดจากอัลลอฮฺ ควรเริ่มต้นด้วยการสรรเสริญและขอบคุณอัลลอฮฺ จากนั้นกล่าวซอละวาตแด่ท่านรอซูล ดุอาเช่นนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะถูกรับตอบ ดุอาที่ถูกห้อมล้อมด้วยศ่อละวาตสองครั้ง คือในตอนต้นและตอนท้าย จะไม่ถูกปฏิเสธ

อบูฏ็อลฮะฮ์รายงานว่า "ฉันเข้าไปพบท่านรอซูล และเห็นความปีติและความผาสุกบนตัวของท่าน ซึ่งฉันไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อฉันถามถึงเหตุผล ท่านกล่าวว่า 'ฉันจะไม่ดีใจได้อย่างไร ในเมื่อเมื่อครู่นี้ ญิบรีล ได้นำข่าวดีมาให้ฉัน อัลลอฮฺทรงตรัสว่า เมื่อคนหนึ่งจากอุมมะฮ์ของเจ้ากล่าวซอละวาตหนึ่งครั้งต่อเจ้า อัลลอฮฺจะกล่าวซอละวาตสิบครั้งตอบแทนเขา'"6

และบางส่วนของหะดีษในเรื่องนี้มีดังต่อไปนี้ "ผู้นั้นจงอับอาย ผู้ที่เมื่อชื่อของฉันถูกกล่าวใกล้เขาแล้ว เขาไม่กล่าวศ่อลาตและสลามแก่ฉัน ผู้นั้นจงอับอาย ผู้ที่เดือนเราะมะฎอนผ่านเข้ามาและผ่านไป โดยบาปของเขาไม่ได้รับการอภัย ผู้นั้นจงอับอาย ผู้ที่บิดามารดาของเขามีอายุมาก แต่เขาไม่สามารถทำให้ทั้งสองพอใจ และเข้าสวรรค์ได้"

"คนตระหนี่ คือผู้ที่เมื่อฉันถูกกล่าวถึงต่อหน้าเขา แต่เขาไม่กล่าวซอลาตและสลามแก่ฉัน"

"ผู้ใดกล่าวซอลาตแด่ฉันหนึ่งครั้ง อัลลอฮฺจะทรงประทานซอลาตแก่เขาสิบครั้ง ทรงลบล้างบาปของเขาสิบประการ และทรงยกสถานะของเขาขึ้นสิบขั้น"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

อบูฮุมัยด์ อัซซะอีดีย์ กล่าวว่า บรรดาเศาะฮาบะฮฺได้ถามท่านรอซูลว่า "โอ้รอซูลของอัลลอฮฺ พวกเราควรกล่าวซอลาตและสลามแด่ท่านอย่างไร" ท่านรอซูลกล่าวว่า "จงกล่าวว่า 'อัลลอฮฺมมะ ศ็อลลิ อะลา มุฮัมมัด วะอัซวาญิฮี วะซุรริยาติฮี กะมา ศ็อลลัยตะ อะลา อิบรอฮีม วะบาริก อะลา มุฮัมมัด วะอัซวาญิฮี วะซุรริยาติฮี กะมา บาร็อกตะ อะลา อิบรอฮีม อินนะกะ ฮะมีดุน มะญีด'"7

ตัวอย่างบางส่วนของซอละวาตมีดังต่อไปนี้
"อะลัยฮิสสลาม"
"ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม"
"อะลัยฮิสศ็อลาตุ วัสสะลามุ วัตตะฮิยยะฮ์"
"อัลลอฮฺมมะ ศ็อลลิ อะลา ซัยยิดินา มุฮัมมัด"
"อัลลอฮฺมมะ ศ็อลลิ อะลา มุฮัมมัด วะอะลา อาลิฮี วะศ็อฮ์บิฮี อัจญะมาอีน"
"อะลัยฮิ วะอะลา ญะมีอิ มินัศศ็อละวาติ อัตตัมมุฮา วะมินัตตะฮิยยาติ อัยมะนุฮา"
"อัลลอฮฺมมะ ศ็อลลิ อะลา มุฮัมมัด วะอะลา อาลิ มุฮัมมัด กะมา ศ็อลลัยตะ อะลา อิบรอฮีม วะอะลา อาลิ อิบรอฮีม …"

มีบุคคลหนึ่งเล่าเรื่องดังนี้ เพื่อนคนหนึ่งของฉันเขียนคำว่า "ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ตัสลีมัน กะษีรอน กะษีรอ" ทุกครั้งที่เอ่ยชื่ออันประเสริฐของท่านรอซูลในจดหมายที่เขาเขียน เมื่อฉันพบเขาและถามว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น เขากล่าวว่า "เมื่อยังหนุ่ม ฉันเคยคัดลอกหนังสือหะดีษ แต่ฉันไม่เขียนซอละวาตทุกครั้งที่เขียนชื่อท่านรอซูล คืนหนึ่งฉันเห็นนายแห่งสากลโลกในความฝัน และเข้าไปหาเขา แต่เขาหันใบหน้าอันประเสริฐหนีจากฉัน เมื่อฉันขยับไปอีกด้านหนึ่ง เขาก็ยังหันหน้าหนีอีก เมื่อฉันยืนตรงหน้าเขาและกล่าวว่า 'โอ้รอซูลของอัลลอฮฺ เหตุใดท่านจึงหันใบหน้าหนีจากฉัน' เขาตอบว่า 'เพราะเจ้าไม่เขียนคำซอลาต เมื่อเจ้าเขียนชื่อของฉันในหนังสือของเจ้า' นับแต่นั้นมา ฉันจึงเขียนชื่อของท่านพร้อมซอละวาตเสมอ"

มีการกล่าวไว้ในหะดีษว่า "ผู้ใดกล่าวซอลาตแด่ฉันหนึ่งครั้ง อัลลอฮฺจะทรงประทานซอลาตแก่เขาสิบครั้ง ทรงลบล้างบาปของเขาสิบประการ และทรงยกสถานะของเขาขึ้นสิบขั้น" และ "ในวันกิยามะฮ์ ผู้ที่ใกล้ชิดกับฉันมากที่สุด และสมควรได้รับการชะฟาอะฮ์จากฉันมากที่สุด คือผู้ที่กล่าวซอลาตและสลามแด่ฉันมากที่สุด"

อัลลอฮฺได้ตรัสกับมูซาว่า "โอ้มูซา เจ้าปรารถนาไหมว่าข้าจะใกล้กับลิ้นของเจ้ายิ่งกว่าคำพูดของเจ้า ใกล้กับหัวใจของเจ้ายิ่งกว่าความคิดของเจ้า ใกล้กับร่างกายของเจ้ายิ่งกว่าวิญญาณของเจ้า และใกล้กับดวงตาของเจ้ายิ่งกว่าแสงสว่างของมัน" เขากล่าวว่า "ใช่ โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน" อัลลอฮฺจึงตรัสว่า "ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงกล่าวซอละวาตแด่มุฮัมมัดให้มาก" และอัลลอฮฺตรัสอีกว่า "โอ้มูซา เจ้าปรารถนาไหมว่าจะไม่พบความกระหายในวันกิยามะฮ์" เขากล่าวว่า "ใช่ โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน" อัลลอฮฺจึงตรัสว่า "ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงกล่าวซอละวาตแด่มุฮัมมัดให้มาก"8

ท่านรอซูลกล่าวว่า "ผู้ที่ใกล้ชิดกับฉันมากที่สุดในทุกระดับชั้นในวันกิยามะฮ์ คือผู้ที่กล่าวซอละวาตแด่ฉันมากในโลกนี้ ผู้ใดกล่าวซอละวาตแด่ฉันหนึ่งร้อยครั้งในกลางวันและกลางคืนของวันศุกร์ อัลลอฮฺจะทรงดูแลความต้องการของเขาหนึ่งร้อยประการ เจ็ดสิบประการเป็นเรื่องของอาคิเราะฮ์ และสามสิบประการเป็นเรื่องของโลกนี้ จากนั้น อัลลอฮฺจะทรงส่งซอละวาตเหล่านั้นมายังหลุมฝังศพของฉันผ่านมะลาอิกะฮฺ พวกมันเปรียบเสมือนของขวัญที่พวกเจ้าได้รับ มะลาอิกะฮฺผู้นั้นจะบอกชื่อ เชื้อสาย และเผ่าพันธุ์ของผู้ส่งแก่ฉัน และบันทึกไว้บนแผ่นขาวข้างฉัน การที่ฉันรับรู้หลังจากเสียชีวิตแล้ว ก็เหมือนกับการที่ฉันรับรู้ขณะที่ฉันยังมีชีวิตอยู่"9

มีรายงานว่า "ในวันพฤหัสบดี อัลลอฮฺจะทรงส่งมะลาอิกะฮฺที่ถือสมุดเงินและปากกาทอง พวกเขาจะบันทึกผู้ที่กล่าวศ่อลาตแด่นบีเป็นจำนวนมากในวันพฤหัสบดีและคืนวันศุกร์ (คืนระหว่างพฤหัสบดีกับศุกร์)" และมีรายงานว่า "หากมุสลิมสองคนพบกัน จูบกัน และกล่าวความศานติแด่นบี บาปก่อนหน้าและภายหลังของทั้งสองจะได้รับการอภัย" และว่า "เมื่อคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าเข้าไปในมัสยิด ให้เขากล่าวสลามแด่นบี และกล่าวว่า 'โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดคุ้มครองฉันจากชัยฏอน'"10 และตามรายงานอีกสายหนึ่งว่า "เมื่อออกจากมัสยิด ให้กล่าวว่า 'อัลลอฮฺมมะ อินนี อัสอะลุกะ มิน ฟัฎลิกะ'"

หากดุอาไม่ได้เริ่มต้นด้วยการสรรเสริญอัลลอฮฺและการกล่าวศ่อละวาตแด่ท่านรอซูล ดุอานั้นจะค้างอยู่หลังม่าน ดุอาที่มีการสรรเสริญและศ่อละวาตนำหน้า จะถูกรับตอบ หากไม่กล่าวศ่อละวาตแด่ท่านรอซูลและครอบครัวของท่าน จะมีม่านกั้นระหว่างดุอากับฟากฟ้า เมื่อมีการกล่าวศ่อละวาต ม่านนั้นจะถูกฉีกออก และดุอาจะถูกยกขึ้นสู่ฟากฟ้า หากไม่กล่าวศ่อละวาต ดุอาจะถูกส่งกลับมา หากในที่ชุมนุมหนึ่งไม่มีการเอ่ยนามอัลลอฮฺ และไม่มีการกล่าวศ่อลาตแด่ท่านรอซูล จะมีแส้อยู่เหนือผู้ร่วมชุมนุมนั้น หากพระองค์ประสงค์ พระองค์จะทรงลงโทษพวกเขา และหากพระองค์ประสงค์ พระองค์จะทรงอภัยให้แก่พวกเขา

มีหะดีษว่า "เมื่อพวกเจ้ามีเสียงดังในหู จงระลึกถึงฉันและกล่าวซอลาตแด่ฉัน" และ "ผู้ที่ตั้งใจจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ควรปรึกษาหารือในเรื่องนั้น อัลลอฮฺจะทรงประทานความถูกต้องแก่เขาในการตัดสินใจ หากผู้หนึ่งต้องการจะพูดบางอย่างแต่ลืม จงให้เขากล่าวซอลาตแด่ฉัน เพราะเมื่อเขากล่าวศ่อลาตแด่ฉัน คำพูดนั้นจะตามมา หวังว่าเขาจะระลึกได้"11 และ "การงานอันเป็นประโยชน์ใด ๆ หากไม่เริ่มต้นด้วยพระนามของอัลลอฮฺ และการกล่าวศ่อลาตแด่ฉัน การงานนั้นย่อมไร้ความดี และบะเราะกะฮ์ทั้งหมดจะถูกถอดออก"12

"เมื่อพวกเจ้ามีเสียงดังในหู จงระลึกถึงฉันและกล่าวซอลาตแด่ฉัน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

หลังจากการเสียชีวิตของอบูหัฟศ์ คาฆิดีย์ หนึ่งในผู้ทรงเกียรติแห่งอิสลาม มีผู้หนึ่งเห็นเขาในความฝันและถามว่า "อัลลอฮฺทรงปฏิบัติต่อท่านอย่างไร" เขาตอบว่า "พระองค์ทรงเมตตา ทรงอภัยให้ฉัน และทรงให้ฉันเข้าสวรรค์" ชายผู้นั้นถามว่า "เพราะเหตุใด" เขาตอบว่า "พระองค์ทรงให้ฉันยืนท่ามกลางมะลาอิกะฮฺ พวกเขาคำนวณบาปของฉันและศ่อละวาตที่ฉันกล่าวแด่ท่านรอซูล แล้วพบว่าศ่อละวาตของฉันมากกว่าบาปของฉัน อัลลอฮฺจึงตรัสกับพวกเขาว่า 'โอ้มะลาอิกะฮฺของข้า งานของพวกเจ้าสิ้นสุดแล้ว อย่าถามสิ่งใดอีก จงพาเขาไปยังสวรรค์ของข้า'"

มีผู้หนึ่งจากบรรดาสะลัฟ (ผู้ทรงคุณธรรมรุ่นต้น) เล่าว่า เพื่อนของฉันซึ่งเรียนหะดีษด้วยกันได้เสียชีวิตไป ในความฝัน ฉันเห็นเขาสวมอาภรณ์สีเขียวแห่งสวรรค์ เมื่อฉันถามถึงเหตุผล เขากล่าวว่า "ฉันเขียนคำว่า 'ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม' กำกับชื่อท่านรอซูลในทุกหะดีษที่ฉันพบ อัลลอฮฺทรงตอบแทนการกระทำนั้นของฉันด้วยสิ่งนี้" และอีกเรื่องหนึ่งจากบรรดาซะลัฟ มีผู้เล่าว่า เพื่อนบ้านของฉันซึ่งเป็นเสมียนได้เสียชีวิตไป ฉันเห็นเขาในความฝันและถามว่าอัลลอฮฺทรงปฏิบัติต่อเขาอย่างไร เขาบอกว่าอัลลอฮฺทรงอภัยให้เขา เมื่อฉันถามถึงเหตุผล เขากล่าวว่า "เพราะทุกครั้งที่ฉันเขียนชื่อท่านรอซูล ฉันจะเขียนคำว่า 'ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม' กำกับไว้เสมอ"

อบูสุลัยมาน ดารานี เล่าว่า เวลาที่ฉันเขียนบันทึกหะดีษ ต่อจากนามอันประเสริฐของนบีแล้ว ฉันมักจะเขียนคำว่า "ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ" และไม่ได้เติมคำว่า "วะซัลลัม" เมื่อฉันฝันถึงท่านนบี ท่านกล่าวกับฉันว่า "โอ้อบูสุลัยมาน เมื่อเจ้าเขียนชื่อของฉันในหะดีษ จงเขียน 'วะซัลลัม' ควบคู่กับซอลาตด้วย มันมีสี่ตัวอักษร และแต่ละตัวอักษรมีผลบุญสิบประการ หากเจ้าไม่เขียน เท่ากับว่าเจ้าสละซึ่งผลบุญไปสี่สิบประการ" มีบุคคลอีกคนหนึ่งที่มักจะปฏิบัติเช่นเดียวกับฉัน ท่านรอซูลก็ได้กล่าวกับเขาในความฝันว่า "เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าหรือ เจ้าจึงไม่เขียนซอลาตแด่ฉันให้ครบถ้วน"

อบูบักร อัศศิดดีก กล่าวว่า "ผู้ที่เกรงว่าจะสูญเสียความจำ ควรกล่าวซอละวาตแด่รอซูลให้มาก"

มุฮัมมัด อิบนุ ซะอีด มุฏ็อรริฟ หนึ่งในมุสลิมผู้เคร่งครัด เล่าว่า ทุกคืนเมื่อเข้านอน ฉันจะกล่าวซอละวาตจำนวนหนึ่ง คืนหนึ่ง ฉันเห็นท่านรอซูลในความฝัน ท่านเข้ามา และห้องของฉันก็เต็มไปด้วยนูร จากนั้นท่านเข้ามาใกล้ฉันและกล่าวว่า "ให้ฉันจุมพิตปากของเจ้าที่กล่าวซอละวาตแด่ฉันมากมาย" ฉันรู้สึกอายที่จะยื่นปากออกไป จึงยื่นแก้มของฉันแทน ท่านจุมพิตด้วยปากอันประเสริฐของท่าน ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความปีติ ห้องของฉันเต็มไปด้วยกลิ่นมัสก์ และกลิ่นหอมอันงดงามนั้นไม่จางหายจากแก้มของฉันเป็นเวลาถึงแปดวัน

เมื่อฮัลลาด อิบนุ กะษีร หนึ่งในผู้ทรงเกียรติแห่งสะลัฟ เสียชีวิต พวกเขาพบกระดาษแผ่นหนึ่งใต้ศีรษะของเขา มีข้อความว่า "นี่คือเอกสารแห่งการรอดพ้นจากญะฮันนัมของฮัลลาด อิบนุ กะษีร" พวกเขาถามญาติของเขาว่า เขามีการงานใด ญาติกล่าวว่า "เขามักกล่าวซอละวาตทุกวันศุกร์"

ในหนังสือ ซัยนุลมะญาลิส (Zayn al-Majalis) ของเชคอัยนี มีบันทึกไว้ว่า ท่านรอซูลกล่าวว่า "ในวันกิยามะฮ์ จะมีคนสามกลุ่มอยู่ใต้ร่มเงาแห่งอะรัช ซึ่งไม่มีร่มเงาอื่นใดอีกแล้วนอกจากร่มเงานั้น" เมื่อถูกถามว่าคนสามกลุ่มนั้นเป็นใคร ท่านกล่าวว่า "พวกเขาคือผู้ที่แก้ไขปัญหาของอุมมะฮ์ของฉัน ผู้ที่ฟื้นฟูซุนนะฮ์ของฉัน และผู้ที่กล่าวซอละวาตแด่ฉันอย่างมากมาย"

ชัยค์อบูมูซา ดะรีรี เล่าว่า "เราประสบพายุรุนแรงกลางทะเล ทุกคนร้องไห้ด้วยความกลัวตาย ในเวลานั้นฉันหลับไป และเห็นท่านรอซูลอัลอักร็อมในความฝัน ท่านบอกให้ฉันไปบอกผู้ที่อยู่บนเรือ ให้กล่าวถ้อยคำดังนี้หนึ่งพันครั้ง 'อัลลอฮฺมมะ ศ็อลลิ อะลา ซัยยิดินา มุฮัมมัด วะอะลา อาลิ ซัยยิดินา มุฮัมมัด ซอลาตัน ตุนญีนา บิฮา มิน ญะมีอิล อะหฺวาลิ วัลอาฟาต วะตักฎี ละนา บิฮา ญะมีอัล ฮาญาต วะตุเฏาะฮ์ฮิรุนา บิฮา มิน ญะมีอิส ซัยยิอาต วะตัรฟะอุนา บิฮา อินดะกะ อะอ์ลัดดะรอญาต วะตุบัลลิฆุนา บิฮา อักศ็อลฆอยาต มิน ญะมีอิล ค็อยราติ ฟิลฮะยาติ วะบะอ์ดัลมะมาติ' เมื่อเรากล่าวได้เพียงสามร้อยครั้ง พายุก็สงบลง และเราก็พ้นจากอันตราย" มีการแนะนำให้กล่าวซอลาตนี้ในทุกกิจการสำคัญ และในทุกความยากลำบาก ภัยพิบัติ และแผ่นดินไหว

ทั้งกลางวันและกลางคืน ลิ้นของฉันกล่าวซอลาตและสลาม
แด่วิญญาณอันประเสริฐของท่าน โอ้ฟัครุลอะนาม

มีหะดีษมากกว่าสี่สิบบทในตำราที่เชื่อถือได้ ว่าด้วยรูปแบบการกล่าวซอละวาต หนึ่งในนั้นคือ
"อัลลอฮฺมมะ ศ็อลลิ อะลา มุฮัมมัด วะอะลา อาลิ มุฮัมมัด กะมา ศ็อลลัยตะ อะลา อิบรอฮีม วะอะลา อาลิ อิบรอฮีม วะบาริก อะลา มุฮัมมัด วะอะลา อาลิ มุฮัมมัด กะมา บาร็อกตะ อะลา อิบรอฮีม วะอะลา อาลิ อิบรอฮีม อินนะกะ ฮะมีดุน มะญีด
อัลลอฮฺมมะ ศ็อลลิ วะซัลลิม วะบาริก วัรฮัม อะลา ซัยยิดินา มุฮัมมัด ฮุวะ ซัยยิดุลอะรอบี วัลอะญัม

วะอิมามิ มักกะติลมุการรอมะติ วัลมะดีนะติลมุนาววะเราะฮ์ วัลหะรอม
อัลละมะอัล อินซานะ มา ลัม ยะอ์ลัม อัศลุฮู นูรุน วะนัศลุฮา อาดัม บะอ์ษุฮา มุอัคคะรุน วะค็อลกุฮา มุก็อดดัม อิสมุฮุช ชะรีฟ มักตูบุน อะลัลเลาหฺฮิลมะห์ฟูซ บิยากูตอิลกะลัม วะญิสมุฮุช ชะรีฟ มัดฟูนุน ฟิลมะดีนะติลมุนาววะเราะฮ์ วัลหะรอม ยา ลัยตะ อักตะฮิลุ ตุรอบัลละซี ตะห์ตัลกอดัม ฟะตูบา ซุมมะ ตูบา ลิมัน ดะอา วะตะบิอะฮู วะลิมัน อัสละมะ ศอฮิบัช ชะฟาอะฮ์ ลิลอาละมีน กออิลัน ยา ร็อบบี ศัลลิม อุมมะตี อุมมะตี วะอุมมะฮา ยา ซัลลุฏฟิ วัลกะร็อม ฟะยูนาดิลมุนาดี มิน กิบัลอัรเราะห์มาน กอบิลตุ ชะฟาอะตะกะ ยา นะบียยัลมุห์ตะรอม อุซุลลุล ญันนะฮ์ ลา ค็อฟฟุน อะลัยกุม วะลา ฮุซนุน วะลา อะลัม ซุมมะ เราะฎิยัลลอฮุ อัน อบีบักริน วะอุมัร วะอุษมาน วะอาลีย์ยิน ซิลกะรอม วะศ็อลลัลลอฮุ อะลา ซัยยิดินา มุฮัมมัด วัลฮัมดุลิลลาฮิ ร็อบบิลอาละมีน บิหุรมะติ ซัยยิดิลมุรซะลีน"

เมื่อสายลมยามเช้าพัดผ่านเส้นผมของท่าน อากาศก็เต็มไปด้วยกลิ่นหอมอบอวล จากความขาวสว่างดุจดังไข่มุกของฟันของท่าน สว่างจนกระทั่งมองเห็นเข็มได้แม้ในยามค่ำคืน จากนูรแห่งทรวงอกของท่านในคืนมืด ผู้คนเดินทางด้วยแสงนั้น เมื่อผู้เป็นที่รักของอัลลอฮฺชี้ด้วยนิ้ว พระจันทร์ก็แยกออกเป็นสองเสี่ยง หากท่านมีเหงื่อ เหงื่อของท่านก็กลายเป็นดอกกุหลาบ ผู้คนรอเก็บหยดน้ำกุหลาบเหล่านั้น กษัตริย์แห่งโลกปลูกต้นอินทผลัม เพียงชั่วขณะเดียวก็ออกผลมากมาย หากจะเล่ามุอ์ญิซาตของท่านไปจนถึงวันฟื้นคืนชีพ แม้หลังวันนั้นก็ยังไม่สิ้นสุด หากเจ้าปรารถนาจะหนีไฟนรก จงกล่าวศอลาตด้วยความรักและความหลงใหล

อัศศอลาตุ วัศศะลามุ อะลัยกะ ยา รอซูลัลลอฮ์
อัศศอลาตุ วัศศะลามุ อะลัยกะ ยา ฮะบีบุลลอฮ์
อัศศอลาตุ วัศศะลามุ อะลัยกะ ยา นูรัลอัรชุลลอฮ์

"โอ้ลูกหลานแห่งอิสรออีล แท้จริงฉันคือนบีของอัลลอฮฺที่ถูกส่งมายังพวกเจ้า ฉันมาเพื่อยืนยันเตารอต และเพื่อแจ้งข่าวดีถึงนบีผู้หนึ่งที่จะมาหลังจากฉัน ซึ่งมีชื่อว่า อะหมัด"
ซูเราะฮ์อัศศ็อฟ อายะฮ์ที่ 6

นามอันประเสริฐของท่านนบี

นามที่ใช้กันมากที่สุดของท่านนบี คือ "มุฮัมมัด" ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ที่ได้รับการสรรเสริญอย่างยิ่ง ผู้ที่เป็นที่ชื่นชมอย่างสูง ชื่อนี้ถูกกล่าวถึงในอัลกุรอานสี่ครั้งด้วยกัน ได้แก่ อายะฮ์ที่ 144 แห่งซูเราะฮ์อาลิอิมรอน อายะฮ์ที่ 40 แห่งซูเราะฮ์อัลอะหฺซาบ อายะฮ์ที่ 29 แห่งซูเราะฮ์อัลฟัตห์ และอายะฮ์ที่ 2 แห่งซูเราะฮ์มุฮัมมัด อีซาได้แจ้งแก่อุมมะฮ์ของเขาไว้ดังที่กล่าวในอายะฮ์ที่ 6 แห่งซูเราะฮ์อัศศ็อฟ โดยมีใจความว่า "โอ้ลูกหลานแห่งอิสรออีล แท้จริงฉันคือนบีของอัลลอฮฺที่ถูกส่งมายังพวกเจ้า ฉันมาเพื่อยืนยันเตารอต และเพื่อแจ้งข่าวดีถึงนบีผู้หนึ่งที่จะมาหลังจากฉัน ซึ่งมีชื่อว่า อะหมัด" คำว่า "อะหมัด" มีความหมายว่า ผู้ที่ได้รับการสรรเสริญและความรักมากที่สุด

นอกจากนามว่า "มุฮัมมัด" และ "อะหมัด" แล้ว ท่านนบียังถูกกล่าวถึงในอัลกุรอานด้วยสมญานามต่าง ๆ เช่น มะห์มูด รอซูล นบี ชาฮิด บะชีร นะซีร มุบัชชีร มุนซิร ดาอีอิลัลลอฮ์ สิรอจญ์อัลมุนีร เราะอูฟ เราะฮีม มุศ็อดดิก มุซักกิร มุดดัษษิร อับดุลลอฮฺ กะรีม ฮักก์ มุนีร นูร คอตะมันนะบียีน เราะฮ์มะฮ์ นิอ์มะฮ์ ฮาดี ฏอฮา ยาซีน เป็นต้น นอกเหนือจากนี้ นามอันประเสริฐบางส่วนของท่านถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอาน บางส่วนอยู่ในหะดีษ และบางส่วนอยู่ในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกประทานแก่บรรดานบีก่อนหน้า

นามอันประเสริฐของท่านนบี ยังถูกกล่าวไว้ในหะดีษบางบท เช่น มะฮี อากิบ มุกัฟฟี นะบีอัรร็อฮ์มะฮ์ นะบีอัตเตาบะฮ์ นะบีย์อัลมะลาฮิม กัตตาล มุตะวักกิล ฟาติหฺ คอติม มุศเฏาะฟา อุมมี กุสซาม (ผู้ซึ่งถูกรวมคุณงามความดีทั้งมวลไว้ในตัวเขา)

ในหะดีษบทหนึ่ง ท่านนบีกล่าวว่า "ฉันมีชื่อเฉพาะอยู่ห้าชื่อ คือ ฉันคือมุฮัมมัด ฉันคืออะหมัด ฉันคือมะฮี ซึ่งอัลลอฮฺทรงทำลายการปฏิเสธศรัทธาด้วยฉัน ฉันคือฮาชิร ผู้ที่ผู้คนจะถูกฟื้นคืนชีพตามหลังฉันในวันกิยามะฮ์ และฉันคืออากิบ ซึ่งจะไม่มีนบีใดหลังจากฉันอีก"13

ท่านนบีได้รับสมญานามว่า "อบูอัลกอซิม" เนื่องจากบุตรชายของท่านชื่อ กอซิม ซึ่งเกิดจากคอดีญะฮ์ และเสียชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ อีกทั้งก่อนการเป็นนบี ชาวกุร็อยช์ยังเรียกท่านว่า "อัลอะมีน" เนื่องจากคุณลักษณะอันประเสริฐมากมายของท่าน เช่น ความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจได้

หนึ่งในนามอันประเสริฐของท่านรอซูลที่ถูกกล่าวถึงในอัลกุรอาน คือคำว่า "ยาซีน" ในซูเราะฮ์ยาซีน ซึ่งเป็นหัวใจของอัลกุรอาน ซัยยิดอับดุลฮะกีม อัรวาซีย์ หนึ่งในอุละมาอ์อัรรอซิฮีน กล่าวว่า "ยาซีน มีความหมายว่า โอ้ผู้เป็นที่รักของข้า ผู้ซึ่งดำดิ่งอยู่ในมหาสมุทรแห่งมุฮับบะฮ์ (ความรัก) ของข้า"

บรรดาผู้ที่ได้ยินชื่อของมหาสมุทรนี้ ผู้ที่ได้เห็นมันจากระยะไกล ผู้ที่ได้เข้าใกล้ ผู้ที่ได้ลงไปในนั้นและดื่มด่ำตามส่วนของตน ต่างก็เปรียบดังการลุกไหม้ด้วยความรักต่อรอซูลในทุกช่วงของชีวิต และแสดงความรักนั้นผ่านเสียงคร่ำครวญ น้ำตาที่กลั่นจากหัวใจ และถ้อยคำบทกวีอันลึกซึ้งสะเทือนใจ เมาลานา คอลิด อัลบัฆดาดีย์ เป็นหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่และเป็นที่รู้จักมากที่สุดในหมู่คนเหล่านั้น และเขาได้รับส่วนแบ่งอันมากมายจากมหาสมุทรแห่งมุฮับบะฮ์นั้น เขาได้เขียนไว้ในบทกวีบทหนึ่ง ซึ่งเขาแสดงความรักต่อท่านรอซูลไว้ดังนี้

ข้ากำลังลุกไหม้ด้วยความรักต่อท่าน โอ้ซัรวัรแห่งสากลโลก
ไม่ว่าข้าจะอยู่ที่ใด ข้าก็มองหาโฉมงามของท่านเสมอ

ข้าเป็นเพียงความว่างเปล่า ส่วนท่านคือสุลต่านแห่งบัลลังก์กอบา เกาเซน
ข้าถือว่าไม่เหมาะสมที่จะกล่าวว่าข้าเป็นแขกของท่าน

ทุกสิ่งในจักรวาลนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อท่าน
หากความเมตตาของท่านโปรยปรายลงมาสู่ข้า นั่นคือฤดูใบไม้ผลิของข้า

ผู้คนต่างมาสู่ฮิญาซเพื่อเวียนรอบกะอฺบะฮฺ
ส่วนข้าปีนข้ามภูเขาด้วยความใฝ่ฝันที่จะได้พบกับท่าน

มงกุฎแห่งความผาสุกถูกวางลงบนศีรษะของข้าในความฝัน
และข้าคิดว่าฝุ่นดินใต้เท้าของท่านได้ถูกโปรยลงบนใบหน้าของข้า

โอ้ญามี นกไนติงเกลแห่งบรรดาผู้หลงรักซึ่งสรรเสริญผู้เป็นที่รักของท่าน
บทกวีเหล่านี้ถ่ายทอดความรู้สึกของข้าจากหนังสือกวีนิพนธ์ของท่านว่า

"ดุจสุนัขที่เป็นโรคเรื้อนและกระหายน้ำ
ข้าโหยหาหยดหนึ่งจากทะเลแห่งความเอื้อเฟื้อของท่าน"

นอกจากบทกวีและคำสดุดีที่แต่งขึ้นเพื่อสรรเสริญท่านนบีแล้ว ยังมีหนังสืออีกมากมายที่ถูกเขียนเกี่ยวกับท่าน ในบรรดาผู้ประพันธ์เหล่านั้น แม้แต่ผู้ที่มีชื่อเสียงและความสามารถเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลกมานานหลายศตวรรษ ก็ยังยอมรับว่าตนไม่อาจสรรเสริญรอซูลได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ได้เห็นท่านและตกหลุมรักในความงดงามของท่าน พยายามพรรณนาท่านให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และกล่าวว่าพลังของมนุษย์ไม่เพียงพอที่จะถ่ายทอดความงามนั้น

"หากผู้ใดไม่รักฉันมากกว่าชีวิตของเขาเอง อีมานของเขายังไม่สมบูรณ์" หะดีษ อัช-ชะรีฟ

คำบอกเล่าจากบรรดาผู้หลงรักเหล่านั้นนับร้อย ถูกบันทึกไว้ในหนังสือของอุละมาอ์อิสลาม ผู้ที่ได้อ่านย่อมเข้าใจทันทีว่า อัลลอฮฺทรงสร้างนบีผู้เป็นที่รักของพระองค์ด้วยระเบียบอันเกินจินตนาการ และด้วยความงามที่ไม่อาจละสายตาได้ ผู้คนตกหลุมรักท่านโดยไม่เคยได้เห็นท่าน ผู้ที่รักหะบีบุลลอฮ์รับรสแห่งความรักของท่านในทุกลมหายใจ ในความเย็นของอากาศที่ไหลเข้าสู่ปอด ทุกครั้งที่พวกเขามองดูดวงจันทร์ พวกเขาก็เพลิดเพลินกับการเสาะหาเงาสะท้อนของแสงซึ่งมาจากดวงตาอันประเสริฐของท่าน ทุกอณูของผู้ที่ได้รับเพียงหยดหนึ่งจากมหาสมุทรแห่งความงามของท่าน ต่างกล่าวว่า

ผู้ที่ได้เห็นแก้มอันงดงามของท่าน ไม่หันไปมองดอกกุหลาบ
ผู้ที่หลอมละลายในความรักของท่าน ไม่แสวงหาการเยียวยา

มีหะดีษบทหนึ่งซึ่งถ่ายทอดโดย อนัส อิบนุ มาลิก ระบุว่า "ไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเจ้าจะมีอีมานครบถ้วน จนกว่าฉันจะเป็นที่รักของเขามากกว่าลูกของเขา บิดาของเขา และผู้คนทั้งหมด"14

วันหนึ่ง อุมัรกล่าวกับท่านนบีว่า "โอ้รอซูลของอัลลอฮฺ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า ท่านเป็นที่รักของฉันเหนือทุกสิ่ง ยกเว้นชีวิตของฉันเอง" ท่านรอซูลกล่าวว่า "หากผู้ใดไม่รักฉันมากกว่าชีวิตของเขาเอง อีมานของเขายังไม่สมบูรณ์" จากนั้น อุมัรกล่าวว่า "โอ้รอซูลของอัลลอฮฺ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงประทานอัลกุรอานแก่ท่านว่า ท่านเป็นที่รักของฉันยิ่งกว่าชีวิตของฉันเอง" แล้วท่านกล่าวว่า "โอ้อุมัร บัดนี้มันสมบูรณ์แล้ว"

ยุคอวกาศ คอมพิวเตอร์
เครื่องมือก้าวหน้ามากมาย
อัลกุรอานคือแหล่งที่มาทั้งหมดของสิ่งเหล่านั้น
ท่านคือความเมตตา โอ้รอซูลของอัลลอฮฺ

ท่านให้ความสำคัญกับประสบการณ์
กับการแสวงหาความรู้และวิทยาการ
ท่านได้ชี้หนทางแห่งความก้าวหน้า
ท่านคือนูร โอ้รอซูลของอัลลอฮฺ

ผู้ที่รักท่าน คือผู้เป็นที่รักสำหรับเรา
หากไร้ท่าน โลกนี้ก็หม่นหมองสำหรับเรา
ทุกสิ่งดำรงอยู่เพื่อท่าน
ท่านคือความโปรดปราน โอ้รอซูลของอัลลอฮฺ

จากท่าน พวกเขาได้นำเอาความคิดทั้งมวล
ความรู้ วิทยาการ และศิลปะ
ตะวันออกและตะวันตกต่างนำไปใช้
ท่านคือผู้นำ โอ้รอซูลของอัลลอฮฺ

ทุกสิ่งที่ท่านกล่าว ล้วนเป็นจริง
ตลอดสิบห้าศตวรรษที่ผ่านมา
มุฮัมมัด อัลอะมีน คือท่าน
ท่านคือความยุติธรรม โอ้รอซูลของอัลลอฮฺ

ในความอ่อนโยน ในความยุติธรรม
ในความเอื้อเฟื้อ ในศักดิ์ศรี
ในความเมตตา ในคุณธรรม
ท่านคือแบบอย่าง โอ้รอซูลของอัลลอฮฺ

ภาพมัสยิดอันประเสริฐของท่านนบี กับ "กุบเบาะฮ์อัลค็อดเราะฮ์ – โดมสีเขียว" เมื่อมองจากภายนอก

ฮิลยะฮฺ อัศสะอาดะฮฺ

“ฉันได้สอบถามเกี่ยวกับคุณลักษณะและฮิลยะฮ์ (ลักษณะภายนอกและรูปร่าง) ของรอซูลุลลอฮ์
จากบาทหลวงของทุกโบสถ์ที่ฉันไปเยือน
และจดจำรายละเอียดเหล่านั้นไว้ทั้งหมด
เมื่อฉันกลับมาถึงมะดีนะฮ์
ฉันก็เล่าเรื่องทั้งหมดนั้นให้รอซูลุลลอฮ์ฟัง
และท่านก็พอใจ”
มุฆีเราะฮ์
บิน ชุอ์บะฮ์
เราะฎิยัลลอฮุอันฮ์

รูปลักษณ์ภายนอกของฮะบีบุลอักร็อม ถูกเรียกว่า ฮิลยะฮฺ อัศสะอาดะฮฺ
บรรดาอุละมาอ์อิสลามได้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับอวัยวะที่มองเห็นได้ทั้งหมดของมุฮัมมัด รูปร่าง ลักษณะ คุณลักษณะ อุปนิสัยอันงดงาม และชีวิตทั้งหมดของท่านไว้อย่างชัดเจน พร้อมหลักฐานและเอกสาร ข้อมูลเหล่านี้ถูกรวบรวมมาจากหะดีษ ซึ่งเป็นคำกล่าวของท่านนบีเอง และจากสิ่งที่เศาะฮาบะฮฺถ่ายทอดไว้ หนังสือที่รวบรวมเนื้อหาเหล่านี้เรียกว่า หนังสือซิยัร ในบรรดาหนังสือซิยัรนับพันเล่มที่อธิบายฮิลยะฮ์ อัศสะอาดะฮ์ของท่านนบี หนังสือที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด ได้แก่ ชะมาอิล อันนะบะวียะฮ์ ของอิหม่ามอัตติรมิซีย์, อัช-ชิฟา ของกอฎีย์อิยาด, ดะลาอิล อันนุบูวะฮ์ ของอิหม่ามบัยฮะกีย์ และอบูนุอัยม์ อิศฟะฮานีย์ และ มะวาฮิบ อัลลัดดุนนิยะฮ์ ของอิหม่ามอัลกอศฏอลานีย์

ฮิลยะฮ์ อัศสะอาดะฮ์ของท่านนบี ถูกบรรยายไว้ในหะดีษและรายงานของเศาะฮาบะฮฺ ดังต่อไปนี้ "ใบหน้าของฟัครุลกออินาต อวัยวะทุกส่วนของท่าน และเสียงของท่าน ล้วนงดงามยิ่งกว่าใบหน้า อวัยวะ และเสียงของมนุษย์ทั้งปวง
ใบหน้าของท่านค่อนข้างกลม และเมื่อท่านมีความปิติ ใบหน้าของท่านจะส่องสว่างดุจดวงจันทร์15 เมื่อท่านมีความสุข จะเห็นได้ชัดจากหน้าผากของท่าน

ท่านรอซูลสามารถมองเห็นในยามค่ำคืนได้เช่นเดียวกับในยามกลางวัน ท่านมองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังได้เช่นเดียวกับสิ่งที่อยู่ด้านหน้า เมื่อท่านจะมองไปด้านข้างหรือด้านหลัง ท่านจะหันทั้งร่างกายแล้วจึงมอง ท่านมองพื้นดินมากกว่าท้องฟ้า ดวงตาของท่านกลมโต ขนตายาว มีสีแดงเรื่อเล็กน้อยในดวงตา และม่านตาดำสนิท ในเวลากลางคืน ท่านจะทาผงแร่ที่ขอบตา

ฟัครุลอาลัม มีหน้าผากกว้าง คิ้วของท่านเรียวยาวและไม่บรรจบกันตรงกลาง เส้นเลือดระหว่างคิ้วทั้งสองจะนูนขึ้นเมื่อท่านโกรธ
จมูกของท่านเป็นสันงดงาม และโด่งขึ้นเล็กน้อยบริเวณสันกลาง ศีรษะของท่านค่อนข้างใหญ่

ริมฝีปากของท่านไม่ได้เล็ก ฟันของท่านขาวสะอาด และมีช่องว่างเล็กน้อยระหว่างฟันหน้า เมื่อท่านเอ่ยปากพูด จะเห็นความส่องสว่างราวกับว่านูรเปล่งออกมาจากช่องว่างระหว่างฟันของท่าน ในบรรดาบ่าวของอัลลอฮ์ ไม่มีผู้ใดมีวาทศิลป์และคำพูดที่ไพเราะยิ่งไปกว่าท่าน"

เมื่อฟัครุลอาลัมมีอายุครบสี่สิบปี
มงกุฎแห่งนบูวะฮ์ถูกวางลงบนศีรษะของท่าน
จะมีเสียงกล่าวว่า โอ้ผู้เป็นที่รัก เป็นระยะ ๆ
ข้าได้แต่งตั้งเจ้าให้เป็นความเมตตาแก่สากลโลก
อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมา อายะฮ์แล้วอายะฮ์เล่า
มุอ์ญิซาตหลากหลายประการได้ปรากฏ
บุคคลผู้บริสุทธิ์นั้นเป็นนูรทั้งสิ้น
อวัยวะทุกส่วนของท่านล้วนมีมุอ์ญิซาตอย่างแน่นอน
ประการแรก เงาของร่างอันประเสริฐนั้น
ไม่เคยตกลงสู่พื้นเลยแม้แต่น้อย
เพราะร่างของท่านตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าคือนูร
เป็นที่ทราบดีว่าแสงย่อมไม่มีเงา
และเหนือศีรษะอันประเสริฐของท่าน
มีกลุ่มเมฆคอยให้ร่มเงาแก่ท่านอยู่เสมอ

ไม่ว่าท่านจะไปยังแห่งหนใด มันก็ไปกับท่าน
และลอยอยู่เหนือท่านตลอดเวลา
มุอ์ญิซาตในดวงตาอันประเสริฐของท่าน
ข้าจะเล่าให้ฟังตามที่เป็น
ท่านมองเห็นทุกสิ่งตรงหน้าอย่างชัดเจนเช่นไร
ท่านก็มองเห็นด้านหลังได้เช่นนั้น
จงฟังเรื่องของจมูกอันประเสริฐนั้น
และรับรู้มุอ์ญิซาตทั้งหมดของมัน
เมื่อญิบรีล อัลอะมีน ลงมาพร้อมวะฮ์ยู
ทันทีที่เขาจากท้องฟ้าไป
ท่านจะได้กลิ่นหอมของญิบรีล
และทราบว่าเขานำวะฮ์ยูมา
หากริมฝีปากดุจจันทร์ของท่านขยับ
วงโคจรของดวงอาทิตย์ก็เคลื่อนไปบนฟากฟ้า

"ฉันรับใช้รอซูลของอัลลอฮฺเป็นเวลาสิบปี มืออันประเสริฐของท่านนุ่มยิ่งกว่าผืนผ้าไหม"
ผิวหนังของท่านมีกลิ่นหอมยิ่งกว่าชะมดเชียงและดอกไม้นานาชนิด
อนัส อิบนุ มาลิก

ถ้อยคำอันประเสริฐของท่านเข้าใจง่าย สัมผัสลึกซึ้งถึงหัวใจ และดึงดูดจิตวิญญาณ เมื่อท่านกล่าวถ้อยคำใด ๆ ก็ตาม คำพูดของท่านเรียงร้อยดุจสร้อยไข่มุก หากมีใครต้องการนับจำนวนถ้อยคำของท่าน ก็จะสามารถนับได้โดยง่าย บางครั้ง ท่านจะกล่าวเรื่องหนึ่งซ้ำถึงสามครั้ง เพื่อให้เข้าใจได้ชัดเจน (ในสวรรค์ ทุกคนจะพูดในรูปแบบเดียวกับกับมุฮัมมัด) เสียงอันประเสริฐของท่านสามารถได้ยินไปถึงระยะไกล ๆ ซึ่งไม่มีใครจะทำได้

ฟัครุลอาลัมมีใบหน้ายิ้มแย้ม การหัวเราะของท่านอยู่ในรูปของรอยยิ้ม และเมื่อท่านยิ้ม ฟันหน้าของท่านจะปรากฏ เมื่อท่านยิ้ม นูรของท่านจะส่องสง่างไปยังกำแพง การร้องไห้ของท่านก็เงียบเช่นเดียวกับรอยยิ้มของท่าน ท่านไม่เคยหัวเราะเสียงดัง และไม่ร้องไห้เสียงดัง แต่เมื่อท่านเศร้า น้ำตาจะไหลจากดวงตาของท่าน และจะได้ยินเสียงจากทรวงอกของท่าน ท่านจะร่ำไห้เมื่อท่านคิดถึงบาปของอุมมะฮ์ของท่านเมื่อมีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺตะอาลา เมื่อท่านได้ยินอัลกุรอาน และบางครั้งท่านก็ร่ำไห้ในขณะละหมาด

นิ้วมือของฟัครุลอาลัมมีขนาดใหญ่ แขนของท่านอวบอิ่ม ฝ่ามือของท่านกว้าง กลิ่นหอมจากร่างกายทุกส่วนของท่านหอมหวนยิ่งกว่าชะมดเชียง ร่างกายของท่านทั้งนุ่มนวลและแข็งแรง

อนัส อิบนุ มาลิก กล่าวว่า "ฉันรับใช้รอซูลของอัลลอฮ์เป็นเวลาสิบปี มือของท่านนุ่มยิ่งกว่าผืนผ้าไหม"

ผิวหนังของท่านมีกลิ่นหอมยิ่งกว่าชะมดเชียงและดอกไม้นานาชนิด แขน เท้า และนิ้วมือของท่านเรียวยาว นิ้วเท้าใหญ่ อุ้งเท้าไม่สูงเกินไปและมีความอ่อนนุ่ม หน้าท้องของท่านกว้าง และหน้าอกกับหน้าท้องอยู่ในระนาบเดียวกัน กระดูกบริเวณหัวไหล่ใหญ่ และหน้าอกของท่านผายกว้าง หัวใจของรอซูลของอัลลอฮ์คือ นะซัรกาฮ์ อัลอิลาฮี (สถานที่ที่อัลลอฮ์ทรงมองดู)

ท่านรอซูลไม่ได้มีรูปร่างสูงมากและไม่ได้เตี้ย หากมีผู้ที่รูปร่างสูงยืนอยู่ใกล้ ท่านจะดูสูงกว่าคนนั้น และเมื่อท่านนั่ง ไหล่ของท่านจะสูงกว่าผู้ที่นั่งอยู่ข้างเคียงทั้งหมด

เส้นผมและเคราของท่านไม่หยิกและไม่ตรง หากเป็นลอนตามธรรมชาติ ท่านมีผมยาว เดิมทีท่านปล่อยผมลงมาด้านหน้า ต่อมาในภายหลังท่านแสกผมออกเป็นสองฝั่ง บางครั้งท่านไว้ผมยาว และบางครั้งท่านตัดให้สั้น ท่านไม่ย้อมทั้งผมและเครา ในวันที่ท่านจากโลกนี้ไป จำนวนเส้นผมหงอกที่ศีรษะและเคราของท่านมีไม่ถึงยี่สิบเส้น ท่านเล็มหนวดอยู่เสมอ ความยาวและรูปทรงของหนวดคล้ายกับคิ้วของท่าน และท่านมีช่างตัดผมประจำคอยรับใช้

รอซูลของอัลลอฮ์พกมิสวากและหวีติดตัวอยู่เสมอ และท่านจะส่องกระจกขณะหวีผมและเครา

ฟัครุลกออินาตเดินอย่างรวดเร็ว ท่านก้มสายตามองพื้นด้านหน้า และไม่ว่าท่านจะผ่านไปยังสถานที่ใด กลิ่นหอมของท่านจะปรากฏแก่ผู้คน ณ ที่นั้น

รอซูลของอัลลอฮ์เป็นชาวอาหรับ ผิวพรรณของท่านขาวอมแดง ท่านหล่อเหลา เปล่งประกาย และเป็นที่รักยิ่ง

หากใครบอกว่าท่านนบีมีผิวดำ คนผู้นั้นจะกลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา

ความหมายตามรากศัพท์ของคำว่า "อาหรับ" คือ "งดงาม" ตัวอย่างเช่น "ลิซาน อัลอาหรับ" หมายถึง "ภาษาที่งดงาม" ส่วนความหมายเชิงวิชาการ กล่าวคือ "อาหรับ" ในความหมายทางภูมิศาสตร์ หมายถึงผู้ที่เกิดและเติบโตในคาบสมุทรที่เรียกว่าอาระเบีย เติบโตมากับภูมิอากาศ อากาศ น้ำ และอาหารของที่นั่น และมีสายเลือดของผู้คนในดินแดนนั้น เช่นเดียวกับผู้ที่มีสายเลือดอนาโตเลียเรียกว่าชาวเติร์ก ผู้ที่เกิดและเติบโตในบัลแกเรียเรียกว่าชาวบัลแกเรีย และผู้ที่อยู่ในเยอรมนีเรียกว่าชาวเยอรมัน ฉันใด รอซูลของอัลลอฮฺก็เป็นชาวอาหรับ เพราะท่านเกิดในคาบสมุทรอาระเบีย ชาวอาหรับมีผิวขาวหรือผิวสีข้าวสาลี โดยเฉพาะครอบครัวของท่านนบีมีผิวขาวผ่องและงดงามยิ่ง แท้จริงแล้ว อิบรอฮีมก็มีผิวขาว และเป็นบุตรของผู้ศรัทธาที่มีชื่อว่า ตารุห์ ซึ่งก็มีผิวขาว และเป็นชาวเมืองบัสเราะฮ์ อาซัร ซึ่งเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา มิใช่บิดาของอิบรอฮีม เขาเป็นลุงและบิดาเลี้ยงของท่าน

ชื่อเสียงของท่านอับดุลลอฮฺ บิดาของท่านนบี แพร่ไกลไปถึงอียิปต์ และด้วยนูรบนหน้าผากของเขา สตรีเกือบสองร้อยคนได้เดินทางมายังมักกะฮฺเพื่อแต่งงานกับเขา ทว่า นูรของมุฮัมมัดบางส่วนนั้นได้ตกเป็นของท่านมารดาอามินะฮ์

ลุงของท่านคือ อับบาส และบุตรของอับบาสคือ อับดุลลอฮฺ ต่างก็มีผิวขาวเช่นเดียวกับท่าน และบรรดาลูกหลานของท่านนบีจนถึงวันสิ้นโลกก็จะงดงามและมีผิวขาวเช่นกัน
บรรดาเศาะฮาบะฮฺของรอซูลก็มีผิวขาวและสวยงามหล่อเหลา อุษมาน เราะฎิยัลลอฮุ มีผิวที่ขาวและผมสีอ่อน ดิหฺยะฮ์ อัลกัลบี ผู้ที่รอซูลส่งไปเป็นทูตไปยังการปกครองของจักรพรรดิเฮราคลิอุสแห่งไบแซนไทน์ เป็นชายที่งดงามยิ่ง เมื่อเขาเดินตามถนน หญิงสาวชาวไบแซนไทน์จะรีบออกมาดูใบหน้าของเขา ญิบรีล 'อะลัยฮิสสลาม มักจะมาปรากฏในรูปลักษณ์ของดิหฺยะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุ

ชนพื้นเมืองของอียิปต์ ดามัสกัส แอฟริกา ซิซิลี และสเปน ไม่ใช่ชาวอาหรับ แต่เนื่องจากชาวอาหรับได้เดินทางจากคาบสมุทรอาหรับไปยังดินแดนเหล่านี้เพื่อเผยแผ่อิสลาม จึงมีชาวอาหรับอยู่ในดินแดนเหล่านั้นด้วย เช่นเดียวกับในอนาโตเลีย อินเดีย และประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ไม่อาจเรียกผู้คนในประเทศเหล่านั้นทั้งหมดว่าเป็นชาวอาหรับได้ ชาวอียิปต์มีผิว สีเข้ม ชาวเอธิโอเปีย (อะบิสสิเนีย) มีผิวดำ และถูกเรียกว่าเอธิโอเปีย ชาวซานซิบาร์ถูกเรียกว่าซานจี และก็มีผิวดำเช่นกัน การรักและให้เกียรติเครือญาติและลูกหลานของท่านนบีถือเป็นอิบาดะฮ์ มุสลิมทุกคนรักพวกเขา คนผิวดำบางคนที่เดินทางมาอนาโตเลียในฐานะแขก แนะนำตนเองว่าเป็นชาวอาหรับ เพื่อจะได้รับความเคารพและความเมตตา และมุสลิมชาวอนาโตเลียผู้บริสุทธิ์ใจก็เชื่อคำพูดนั้นและรักพวกเขา เพราะในความรักนี้ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างผิวดำหรือผิวขาว มุสลิมผิวดำคนหนึ่งมีคุณค่า สูงส่ง และเป็นที่รักยิ่งกว่าผู้ปฏิเสธศรัทธาที่มีผิวขาวหลายเท่า การมีผิวดำไม่ได้ลดคุณค่าของอีมานลง ฮะดีษระบุว่าบิลาล อัลหะบะชี และอุซามะฮ์ ผู้เป็นที่รักของท่านรอซูล เป็นคนผิวดำ ขณะที่อบูญะฮัล ผู้ปฏิเสธศรัทธาซึ่งความชั่วร้ายและความต่ำต้อยเป็นที่รู้กันทั่วไป เป็นคนผิวขาว อัลลอฮฺทรงให้คุณค่ากับพลังแห่งอีมานและตักวา (การหลีกเลี่ยงสิ่งฮะรอมด้วยความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ) ไม่ใช่การให้คุณค่ากับสีของผิวพรรณ อย่างไรก็ตาม การที่คนผิวดำบางคนแนะนำตนเองว่าเป็นชาวอาหรับ กลับเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ศัตรูของอิสลามและชาวยิว กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งทำให้คนผิวดำถูกมองว่าต่ำต้อยและน่ารังเกียจ และถูกนำไปใช้เป็นทาส ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งใช้คำว่า "อาหรับ" เรียกแมวและสุนัขสีดำ รวมทั้งภาพและการ์ตูนของคนผิวดำในสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อทำให้เยาวชนเข้าใจว่าชาวอาหรับเป็นคนผิวดำ และทำให้เด็กมุสลิมรู้สึกห่างเหินจากท่านนบี

"ในหมู่อุมมะฮ์ของฉัน
ผู้ที่รักฉันมากที่สุด
คือผู้ที่ยอมสละครอบครัว
และทรัพย์สินของตน
เพื่อจะได้พบฉัน
หลังจากฉันจากโลกนี้ไปแล้ว"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

คุณลักษณะทางศีลธรรมอันงดงามทั้งหมดถูกรวมไว้ในตัวท่านนบี คุณลักษณะเหล่านี้อัลลอฮฺเป็นผู้ประทานให้แก่ท่าน ไม่ใช่การได้มาจากการฝึกฝนแต่อย่างใด
ท่านนบีไม่เคยสาปแช่งมุสลิมโดยเอ่ยชื่อของใคร และไม่เคยทำร้ายใครด้วยมือของท่าน ท่านแก้แค้นเพื่ออัลลอฮฺ ไม่เคยแก้แค้นเพื่อประโยชน์ของตนเอง ท่านปฏิบัติต่อเครือญาติ เศาะฮาบะฮฺ และผู้รับใช้ด้วยความดีงามและความสุภาพ ภายในบ้าน ท่านอ่อนโยนและเป็นมิตรเสมอ ท่านเยี่ยมผู้ป่วย ร่วมงานศพ ช่วยเศาะฮาบะฮฺทำงาน และอุ้มลูก ๆ ของพวกเขา แต่หัวใจของท่านไม่ยึดติดกับสิ่งเหล่านี้ วิญญาณอันประเสริฐของท่านอยู่ในโลกของมะลาอิกะฮฺ

ผู้ที่ได้เห็นท่านรอซูลอย่างกะทันหันย่อมเกิดความเกรงกลัว ด้วยสถานภาพแห่งความเป็นนบีของท่าน หากปราศจากความอ่อนโยนแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าเข้านั่งใกล้ท่าน หรือมีกำลังใจรับฟังถ้อยคำของท่าน อย่างไรก็ตาม ด้วยความถ่อมตนของท่านเอง ท่านจะไม่จ้องมองใบหน้าของผู้ใดด้วยดวงตาอันประเสริฐของท่าน

ฟัครุลอาลัมเป็นผู้มีความเอื้อเฟื้อมากที่สุดในหมู่มนุษย์ เมื่อมีผู้ขอสิ่งใดจากท่าน ท่านไม่เคยกล่าวคำว่า "ไม่" หากท่านมีสิ่งที่เขาขอ ท่านก็จะให้ แต่หากไม่มี ท่านจะไม่พูดปฏิเสธ ท่านมีการทำความดีและการเกื้อกูลมากมาย แม้จักรพรรดิโรมัน กษัตริย์เปอร์เซีย หรือผู้ปกครองใด ๆ ไม่อาจทำความดีได้มากเท่าท่าน ทว่า ท่านกลับชอบดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย บางครั้งถึงกับลืมกินลืมดื่ม ท่านไม่เคยกล่าวออกคำสั่งว่า "เอาอาหารมาให้ฉัน" หรือ "จงทำอาหารอย่างนั้นอย่างนี้" หากมีผู้ยกอาหารมาให้ ท่านก็รับประทาน และจะรับผลไม้ทุกชนิดที่มีผู้นำมาให้ บางครั้งท่านกินน้อยเป็นเวลาหลายเดือนและยินดีที่จะอยู่ในความหิวโหย บางครั้งท่านก็กินมาก ท่านไม่ดื่มน้ำหลังอาหาร ท่านดื่มน้ำขณะนั่ง16 ขณะที่ท่านกินอาหารร่วมกับผู้อื่น ท่านจะหยุดกินทันทีหลังจากทุกคนกินเสร็จ 17ท่านรับของขวัญจากทุกคน และจะตอบแทนด้วยของที่มากกว่าหลายเท่าแก่ผู้ที่นำของขวัญมาให้

ท่านมีธรรมเนียมในการสวมใส่เสื้อผ้าหลากหลาย เมื่อทูตจากต่างประเทศมา ท่านจะแต่งกายอย่างเรียบร้อย สวมเสื้อผ้าที่สวยงามและมีค่า และเผยโฉมอันงดงามของท่าน ท่านสวมแหวนเงินฝังหินอาเกต ใช้เป็นตราประทับ บนแหวนมีข้อความว่า "มุฮัมมัด รอซูลุลลอฮฺ"
ที่นอนของท่านทำจากหนังสัตว์และยัดด้วยใยมะพร้าว บางครั้งท่านนอนบนที่นอนนี้ บางครั้งนอนบนหนังที่ปูบนพื้น บางครั้งบนเสื่อหรือพื้นดินแห้ง ท่านจะวางฝ่ามืออันจำเริญไว้ใต้แก้มขวา และนอนตะแคงขวา 18

รอซูลไม่รับซะกาต ไม่รับประทานหัวหอมดิบหรือกระเทียม และไม่กล่าวบทกวี
แม้ดวงตาของท่านจะหลับอยู่ แต่หัวใจอันประเสริฐของท่านไม่เคยหลับ ท่านเข้านอนทั้งที่หิวและตื่นขึ้นด้วยความอิ่มเอม ท่านไม่เคยหาว
ร่างกายของท่านเปล่งแสงแห่งนูร และจะไม่ทอดเงาลงบนพื้น ไม่มีแมลงวันมาเกาะเสื้อผ้าของท่าน พวกยุงหรือแมลงใด ๆ จะไม่ดูดเลือดของท่าน

ท่านนบีเป็นผู้มีวาทศิลป์อย่างยิ่ง ท่านรู้แจ้งว่าจะเริ่มและจบถ้อยคำที่ใด ด้วยลักษณะการพูดของท่าน ถ้อยคำจึงมีความชัดเจน ไพเราะ และคมคาย ความถูกต้องของความหมายปรากฏชัดในคำพูดของท่านเสมอ และด้วยพลังแห่งการสื่อสารที่มีอย่างสูงส่ง ท่านไม่เคยเหนื่อยหรืออึดอัดในขณะพูด

เมื่ออัลลอฮฺทรงแจ้งแก่ท่านว่าท่านคือรอซูลของพระองค์ ชัยฏอนก็ไม่สามารถขึ้นสู่ฟากฟ้าเพื่อรับข่าวสารได้อีก และหมอดูก็ไม่อาจทำนายได้อีก ฟัครุลอาลัมยังมีชีวิตอยู่ด้วยชีวิตที่เราไม่อาจเข้าใจได้ เรือนร่างอันประเสริฐของท่านไม่เสื่อมสลาย มะลาอิกะฮฺองค์หนึ่งประจำอยู่ ณ กุโบร์ของท่าน และคอยรายงานคำกล่าวซอละวาตที่อุมมะฮ์กล่าวแด่ท่าน ระหว่างมิมบัรกับกุโบร์อันประเสริฐของท่านเรียกว่า เราฎอฮ์ อัลมุเฏาะฮะเราะฮ์ สถานที่นี้เป็นหนึ่งในสวนแห่งสวรรค์ การเยี่ยมกุโบร์ของท่านเป็นหนึ่งในอิบาดะฮ์ที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่าสูงยิ่ง

บรรดาผู้ทรงเกียรติในหมู่เศาะฮาบะฮฺได้บรรยายความงามของท่านนบีไว้ดังนี้
อบูฮุร็อยเราะฮ์ กล่าวว่า "ฉันไม่เคยเห็นผู้ใดงดงามยิ่งกว่ารอซูล ราวกับว่าดวงอาทิตย์ส่องแสงทั้งหมดของมันลงบนใบหน้าของท่าน เมื่อท่านยิ้ม ราวฟันของท่านจะส่องสว่างไปยังกำแพง"

อิบนุ อบี ฮาละ กล่าวว่า "ใบหน้าอันประเสริฐของท่านนบี ส่องสว่างดุจดวงจันทร์เต็มดวง"
อาลี กล่าวว่า "ผู้ที่ได้เห็นรอซูลในทันใดย่อมเกิดความเกรงกลัว แต่ผู้ใดได้สนทนากับท่านและได้รู้จักท่าน จะรู้สึกอบอุ่นใจและรักท่านในทันที"
ญาบิร อิบนุ สะมุเราะฮ์ กล่าวว่า "รอซูลวางฝ่ามืออันประเสริฐของท่านบนใบหน้าของฉัน มือของท่านมีกลิ่นหอม สดชื่น ราวกับเพิ่งนำออกมาจากถุงของช่างปรุงน้ำหอม หากท่านรอซูลจับมือกับผู้ใดเพื่อทำมุศอฟะฮ์ (การจับมือกันตามแบบอิสลาม) กลิ่นหอมนั้นจะไม่จางหายจากมือของผู้นั้นตลอดทั้งวัน" 19
อาอิชะฮ์ มารดาแห่งผู้ศรัทธา กล่าวว่า "เมื่อรอซูลลูบศีรษะของเด็กคนหนึ่ง เด็กคนนั้นจะเป็นที่สังเกตได้ทันทีท่ามกลางเด็กคนอื่น ๆ จากกลิ่นหอมอันงดงาม" 20

วันหนึ่ง ท่านรอซูลกำลังหลับอยู่ในบ้านของท่าน อุมมุสุลัยม์ มารดาของอนัส อิบนุ มาลิก ได้เข้ามา ขณะที่ท่านหลับ เหงื่อได้ปรากฏบนใบหน้าอันประเสริฐของท่าน อุมมุสุลัยม์จึงเริ่มเก็บเหงื่ออันประเสริฐของท่านนบี เมื่อท่านนบีตื่นขึ้นและถามว่าเหตุใดนางจึงทำเช่นนั้น อุมมุสุลัยม์ ซึ่งเป็นแม่นมของท่านนบี กล่าวว่า "เรานำเหงื่อนี้ไปผสมในน้ำหอมของเรา เพราะเหงื่อของท่านคือกลิ่นหอมที่งดงามและรื่นรมย์ที่สุด" 21
อบูฮุร็อยเราะฮ์ กล่าวว่า "ฉันไม่เคยเห็นผู้ใดเดินเร็วกว่ารอซูล ราวกับว่าพื้นดินม้วนเข้าหาท่านขณะที่ท่านย่างก้าว และขณะเดินไปพร้อมกับท่าน พวกเราต้องออกแรงจากกำลังทั้งหมดที่มี"

"เมื่อรอซูลลูบศีรษะของเด็กคนหนึ่ง เด็กคนนั้นจะเป็นที่สังเกตได้ทันทีท่ามกลางเด็กคนอื่น ๆ จากกลิ่นหอมอันงดงาม"
ท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา

ความงดงามของท่านนบี

บรรดาอุละมาอ์อัรรอซิฮีน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์ซอฮิร (ภายนอก) และบาฏิน (ภายใน) และเป็นทายาททางวิชาการของท่านนบี ได้เห็นท่านนบีในความงดงามทั้งหมดของท่าน และตกหลุมรักท่าน อบูบักร อัศศิดดีก คือบุคคลแรกในหมู่พวกเขา ผู้ซึ่งเมื่อได้เห็นนูรแห่งนบูวะฮ์ในตัวท่านรอซูล และตระหนักถึงความประเสริฐ ความงดงาม และความสูงส่งของท่านแล้ว ก็ได้ตกอยู่ในความรักอย่างลึกซึ้ง จนไม่มีผู้ใดจะเสมอเหมือน อบูบักรมองเห็นท่านรอซูลอยู่ทุกขณะและในทุกที่ที่เขามองไป เขาเคยอธิบายสภาพของตนว่า "โอ้รอซูลของอัลลอฮฺ ฉันเห็นท่านตลอดเวลาไม่ว่าฉันจะมองไปทางใด" และอีกครั้งหนึ่ง เขากล่าวว่า "ฉันยอมแลกการงานที่ดีทั้งหมดของฉันกับความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยของท่าน"
หนึ่งในผู้ที่เห็น เข้าใจ และถ่ายทอดความงดงามของท่านรอซูลได้ดีที่สุด คือท่านหญิงอาอิชะฮ์ มารดาแห่งผู้ศรัทธา อาอิชะฮ์เป็นอุละมาอ์ เป็นมุจตะฮิด และเป็นนักวรรณกรรม มีไหวพริบและสติปัญญา นางพูดได้ชัดเจน ไพเราะ และคมคาย รู้ความหมายของอัลกุรอาน รู้เรื่องฮะลาลและฮะรอม บทกวีอาหรับ และวิชาการคำนวณเป็นอย่างดี นางมีบทกวีที่สรรเสริญรอซูล บทกลอนสองบทต่อไปนี้แต่งโดยอาอิชะฮ์ มารดาแห่งผู้ศรัทธา

Wa lav sami'û ahl-u Mısra awsâfa haddihî,
Lamâ bazalû fî sawmi Yûsufa min nakdin.
Lavîmâ Zalîhâ lav ra ayna cabînahû,
La âsarna bil-kat'il kulûbi alal aydi.

คำแปล:
หากชาวอียิปต์ได้ยินถึงความงดงามของแก้มของท่าน
พวกเขาย่อมไม่ยอมจ่ายเงินสักสลึงเพื่อประมูลยูซุฟ ('อะลัยฮิสสลาม)
(พวกเขาคงเก็บทรัพย์สินทั้งหมดไว้เพื่อจะได้เห็นแก้มของท่าน)
และหากสตรีที่ตำหนิซุไลคอฮ์ได้เห็นหน้าผากอันเปล่งประกายนูรของท่าน
พวกนางคงเลือกควักหัวใจของตน แทนการตัดมือของตน

อาอิชะฮ์ มารดาแห่งผู้ศรัทธา เล่าว่า "วันหนึ่ง ขณะที่ท่านรอซูลกำลังแกะเชือกรองเท้าแตะของท่าน ส่วนฉันกำลังปั่นด้าย ฉันเงยหน้ามองใบหน้าอันประเสริฐของท่าน เหงื่อหยดลงมาจากหน้าผากอันสว่างไสวของท่าน เหงื่อหยดนั้นแผ่แสงกระจายไปทั่ว ทำให้ตาของฉันถึงกับพร่าเลือน ราวกับตกอยู่ในภวังค์ ท่านมองมาที่ฉันแล้วถามว่า 'เกิดอะไรขึ้นกับเธอ เหตุใดจึงดูใจลอยเช่นนี้' ฉันตอบว่า 'โอ้รอซูลัลลอฮ์ เมื่อได้มองนูรอันสว่างไสวบนใบหน้าอันประเสริฐของท่าน และแสงที่แผ่ออกมาจากหยดเหงื่อบนหน้าผากของท่าน ฉันก็เผลอหลงลืมตนเองไปเลย' ท่านรอซูลลุกขึ้น เดินมาหาฉัน จูบระหว่างดวงตาของฉัน แล้วกล่าวว่า 'โอ้อาอิชะฮ์ ขออัลลอฮฺประทานความดีแก่เธอ ฉันไม่เคยทำให้เธอมีความสุขได้เท่ากับที่เธอทำให้ฉันมีความสุขเลย'"
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ท่านหมายความว่า "ความสุขที่เธอมอบให้ฉันนั้น มากกว่าความสุขที่ฉันมอบให้เธอเสียอีก" การที่ท่านจูบระหว่างดวงตาของอาอิชะฮ์ เป็นการให้รางวัลและให้เกียรตินาง เนื่องจากนางรักท่านนบี และมองเห็นความงดงามของท่านด้วยความเข้าใจ

บรรทัดหนึ่ง:
ข้าขอแสดงความยินดีกับดวงตาของข้า ที่ได้เห็นความงดงามของท่าน

บทกลอนสองวรรค:
ช่างประเสริฐยิ่ง ดวงตาที่ได้มองความงามนั้น
และช่างเป็นสุขยิ่ง หัวใจที่ได้เเผาไหม้ด้วยความรักของท่าน

ความงดงามภายนอกซึ่งถูกรวมทั้งหมดไว้บนร่างอันประเสริฐของรอซูลอัลอักร็อม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และสะท้อนถึงความงดงามภายใน คุณลักษณะเหล่านี้ไม่เคยถูกรวมไว้แบบนี้ในร่างของบุคคลใดอื่นเลย
อิหม่ามอัลกุรฏุบีรายงานไว้ว่า "ความงดงามของรอซูลอัลอักร็อม มิได้ปรากฏให้เห็นอย่างสมบูรณ์ เพราะหากความงดงามที่แท้จริงของท่านถูกเปิดเผยทั้งหมด เศาะฮาบะฮฺจะไม่มีกำลังมากพอที่จะมองท่านได้ และหากท่านแสดงความงดงามที่แท้จริงออกมา จะไม่มีผู้ใดสามารถทนมองได้เลย"

ยูซุฟ อะลัยฮิสสลาม ปรากฏแก่ผู้คนด้วยความงามจากภายนอกของท่าน ส่วนท่านรอซูลปรากฏแก่ผู้คนด้วยความงามจากภายในของท่าน เมื่อผู้คนเห็นความงดงามของท่านนบียูซุฟ ก็ถึงกับเผลอตัวใช้มีดบาดมือของตนเอง แต่ด้วยกับกะมาล (ความสมบูรณ์ภายใน) ของท่านรอซูลนั้น เชือกคาดเอวของบาทหลวงคริสเตียนก็ต้องขาดสะบั้น รูปเคารพถูกทำลาย และหมอกควันแห่งการปฏิเสธศรัทธาก็สลายไป

เศาะฮาบะฮฺถามท่านนบีว่า "โอ้รอซูลัลลอฮ์ ระหว่างท่านกับนบียูซุฟใครงดงามกว่ากันหรือ" ท่านตอบว่า "พี่น้องของฉัน ยูซุฟ นั้นงดงามกว่าฉัน และฉันเป็นที่รักยิ่งกว่าท่าน ความงามภายนอกของท่าน มากกว่าความงามภายนอกของฉัน"

ท่านนบีกล่าวในหะดีษบทหนึ่งว่า "นบีทุกท่านที่อัลลอฮฺทรงส่งมา ล้วนมีใบหน้าและเสียงที่งดงาม สำหรับนบีของพวกท่านนั้น ท่านมีใบหน้าและเสียงที่งดงามที่สุดในหมู่พวกเขา"

มีชายผู้หนึ่งมาถามท่านรอซูลว่า "โอ้รอซูลของอัลลอฮฺ วันกิยามะฮ์จะมาถึงเมื่อใดหรือ" ท่านถามเขาว่า "แล้วเจ้าได้จัดเตรียมอะไรไว้บ้างสำหรับวันกิยามะฮ์" เขาตอบว่า "ฉันมิได้เตรียมการด้วยการละหมาด การถือศีลอด หรือการบริจาคอย่างมากมาย แต่ฉันรักอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์" ท่านจึงกล่าวว่า "ผู้นั้นจะได้อยู่ร่วมกับผู้ที่เขารัก"22

"พี่น้องของฉัน ยูซุฟ นั้นงดงามกว่าฉัน และฉันเป็นที่รักยิ่งกว่าท่าน ความงามภายนอกของท่าน มากกว่าความงามภายนอกของฉัน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

การมีความรักต่อรอซูล เป็นฟัรฎุอัยน์สำหรับมุสลิมทุกคน เมื่อความรักต่อซัรวัรผู้นั้นตั้งมั่นอยู่ในหัวใจ การดำเนินชีวิตตามครรลองของอิสลาม การเข้าถึงความปีติและความรื่นรมย์ของอีมานและอิสลาม ย่อมจะเป็นเรื่องง่าย สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การเชื่อและศรัทธาอย่างสมบูรณ์ต่อผู้เป็นนายแห่งโลกนี้และโลกหน้า ด้วยการมีความรักเช่นนี้ บุคคลนั้นจะได้รับเกียรติให้ได้รับความโปรดปรานและความเมตตาอันไม่สิ้นสุดและไม่อาจพรรณนาได้ ซึ่งอัลลอฮฺทรงประทานแก่หะบีบของพระองค์ บรรดาอุละมาอ์แห่งอะฮ์ลุซซุนนะฮ์ และตำราของพวกเขา ซึ่งนำพามุสลิมทุกผู้ทุกนามไปสู่ความรักต่อรอซูลโดยตรง คือหลักฐานของความโปรดปรานเหล่านี้

เมื่อใดที่เอ่ยหรือได้ยินนามอันประเสริฐของท่านรอซูล ถือเป็นวาญิบสำหรับมุสลิมให้ดำรงอยู่ในสภาพแห่งความสงบ ถ่อมตน และสำรวม ทั้งด้วยหัวใจและร่างกาย เสมือนว่าอยู่ต่อหน้าท่านรอซูล

เมื่อได้ยินสิ่งใดที่ถ่ายทอดจากถ้อยคำหรือการกระทำของท่านนบี การแสดงท่าทีหรือการตอบสนองด้วยความยกย่องและให้เกียรติ ถือเป็นการแสดงความเคารพต่อท่าน และการหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่ใช้กับผู้มีสถานะต่ำต้อยในหมู่มนุษย์มาเรียกท่าน ก็เป็นส่วนหนึ่งของความเคารพเช่นเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น ไม่เรียกท่านรอซูลว่าเป็นคนยากจนหรือคนเลี้ยงสัตว์ และเมื่อได้ยินว่า "ท่านรอซูลชอบสิ่งนั้นสิ่งนี้" ก็ไม่กล่าวในเชิงคัดค้านว่า "แต่ฉันไม่ชอบสิ่งนั้น" การปฏิบัติเช่นนี้ล้วนเป็นการให้เกียรติท่าน
กล่าวคือ เมื่อได้ยินว่าท่านรอซูลกล่าวว่า "ฉันไม่กินอาหารในท่าเอนพิง"23 ก็ไม่ควรตอบว่า "แต่ฉันกินในท่าเอนพิง" แล้วยังกระทำเช่นนั้นด้วย การประพฤติตามแนวทางเหล่านี้ล้วนอยู่ในขอบเขตของการให้ความเคารพต่อรอซูล และการละเลยหรือฝ่าฝืนด้วยเจตนาดูแคลน ย่อมเปิดทางไปสู่การปฏิเสธศรัทธา

และด้วยความเคารพต่ออัลลอฮฺและรอซูล ไม่ควรวางหนังสืออื่นหรือสิ่งของในบ้านทับบนอัลกุรอานและหนังสือหะดีษ และด้วยความเคารพต่ออัลลอฮฺและรอซูลอีกเช่นกัน ควรจะปัดฝุ่นหนังสือและตำราเหล่านั้น และไม่ทิ้งกระดาษที่มีนามอันประเสริฐของอัลลอฮฺ หรือของท่านรอซูลลงในที่ไม่เหมาะสม

เอกสารประเภทนี้ ไม่ควรถูกฉีกทำลาย เอกสารที่มีอักษรอิสลามควรได้รับความเคารพเป็นพิเศษ หากหนังสือหรือกระดาษที่มีพระนามของอัลลอฮฺ และอายะฮ์จากอัลกุรอานชำรุดฉีกขาดตามกาลเวลา ควรห่อด้วยผ้าสะอาดแล้วฝังลงดิน หรือขจัดตัวอักษรออกด้วยการล้างด้วยน้ำ หรือเผาเสีย เมื่อเผาแล้วให้นำเถ้าฝังดิน การเผานั้นดีกว่าการล้างด้วยน้ำ เพราะน้ำที่ใช้ล้างอาจถูกเหยียบย่ำได้
การแสดงความเคารพและให้เกียรติต่อมะดีนะฮ์อัลมุเนาวะเราะฮ์ ซึ่งเป็นเขตหะรอมของท่านรอซูล การหลีกเลี่ยงสิ่งต้องห้ามหรือบาปในสถานที่นั้น และการแสดงความเมตตาต่อผู้คนแห่งมะดีนะฮ์อัลมุเนาวะเราะฮ์ ล้วนถือเป็นการให้ความเคารพต่อท่านรอซูลลุลลอฮฺ

ท่านคือเจ้าแห่งการดำรงอยู่ของข้าพเจ้า
ท่านคือชีวิตในสายเลือดของข้าพเจ้าโดยแท้
ซะซาอีได้สูญเสียทรัพย์สินทั้งหมดของตนไป
การดำรงอยู่ทั้งมวลล้วนมาจากความกรุณาของท่าน

ฮะซัน ซะซาอี

อัคลากอันงดงามของท่านนบี

24

อัลลอฮฺตะอาลา เมื่อทรงทำให้หัวใจอันประเสริฐของรอซูลผู้เป็นที่รักของพระองค์พึงพอพระทัย ด้วยการกล่าวถึงคุณความดีและความโปรดปรานที่ทรงประทานแก่ท่าน ได้ตรัสว่า
"เจ้าถูกสร้างมาพร้อมกับคุณธรรมอันยิ่งใหญ่" และได้มีอายะฮ์หนึ่งกล่าวไว้ โดยมีใจความว่า "แท้จริงเจ้าอยู่บนคุณธรรมอันยิ่งใหญ่" (เจ้ามีอัคล๊ากที่ดีเยี่ยม)25

คำว่า คุละกุลอะซีม หมายถึง การมีความลึกซึ้งกับอัลลอฮฺตะอาลา และมีจิตใจอ่อนโยนต่อผู้คน
อิกรอมะฮ์กล่าวว่า "ข้าพเจ้าได้ยินจากอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส ว่า ในอายะฮ์นี้ คำว่า คุละกุลอะซีม หรือคุณธรรมอันงดงามนั้น หมายถึงคุณธรรมที่ถูกประกาศไว้ในอัลกุรอานอัลกะรีม"

อัคล๊ากอันงดงามของท่านรอซูล ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันเข้าสู่อิสลาม
ถ้อยคำของท่านอ่อนหวาน สัมผัสไปถึงหัวใจ และดึงดูดจิตวิญญาณ สติปัญญาของท่านเฉียบแหลมยิ่งนัก แม้จะมาจากคาบสมุทรอาหรับ ท่ามกลางผู้คนที่แข็งกร้าวและดื้อรั้น ท่านก็สามารถรับมือกับพวกเขาได้อย่างสวยงาม ท่านอดทนต่อการถูกเบียดเบียน และนำพวกเขาไปสู่ความอ่อนโยนและการเชื่อฟัง คนจำนวนมากละทิ้งศาสนาเดิมและเข้ารับอิสลาม ต่อสู้กับบิดาและบุตรของตนเองเพื่ออิสลาม พวกเขาสละทรัพย์สิน บ้านเกิด และหลั่งเลือดของตน ทั้งที่ไม่เคยคุ้นชินกับสิ่งเหล่านี้มาก่อนเพื่อท่าน
ท่านมีอุปนิสัยที่ดีงาม อ่อนโยน ให้อภัย อดทน เมตตา และใจกว้าง จนทุก ๆ คนต่างชื่นชมในตัวท่าน ผู้ที่ได้เห็นและรับฟังท่าน ล้วนยินดีเข้ารับอิสลาม

ไม่เคยปรากฏความอัปลักษณ์หรือข้อบกพร่องใด ๆ ในการกระทำ การงาน หรือถ้อยคำของท่าน แม้ท่านจะไม่ถือโทษใครเพื่อตนเอง แต่ท่านเด็ดขาดต่อศัตรูของอิสลาม และต่อผู้ที่กล่าวร้ายหรือทำร้ายศาสนา
มีมุอ์ญิซาตนับพันของมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม ที่ทั้งมิตรและศัตรูต่างยอมรับ และในบรรดามุอ์ญิซาตเหล่านั้น สิ่งที่ประเสริฐที่สุดคือมารยาทอันสูงส่งและอัคล๊ากอันงดงามของท่าน

"แท้จริงเจ้าอยู่บนคุณธรรมอันยิ่งใหญ่" (เจ้ามีอัคล๊ากที่ดีเยี่ยม)
ซูเราะฮ์กอลัม อายะฮ์ที่ 4

อบูซะอีด อัลคุดรี (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) กล่าวว่า "ท่านรอซูลจะให้อาหารสัตว์ ผูกอูฐ กวาดบ้าน รีดนมแกะ ซ่อมรองเท้า ปะเสื้อผ้า26 ท่านกินอาหารร่วมกับคนรับใช้ เมื่อคนรับใช้เหนื่อยจากการโม่แป้ง ท่านก็ช่วยเขา ท่านไปซื้อของจากตลาดและหิ้วกลับบ้านเอง เมื่อพบใคร ท่านเป็นฝ่ายกล่าวสลามก่อน ไม่ว่าผู้นั้นจะยากจนหรือมั่งมี เด็กหรือผู้ใหญ่ ท่านยื่นมือก่อนเพื่อมุศอฟะฮะฮ์ ท่านให้ความเสมอภาคแก่ทาส นาย คนผิวดำ และคนผิวขาว ท่านไปตามคำเชิญของทุกคน ไม่ว่าผู้เชิญจะเป็นใคร ท่านไม่ดูแคลนอาหารที่ถูกนำมาให้ แม้จะมีเพียงเล็กน้อย ท่านไม่เหลืออาหารค้างคืน ท่านมีอุปนิสัยดี ชอบทำความดี และอยู่ร่วมกับทุกคนได้อย่างงดงาม ใบหน้าของท่านยิ้มแย้ม ถ้อยคำอ่อนหวาน แต่ไม่หัวเราะเสียงดัง ท่านดูสำรวมแต่ไม่บึ้งตึง ถ่อมตนแต่ไม่ต่ำต้อย ท่านสง่างาม น่าเกรงขาม แต่ไม่แข็งกร้าว ใจกว้างแต่ไม่ฟุ่มเฟือย เมตตาทุกคน ศีรษะของท่านมักก้มต่ำ ท่านไม่คาดหวังสิ่งใดจากใคร ผู้ใดปรารถนาความสุขและความสงบ ควรดำเนินตามแบบอย่างของท่าน"

อนัส อิบนุ มาลิก (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) กล่าวว่า "ข้าพเจ้ารับใช้ท่านรอซูลเป็นเวลาสิบปี ท่านไม่เคยกล่าวว่า 'อุฟ' และไม่เคยตำหนิว่าทำไมทำเช่นนี้ หรือทำไมไม่ทำเช่นนั้น"27

อบูฮุรอยเราะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) กล่าวว่า "ในสงครามหนึ่ง พวกเราขอให้ท่านขอดุอาให้ผู้ปฏิเสธศรัทธาพินาศ ท่านกล่าวว่า 'ฉันมิได้ถูกส่งมาเพื่อสาปแช่งหรือทำให้ผู้คนถูกลงโทษ แต่ถูกส่งมาเพื่อทำความดีและนำความสงบสุขแก่ผู้คน'"28 และอัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสในซูเราะฮ์อัลอัมบิยาอ์ อายะฮ์ที่ 107 โดยใจความว่า "เราได้ส่งเจ้ามาเป็นความเมตตาแก่สากลโลก"

อบูซะอีด อัลคุดรี (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) กล่าวว่า "ความละอายของท่านรอซูลนั้นมีมากกว่าความละอายของหญิงสาวมุสลิมที่ยังไม่แต่งงาน"29

อนัส อิบนุ มาลิก กล่าวว่า "เมื่อท่านรอซูลทำมุศอฟะฮะฮ์กับใคร ท่านจะไม่ดึงมือของท่านกลับก่อนที่อีกฝ่ายจะดึงกลับ และจะไม่ผินหน้าออกก่อนอีกฝ่าย เมื่อท่านนั่งกับใคร ท่านจะนั่งคุกเข่า ไม่ยกเข่าขึ้นเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้นั้น"30

ญาบิร อิบนุ ซุมเราะฮ์ กล่าวว่า "ท่านรอซูลพูดน้อย จะพูดเมื่อจำเป็นหรือเมื่อมีใครถาม" จากรายงานนี้เข้าใจได้ว่า มุสลิมควรหลีกเลี่ยงถ้อยคำไร้สาระ และรักษาความสงบ และท่านนบีจะพูดชัดเจน เป็นระเบียบ และเข้าใจง่าย

อนัส อิบนุ มาลิก (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) กล่าวว่า "ท่านรอซูลมักจะไปเยี่ยมคนป่วย เดินตามขบวนยกศพ ไปตามคำเชิญ ขี่ลา ข้าพเจ้าเคยเห็นท่านในสงครามค็อยบัร ท่านขี่ลาโดยใช้เชือกผูก เมื่อท่านละหมาดเสร็จในตอนเช้า เด็กและคนงานในมะดีนะฮ์จะนำภาชนะใส่น้ำมาให้ท่าน และขอให้ท่านจุ่มนิ้วของท่านลงไป แม้ในฤดูหนาวที่น้ำเย็นจัด ท่านก็ไม่ปฏิเสธ แต่ท่านจะทำให้พวกเขาพึงพอใจ" 31

อนัสยังกล่าวอีกว่า "หากเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ มาจูงมือท่านรอซูลไปเพื่อขอความช่วยเหลือ ท่านก็จะไปกับนางและแก้ไขปัญหาให้"

ญาบิร (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) กล่าวว่า "ไม่เคยมีสิ่งใดที่ขอจากท่านรอซูลแล้วท่านตอบว่า 'ไม่'"

ท่านนบีเป็นผู้สูงสุดในหมู่สรรพสิ่งในด้านหะยาอ์ ความละอาย ราวกับท่านปิดดวงตาจากสิ่งไม่เหมาะสม และไม่เคยเรียกใครด้วยฉายาที่ไม่ดีงาม

ท่านหญิงอาอิชะฮ์กล่าวว่า"เมื่อท่านรอซูลได้รับแจ้งว่ามีผู้กระทำสิ่งไม่เหมาะสม ท่านจะกล่าวโดยไม่เอ่ยนามว่า 'ทำไมบางคนจึงทำเช่นนั้น' เพื่อยับยั้งพฤติกรรมนั้นโดยไม่ระบุชื่อ"32 (9)

อนัส อิบนุ มาลิก รายงานว่า "วันหนึ่ง ชายคนหนึ่งที่มีบางอย่างสีเหลืองเปื้อนที่ใบหน้าเข้ามาพบท่าน ท่านไม่กล่าวอะไรให้เขารู้สึกอับอาย เมื่อชายคนนั้นออกไปแล้ว ท่านจึงกล่าวว่า 'พวกเจ้าควรบอกเขา เพื่อให้เขาได้ล้างหน้า'"33

ท่านรอซูลเป็นศูนย์รวมรวมใจของผู้คน ท่านจะไม่ทำให้ใครแตกแยก ท่านให้ของขวัญแก่หัวหน้าเผ่า และให้เขานั่งในที่ที่มีเกียรติ
ท่านไม่กีดกันใครจากการเข้าพบ ท่านสอบถามสารทุกข์สุขดิบของเศาะฮาบะฮฺ และถามถึงผู้ที่ไม่มาหา ท่านให้คำแนะนำแก่ผู้ที่นั่งกับท่าน
จากพฤติกรรมและการกระทำของท่าน ไม่ทำให้ใครรู้สึกว่าท่านรักคนนั้นคนนี้มากกว่าตน ท่านอดทนรับฟังทุกคนจนกว่าผู้นั้นจะจากไป
ท่านแสดงอัคล๊ากอันงดงามต่อทุกคนอย่างดีที่สุด ทุกคนเสมอภาคกันในสิทธิและความยุติธรรม ไม่มีผู้ใดเหนือกว่าใคร

ท่านหญิงอาอิชะฮ์กล่าวว่า "ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นผู้ใดมีอัคล๊ากงดงามเท่าท่านรอซูล เมื่อใครเรียกท่าน ไม่ว่าจะเป็นเศาะฮาบะฮฺหรือคนในบ้าน ท่านจะตอบว่า 'ครับ' (ด้วยความสุภาพและเคารพ)"34

ท่านรอซูลเรียกเศาะฮาบะฮฺด้วยชื่อที่ดีงาม และไม่ขัดจังหวะผู้ใดขณะพูด เว้นแต่ผู้นั้นจะหยุดเองหรือยืนขึ้น
ในเรื่องของความเมตตาและความกรุณาของท่าน อัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสในซูเราะฮ์อัตเตาบะฮ์ อายะฮ์ที่ 128 โดยมีใจความว่า "ความลำบากของพวกเจ้าทำให้เขาเศร้าใจ เขาห่วงใยพวกเจ้าอย่างยิ่ง เมตตาผู้ศรัทธา และปรารถนาดีต่อพวกเขา"

"ฉันเคยได้รับข้อเสนอให้แผ่นดินและก้อนหินแห่งมักกะฮฺกลายเป็นทองคำ แต่ฉันกล่าวว่า 'ไม่เลย โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ขอให้ฉันได้หิวในวันนี้ และได้อิ่มในวันต่อมา ในวันที่ฉันหิว ฉันจะวิงวอนขอต่อพระองค์ และในวันที่ฉันอิ่ม ฉันจะขอบคุณและสรรเสริญพระองค์'"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสไว้ในอายะฮ์ที่ 107 แห่งซูเราะฮ์ อัลอัมบิยาอ์ โดยใจความว่า "(โอ้ผู้เป็นที่รักของข้า) เราได้ส่งเจ้าไปเพื่อเป็นความเมตตาแก่สากลโลก"
ท่านนบีได้ผ่อนปรนหลายสิ่ง ด้วยเกรงว่าจะเป็นความยากลำบากแก่ประชาชาติของท่าน และท่านกล่าวว่า "หากไม่เกรงว่าจะเป็นความลำบากแก่อุมมะฮ์ของฉัน ฉันคงสั่งให้พวกเขาใช้มิสวากทุกครั้งที่ทำวุฎูอ์"35

ไม่มีผู้ใดเหนือกว่าท่านนบีในเรื่องการรักษาคำพูด

อับดุลลอฮฺ อิบนุ อบีลฮัมซะฮฺ เล่าว่า "ฉันเคยทำการค้ากับท่านนบี ก่อนที่การเป็นนบีจะถูกประทานแก่ท่าน ขณะนั้นฉันติดค้างสิ่งหนึ่งกับท่าน และได้สัญญาว่าจะมาพบกัน ณ เวลาและสถานที่หนึ่ง แต่ฉันกลับลืมนัดหมาย สามวันต่อมาจึงนึกขึ้นได้และรีบไปยังสถานที่นั้น เมื่อฉันเห็นว่าท่านรออยู่ที่นั่นมาแล้วสามวัน ฉันเป็นอันตกตะลึง ท่านกล่าวกับฉันว่า 'เจ้าหนุ่ม เจ้าได้ทำให้ฉันลำบาก ฉันรอเจ้าอยู่ที่นี่มาแล้วสามวัน'"

ความถ่อมตนของท่านนบีเป็นคุณลักษณะที่ยิ่งใหญ่และโดดเด่นยิ่ง จนไม่อาจพบได้ในผู้ใด แม้แต่ในหมู่นบีทั้งหลาย ('อะลัยฮิมุสสลาม)

ความหยิ่งผยองไม่เคยเกิดขึ้นในตัวท่านเลย เมื่อท่านนบีได้รับทางเลือกว่าจะเป็นนบีผู้เป็นกษัตริย์ หรือเป็นนบีผู้เป็นบ่าว ท่านเลือกที่จะเป็นนบีผู้เป็นบ่าว36

จากนั้น อิสรอฟีล ('อะลัยฮิสสลาม) กล่าวว่าแก่ท่านนบีว่า "แท้จริง อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงประทานสถานะอันสูงส่งแก่ท่าน ซึ่งเป็นสถานะที่ท่านได้สละไปด้วยความถ่อมตน เพราะในวันกิยามะฮ์ ท่านจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาลูกหลานของอาดัม ท่านจะเป็นผู้แรกที่ฟื้นขึ้นจากหลุมฝังศพ และเป็นผู้แรกที่ได้รับอนุญาตให้ขอชะฟาอะฮ์"

ท่านนบีเคยกล่าวกับอาอิชะฮ์ว่า "ฉันเคยได้รับข้อเสนอให้แผ่นดินและก้อนหินแห่งมักกะฮฺกลายเป็นทองคำ แต่ฉันกล่าวว่า 'ไม่เลย โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ขอให้ฉันได้หิวในวันนี้ และได้อิ่มในวันต่อมา ในวันที่ฉันหิว ฉันจะวิงวอนขอต่อพระองค์ และในวันที่ฉันอิ่ม ฉันจะขอบคุณและสรรเสริญพระองค์'"37

วันหนึ่ง ญิบรีล ('อะลัยฮิสสลาม) มาหาท่านนบี และกล่าวว่า "อัลลอฮฺ ตะอาลา ฝากสลามมายังท่าน และตรัสว่า หากท่านประสงค์ ฉันจะเปลี่ยนภูเขาเหล่านั้นให้เป็นทองคำ เพื่อให้มันอยู่กับท่านไม่ว่าท่านจะไปแห่งใด"

ท่านนบีตอบว่า "โอ้ญิบรีล โลกนี้คือที่พำนักของผู้ที่ไม่มีที่พำนัก และเป็นทรัพย์สินของผู้ที่ไม่มีทรัพย์ และสิ่งเหล่านี้ถูกสะสมโดยผู้ที่ไม่มีสติปัญญา"38

ญิบรีล ('อะลัยฮิสสลาม) จึงกล่าวว่า "โอ้มุฮัมมัด อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงยืนยันให้ท่านมั่นคงด้วยถ้อยคำอันหนักแน่นแล้ว"

อาอิชะฮ์กล่าวว่า "บางครั้ง ตลอดทั้งเดือนจะไม่มีการก่อไฟในบ้านของเราเลย (เพื่อปรุงอาหาร) เรามีเพียงอินทผลัมและน้ำเท่านั้น"

อิบนุ อับบาส กล่าวว่า "มีหลายค่ำคืนที่ท่านรอซูลและครอบครัวของท่านเข้านอนโดยไม่ได้กินอาหารค่ำ เนื่องจากหาอะไรกินไม่ได้เลยในช่วงเย็น"

อาอิชะฮ์กล่าวว่า "กระเพาะอาหารของท่านรอซูลไม่เคยอิ่มด้วยอาหาร และท่านไม่เคยบ่นเรื่องนี้กับใคร สำหรับท่านแล้ว ความยากจนดีกว่าความมั่งคั่ง แม้ท่านจะหิวตลอดทั้งคืน ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการที่ท่านถือศีลอดในเวลากลางวัน39

หากท่านประสงค์ ท่านย่อมสามารถขอมาซึ่งคลังสมบัติ อาหาร และความอุดมสมบูรณ์ทั้งหมดบนแผ่นดินจากพระผู้อภิบาลของท่านได้ ขอสาบานว่า เมื่อฉันเห็นท่านในสภาพเช่นนั้น ฉันรู้สึกสงสารและต้องหลั่งน้ำตา ฉันลูบหน้าท้องของท่านและกล่าวว่า 'ขอชีวิตของฉันได้สละเพื่อท่านเถิด ไม่เหมาะสมเลยหรือที่ท่านจะได้รับสิ่งบำรุงจากโลกนี้บ้าง เพื่อจะช่วยเสริมกำลังให้กับท่าน'

ท่านตอบว่า 'โอ้อาอิชะฮ์ ฉันจะทำอะไรให้กับโลกนี้หรือ บรรดาพี่น้องนบีของฉัน ซึ่งเป็นอุลุลอัซม์ ต่างอดทนต่อความยากลำบากที่หนักหนากว่านี้ยิ่งนัก แต่พวกเขายังคงดำรงชีวิตในสภาพเหล่านั้น จนกว่าจะได้พบพระผู้อภิบาลของตน และด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงทำให้การกลับไปหาพระองค์ของพวกเขานั้นสวยงาม และเพิ่มพูนรางวัลแก่พวกเขา ฉันละอายที่จะมีชีวิตอย่างสุขสบาย เพราะชีวิตเช่นนั้นจะทำให้ฉันล้าหลังพวกเขา สิ่งที่งดงามและเป็นที่รักที่สุดสำหรับฉัน คือการได้พบพี่น้องและสหายของฉัน และเข้าร่วมกับพวกเขา'"

อาอิชะฮ์กล่าวว่า "หลังจากที่ท่านได้กล่าวถ้อยคำเหล่านี้ประมาณหนึ่งเดือน ท่านรอซูลก็ได้จากโลกนี้ไป"

ความเอื้อเฟื้อของท่านนบีเป็นที่รู้แจ้งกันดี และไม่มีผู้ใดสามารถเทียบได้ในคุณลักษณะอันงดงามนี้

อิบนุ อับบาส กล่าวว่า "ท่านรอซูลเป็นผู้เอื้อเฟื้อมากที่สุดในบรรดามนุษย์ โดยเฉพาะในเดือนรอมฎอน และเมื่อท่านพบกับญิบรีล ('อะลัยฮิสสลาม) ท่านจะเอื้อเฟื้อยิ่งกว่าสายลมยามเช้า"

อนัส อิบนุ มาลิก (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) กล่าวว่า "วันหนึ่ง ฉันเดินอยู่กับท่านรอซูล ('อะลัยฮิสสลาม) ขณะนั้นท่านสวมบุดร์ อันนะญ์รอนี คือเสื้อคลุมที่ทำจากผ้าเยเมน ชายชาวชนบทคนหนึ่งเดินมาจากด้านหลัง และกระชากคอเสื้อของท่านอย่างแรง จนคออันประเสริฐของท่านเป็นรอย ท่านรอซูลเพียงยิ้มต่อการกระทำนั้น และสั่งให้มอบสิ่งหนึ่งแก่เขา"

มีหญิงชราคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) นางสั่งให้บุตรสาวไปขอบริจาคจากท่านนบี โดยกล่าวว่า "ฉันไม่มีเสื้อผ้าสำหรับปกปิดร่างกายเพื่อละหมาด ขอได้โปรดส่งเสื้อผ้ามาให้ฉันใช้ละหมาดด้วยเถิด"

ขณะนั้น ท่านรอซูลไม่มีเสื้อผ้าอื่นเลย ท่านจึงถอดเสื้อผ้าจากเรือนร่างอันประเสริฐของท่าน และส่งไปให้หญิงชราคนนั้น เมื่อถึงเวลาละหมาด ท่านไม่สามารถออกไปมัสยิดได้ เพราะไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่

เมื่อเศาะฮาบะฮฺทราบเรื่องนี้ พวกเขากล่าวว่า "ท่านรอซูลมีความเอื้อเฟื้อถึงขนาดไม่เหลือเสื้อผ้าให้ตัวเอง และไม่สามารถไปละหมาดญะมาอะฮ์ได้ เช่นนั้นแล้ว เราก็ควรมอบทุกสิ่งที่เรามีแก่คนยากจนเช่นกัน"

"ใช่ ฉันรู้ว่าเจ้าสามารถทำทุกอย่างได้
แต่ฉันไม่ต้องการนั่งอยู่เพียงลำพัง แยกออกจากผู้ที่กำลังทำงาน
แท้จริง อัลลอฮฺ ตะอาลา ไม่ทรงพอพระทัยผู้ที่แยกตนออกไป
และนั่งห่างจากสหายของตน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ทันใดนั้น อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ประทานอายะฮ์ที่ 29 แห่งซูเราะฮ์ อัลอิสรออ์ โดยก่อนอื่น พระองค์ตรัสกับผู้เป็นที่รักของพระองค์ โดยมีใจความว่า "อย่าผูกมือของเจ้าไว้ที่คอ และอย่ากางมันออกทั้งหมด" (กล่าวคือ จงอย่าตระหนี่ และอย่าฟุ่มเฟือยจนเกินไป)

แล้วพระองค์ตรัสต่อว่า "และอย่าให้จนไม่เหลือสิ่งใดเลย" (จนต้องตกอยู่ในความคับแค้น หรือทำให้ต้องพลาดการละหมาด หรือเกิดความเดือดร้อน) กล่าวคือ ให้ดำเนินอยู่บนความพอดีในการบริจาค

ในวันนั้น หลังจากละหมาด อาลี (กัรรอมะลลอฮุ วัจฮะฮุ) มาหาท่านรอซูล และกล่าวว่า
"โอ้ท่านรอซูล วันนี้ข้าพเจ้ายืมเงินเงินแปดดิรฮัมมาเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ข้าพเจ้าจะมอบครึ่งหนึ่งให้ท่าน ได้โปรดนำไปซื้อเสื้อผ้าสำหรับท่านเถิด"

ท่านรอซูล ('อะลัยฮิสสลาม) จึงไปตลาด และซื้อเสื้อผ้าด้วยเงินสองดิรฮัม ขณะกำลังจะนำเงินอีกสองดิรฮัมไปซื้ออาหาร ท่านเห็นชายตาบอดคนหนึ่งนั่งอยู่ และกล่าวซ้ำ ๆ ว่า "ใครเล่าจะให้เสื้อผ้าแก่ฉันเพื่ออัลลอฮฺ ตะอาลา เพื่อจะได้รับเสื้อผ้าแห่งญันนะฮ์"

ท่านจึงมอบเสื้อผ้าที่ท่านเพิ่งซื้อให้แก่เขา เมื่อชายตาบอดรับเสื้อผ้านั้น เขาได้กลิ่นหอมดุจชะมดเชียง และรู้ทันทีว่ากลิ่นนั้นมาจากมืออันประเสริฐของท่านรอซูล ('อะลัยฮิสสลาม) เพราะทุกสิ่งที่ท่านรอซูลเคยสวมใส่ แม้จะเก่าชำรุดและแตกสลาย กลิ่นของมันก็ยังหอมดุจชะมดเชียงเสมอ

ชายตาบอดจึงวิงวอนว่า "โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงเปิดดวงตาของข้าพเจ้า ด้วยบารอกัตแห่งเสื้อตัวนี้เถิด"

ทันใดนั้น ดวงตาทั้งสองของเขาก็เปิดขึ้นพร้อมกัน

ท่านรอซูล ('อะลัยฮิสสลาม) เดินจากที่นั่นไป และซื้อเสื้อผ้าด้วยเงินหนึ่งดิรฮัม ขณะกำลังจะนำเงินอีกหนึ่งดิรฮัมไปซื้ออาหาร ท่านเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งร้องไห้ จึงถามว่า "เหตุใดเจ้าจึงร้องไห้ ลูกเอ๋ย"

เด็กหญิงตอบว่า "ฉันเป็นทาสรับใช้ของชาวยิว เขาให้เงินหนึ่งดิรฮัมมา และสั่งให้ฉันซื้อขวดในราคา ครึ่งดิรฮัม และน้ำมันอีกครึ่งหนึ่ง ฉันซื้อมาแล้ว แต่ระหว่างทาง ขวดตกแตก น้ำมันก็หายไปหมด ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร"

ท่านนบีมอบเงินดิรฮัมสุดท้ายของท่านให้กับเด็กหญิง และกล่าวว่า "นำเงินนี้ไปซื้อขวดและน้ำมัน แล้วนำกลับบ้านเถิด"

แต่เด็กหญิงผู้ยากจนกล่าวว่า "ฉันกลัวว่าเขาจะตีฉัน เพราะฉันกลับช้า"

ท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จึงกล่าวว่า "อย่ากลัวเลย ฉันจะไปกับเจ้าเอง และจะบอกเขาไม่ให้ทำร้ายเจ้า"

ทั้งสองไปถึงบ้านของชาวยิว และเคาะประตู เมื่อเขาเปิดประตูออกมา และเห็นท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เขาตกใจสุดขีด ท่านได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เขาฟัง และขอให้เขาอย่าทำร้ายเด็กหญิง

ชาวยิวนั้นทรุดตัวลงแทบเท้าของท่านรอซูล และกล่าวว่า "โอ้ท่านนบีผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นมงกุฎแห่งผู้คนมากมาย และผู้ซึ่งเหล่าสิงโตนับพันรอรับใช้ เพื่อทาสรับใช้เพียงคนเดียว ท่านกลับให้เกียรติบ้านของผู้ต่ำต้อยเช่นฉัน โอ้ท่านรอซูล เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน ฉันขอปลดปล่อยเด็กหญิงคนนี้ และขอให้ท่านสอนอีมานและอิสลามแก่ฉัน เพื่อให้ฉันเป็นมุสลิมต่อหน้าท่านด้วยเถิด"

ท่านรอซูล ('อะลัยฮิสสลาม) จึงสอนอิสลามแก่เขา และเขาก็รับอิสลาม จากนั้นเขากลับเข้าไปในบ้าน และเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ครอบครัวฟัง พวกเขาทั้งหมดก็รับอิสลาม เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากอัคล๊ากอันงดงามของท่านรอซูล

มุสลิมทุกคนควรยึดเอานิสัยอันงดงามของท่านรอซูลเป็นแบบอย่าง และจำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนที่จะปรับอัคล๊ากของตนให้สอดคล้องกับอัคล๊ากของอัลลอฮฺ ตะอาลา เพราะท่านรอซูลกล่าวว่า "จงรับเอาอัคล๊ากของอัลลอฮฺ ตะอาลา"

ตัวอย่างเช่น หนึ่งในพระนามของอัลลอฮฺ ตะอาลา คือ "อัสซัตต๊อร" ผู้ทรงปกปิดบาป ดังนั้น มุสลิมก็ควรปกปิดข้อบกพร่องและความผิดพลาดของพี่น้องร่วมศาสนา อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงอภัยโทษแก่บ่าวของพระองค์ มุสลิมก็เช่นกัน ควรอภัยต่อความผิดพลาดของกันและกัน อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงกะรีม และเราะฮีม คือทรงเอื้อเฟื้อ และทรงเมตตากว้างขวาง มุสลิมก็ต้องเอื้อเฟื้อและเมตตา เช่นเดียวกับคุณลักษณะอันงดงามทั้งหลาย

ท่านรอซูล ('อะลัยฮิสสลาม) มีอัคล๊ากอันงดงามมากมาย มุสลิมทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้ และปรับอัคลากของตนให้สอดคล้องกับอัคลากเหล่านั้น เพื่อจะได้รอดพ้นจากความทุกข์และภัยพิบัติทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และได้รับชะฟาอะฮ์จากเจ้าแห่งโลกนี้และโลกหน้า

คุณลักษณะอัคลากอันงดงามบางประการของท่านรอซูล มีดังต่อไปนี้

ความรู้ อิรฟาน (ปัญญาญาณ) ฟะฮ์มฺ (ความเข้าใจลึกซึ้ง) อีคอน (ความรู้ที่มั่นคง) สติปัญญา ความฉลาด ความเอื้อเฟื้อ ความถ่อมตน ความเมตตา ความอดทน ความมุ่งมั่น ความรักถิ่นฐาน ความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือ ความกล้าหาญ ความสง่างาม ความกล้าแกร่ง วาทศิลป์ โวหารปฏิภาณ ความงดงาม วะรออ์ (การละเว้นสิ่งต้องห้าม รวมถึงสิ่งคลุมเครือที่ใกล้ฮะรอม) ความบริสุทธิ์ใจ ความอ่อนโยน ความยุติธรรม หะยาอ์ (ความละอายและสำรวม) ซุฮ์ดฺ (ไม่ผูกใจไว้กับโลก) และตักวา ของท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุ ตะอาลา อะลัยฮิวะซัลลัม) ล้วนยิ่งใหญ่กว่าของบรรดานบีทั้งหลาย

ท่านให้อภัยต่ออันตรายและการทรมานที่ได้รับจากทั้งมิตรและศัตรู และไม่ตอบโต้เอาคืน เมื่อบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาทำให้แก้มอันประเสริฐของท่านมีเลือดไหล และทำให้ฟันอันประเสริฐของท่านแตกในสงครามอุฮุด ท่านกลับวิงวอนว่า
"โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดอภัยแก่พวกเขาเถิด และโปรดให้อภัยในความไม่รู้ของพวกเขา"

ท่านเปี่ยมด้วยความเมตตาอย่างยิ่ง ท่านให้น้ำแก่สัตว์ จับภาชนะน้ำไว้ด้วยมือของท่าน และรอจนสัตว์ดื่มจนอิ่ม ท่านลูบใบหน้าและดวงตาของม้าที่ท่านขี่

ไม่ว่าใครจะเรียกท่าน ท่านจะตอบว่า "ลับบัยก์" (รับคำอย่างสุภาพ) ท่านไม่เคยเหยียดขาต่อหน้าผู้ใด และมักนั่งคุกเข่า

ท่านไม่เคยเห็นว่าตนสูงส่งกว่าใคร ครั้งหนึ่งระหว่างการเดินทาง เมื่อจะทำเคบับเนื้อแกะ มีผู้หนึ่งกล่าวว่าจะเชือดแกะ อีกผู้หนึ่งว่าจะลอกหนัง อีกผู้หนึ่งว่าจะปรุงอาหาร เมื่อท่านรอซูลกล่าวว่า "ฉันจะไปเก็บฟืน" พวกเขากล่าวว่า "โอ้ท่านรอซูล ได้โปรดนั่งพักเถิด พวกเราจะไปเก็บฟืนเอง"
ท่านจึงกล่าวว่า "ใช่ ฉันรู้ว่าพวกเจ้าจะทำทุกอย่างได้ แต่ฉันไม่ต้องการนั่งอยู่เพียงลำพัง แยกออกจากผู้ที่กำลังทำงาน แท้จริง อัลลอฮฺ ตะอาลา ไม่ทรงพอพระทัยผู้ที่แยกตนออกไป และนั่งห่างจากสหายของตน" แล้วท่านก็ลุกขึ้นไปเก็บฟืนด้วยตนเอง

เมื่อท่านเข้าร่วมวงที่เศาะฮาบะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุ ตะอาลา อันฮุม อัจญะมาอีน) นั่งอยู่ ท่านจะไม่เลือกนั่งในที่อันมีเกียรติ แต่จะนั่งในที่ว่างที่เห็น วันหนึ่งเมื่อท่านออกมาโดยถือไม้เท้า ผู้คนที่เห็นท่านก็ยืนขึ้น ท่านกล่าวว่า "อย่ายืนขึ้นเพื่อต้อนรับฉัน เหมือนที่บางคนยืนให้กันและกัน ฉันเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับพวกเจ้า ฉันกินเหมือนทุกคน และฉันนั่งพักเมื่อฉันเหนื่อย"

"ผู้นำและผู้ประเสริฐที่สุดของกลุ่มชน คือผู้ที่รับใช้พวกเขา"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ท่านให้คนรับใช้กินและแต่งกายเช่นเดียวกับท่าน ไม่แยกตนออกจากพวกเขาในทุก ๆ เรื่อง และช่วยพวกเขาทำงาน ท่านไม่เคยถูกพบว่าตีหรือสาปแช่งผู้ใด
อนัส อิบนุ มาลิก ผู้รับใช้ท่านอยู่เสมอ กล่าวว่า "ฉันรับใช้ท่านรอซูลเป็นเวลาสิบปี การที่ท่านดูแลฉันนั้นมากกว่าสิ่งที่ฉันรับใช้ท่านเสียอีก ฉันไม่เคยเห็นท่านโกรธหรือดุด่าฉันเลย"40

ท่านซ่อมเสื้อผ้าของท่านเอง รีดนมแกะ และให้อาหารสัตว์ ท่านนำของที่ซื้อจากตลาดกลับบ้านเอง ระหว่างเดินทาง ท่านให้อาหารสัตว์ และบางครั้งก็ช่วยดูแลขนของมัน บางครั้งท่านทำด้วยตนเอง และบางครั้งก็ช่วยคนรับใช้

เมื่อมีผู้คนส่งคนรับใช้มาเรียกท่าน ท่านจะเดินไปกับคนรับใช้นั้น โดยจูงมือกัน ตามธรรมเนียมของชาวมะดีนะฮ์

ท่านเยี่ยมผู้ป่วย และร่วมงานศพ เพื่อชนะใจผู้คน ท่านยังเยี่ยมผู้ป่วยในหมู่ผู้ปฏิเสธศรัทธาและมุนาฟิกีนด้วย

หลังจากนำละหมาดศุบฮ์ ท่านจะนั่งหันหน้าเข้าหาญะมาอะฮ์ และถามว่า
"มีพี่น้องของเราคนใดป่วยหรือไม่ เราไปเยี่ยมเขากันเถิด"
หากไม่มีผู้ป่วย ท่านจะถามว่า
"มีงานศพหรือไม่ เราไปช่วยกันเถิด"
หากมีงานศพ ท่านจะช่วยอาบศพ ห่อศพ นำละหมาดญะนาซะฮ์ และเดินร่วมขบวนไปยังสุสาน หากไม่มีงานศพ ท่านจะกล่าวว่า
"หากใครฝันถึงเรื่องอะไร ก็จงเล่ามาเถิด เราจะฟังและตีความกัน"

หากท่านไม่เห็นเศาะฮาบีคนใดเป็นเวลาสามวัน ท่านจะถามถึงเขา หากเขาเดินทาง ท่านจะขอดุอาให้ และหากเขาอยู่ในเมือง ท่านจะไปเยี่ยมเขา

เมื่อพบมุสลิมบนท้องถนน ท่านจะเป็นผู้กล่าวสลามก่อน

ท่านขี่อูฐ ม้า ล่อ และลา และบางครั้งให้ผู้อื่นนั่งซ้อนท้ายไปด้วย

ท่านรับใช้แขกและเศาะฮาบะฮฺของท่าน และกล่าวว่า "ผู้นำและผู้ประเสริฐที่สุดของกลุ่มชน คือผู้ที่รับใช้พวกเขา"

ไม่เคยเห็นท่านหัวเราะเสียงดัง ท่านจะยิ้มอย่างเงียบ ๆ และบางครั้งเมื่อท่านยิ้ม ฟันหน้าของท่านจะปรากฏ

ท่านมักดูครุ่นคิดและสงบ เศร้า พูดน้อย และเริ่มบทสนทนาด้วยรอยยิ้มเสมอ

ท่านไม่กล่าวสิ่งไร้สาระหรือไม่จำเป็น เมื่อจำเป็น ท่านจะกล่าวสั้น กระชับ ชัดเจน และบางครั้งจะกล่าวซ้ำสามครั้งเพื่อให้เข้าใจชัดเจน

ท่านหยอกล้อกับทั้งคนแปลกหน้าและคนใกล้ชิด กับเด็ก ๆ กับหญิงชรา และกับสตรีที่เป็นมะฮ์ร็อมของท่าน (ภรรยา ญาติใกล้ชิด และพี่น้องร่วมแม่นม) แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้ท่านลืมอัลลอฮฺ ตะอาลาแม้ชั่วขณะเดียว

ไม่มีผู้ใดสามารถจ้องมองใบหน้าของท่านได้ เพราะความสง่างามอันมากเหลือของท่าน มีคนหนึ่งมองหน้าท่านแล้วเกิดอาการสั่นเทา ท่านจึงกล่าวว่า "อย่ากลัวไปเลย ฉันไม่ใช่กษัตริย์ และไม่ใช่ทรราช ฉันเป็นเพียงบุตรของสตรีคนหนึ่งที่เคยกินเนื้อแห้ง ๆ"
ถ้อยคำนี้ทำให้ความหวาดกลัวของชายผู้นั้นผ่อนคลายจนสามารถกล่าวสิ่งที่ตั้งใจจะพูดกับท่านได้

ท่านไม่มีผู้คุ้มกันหรือคนเฝ้าประตู ผู้ใดก็สามารถเข้าพบท่านได้โดยง่าย และเล่าปัญหาของตนแก่ท่านได้โดยตรง

ท่านมีความละอายอย่างยิ่ง จนบางครั้งท่านอายเกินกว่าจะมองใบหน้าของผู้ที่กำลังสนทนาด้วย

ท่านไม่เคยเปิดโปงความผิดของผู้ใด ไม่ตำหนิใครต่อหน้า และไม่กล่าวถึงใครลับหลัง เมื่อท่านไม่พอใจกิริยาหรือถ้อยคำของผู้ใด ท่านจะกล่าวในเชิงทั่วไปว่า "เหตุใดคนบางคนจึงกระทำเช่นนั้น"

แม้ท่านจะเป็นผู้เป็นที่รักของอัลลอฮฺ ตะอาลา เป็นรอซูล และเป็นที่โปรดปรานของพระองค์ ท่านกลับกล่าวว่า "ในหมู่พวกท่าน ฉันคือผู้ที่รู้จักอัลลอฮฺ ตะอาลามากที่สุด และยำเกรงพระองค์มากที่สุด"
และท่านกล่าวว่า "หากพวกเจ้ารู้ในสิ่งที่ฉันรู้ พวกเจ้าจะหัวเราะให้น้อย และร้องไห้ให้มาก"41

เมื่อท่านเห็นก้อนเมฆบนท้องฟ้า ท่านจะกล่าวว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน อย่าได้ส่งบทลงโทษมาพร้อมกับเมฆก้อนนี้แก่เราเลย"
เมื่อมีลมพัด ท่านจะวิงวอนว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดส่งลมที่เป็นประโยชน์แก่เราเถิด"
เมื่อท่านได้ยินเสียงฟ้าร้อง ท่านจะกล่าวว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดอย่าฆ่าเราด้วยความกริ้วของพระองค์ และอย่าให้เราพินาศด้วยบทลงโทษของพระองค์ และก่อนหน้านั้น โปรดประทานความผาสุกแก่เราด้วยเถิด"

เมื่อท่านละหมาด จะได้ยินเสียงจากทรวงอกของท่าน คล้ายเสียงสะอื้นของผู้กำลังร้องไห้ และเช่นเดียวกับเวลาที่ท่านอ่านอัลกุรอาน

ความเข้มแข็งของหัวใจและความกล้าหาญของท่านน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง ในสงครามฮุไนน์ เมื่อมุสลิมแตกกระเจิง เหลือกองกำลังเพียงสามหรือสี่คนอยู่กับท่าน ท่านยังยืนหยัดต่อการโจมตีของผู้ปฏิเสธศรัทธาด้วยตนเองหลายครั้ง โดยไม่ถอยหนี จนทำให้ศัตรูต้องล่าถอยไป

ท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุ ตะอาลา อะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นผู้เอื้อเฟื้ออย่างยิ่ง ท่านบริจาคอูฐและแกะนับร้อยตัว และไม่เหลือสักตัวไว้แก่ตนเอง ผู้ปฏิเสธศรัทธาจำนวนมากที่มีใจแข็งกระด้าง ได้เข้ารับอิสลามจากการได้เห็นซึ่งความเอื้อเฟื้อของท่าน

ไม่เคยมีใครได้ยินท่านกล่าวคำว่า "ไม่" เมื่อมีผู้ขอสิ่งใดจากท่าน หากท่านมีสิ่งที่เขาขอ ท่านก็จะให้ หากท่านไม่มี ท่านจะนิ่งเงียบเท่านั้น

แม้อัลลอฮฺ ตะอาลาจะตรัสว่า "จงขอเถิด แล้วเราจะให้" ท่านกลับไม่ขอทรัพย์สินทางโลก ท่านไม่เคยกินขนมปังจากแป้งข้าวสาลีที่ร่อนแล้ว แต่ท่านกินเพียงขนมปังจากแป้งข้าวบาร์เลย์ที่ไม่ได้ร่อนด้วยซ้ำ และไม่เคยพบว่าท่านกินจนอิ่ม
มีบางช่วงที่ไม่มีการปรุงอาหารในบ้านของท่าน ไม่มีการอบขนมปังเป็นเวลาสองถึงสามเดือน ท่านกินเพียงอินทผลัม และมีบางครั้งที่ท่านไม่กินอะไรเลยเป็นเวลาสองถึงสามวัน

หลังจากที่ท่านจากโลกนี้ไป มีผู้พบว่าเสื้อเกราะเหล็กของท่านถูกนำไปจำนำไว้กับชาวยิว เพื่อแลกกับข้าวบาร์เลย์สามสิบกิโลกรัม

"ฉันไม่ควรเป็นบ่าวผู้รู้คุณของอัลลอฮฺ ตะอาลามากที่สุดหรือ"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ไม่เคยได้ยินว่าท่านกล่าวว่า "ฉันไม่ชอบอาหารชนิดนี้" ท่านจะกินสิ่งที่ท่านชอบ และไม่กินสิ่งที่ท่านไม่ชอบ โดยไม่กล่าวว่าอะไรเลย
ท่านมักจะกินอาหารวันละหนึ่งมื้อ บางครั้งกินในตอนเช้า บางครั้งก็ตอนเย็น เมื่อท่านกลับถึงบ้าน ท่านจะถามว่า "มีอะไรให้กินหรือไม่" หากคำตอบคือไม่มี ท่านก็จะถือศีลอด แทนที่จะวางอาหารบนผ้าปู ถาด หรือโต๊ะ ท่านจะวางอาหารบนพื้น คุกเข่า และกินโดยไม่อยู่ในท่าที่เอนพิง ท่านเริ่มกินด้วยการกล่าวบิสมิลลาฮ์ และกินด้วยมือขวาเสมอ

บางครั้งท่านจะกันข้าวบาร์เลย์และอินทผลัมไว้เป็นเสบียงหนึ่งปีสำหรับภรรยาของท่านและคนรับใช้ไม่กี่คน แล้วนำส่วนหนึ่งไปบริจาคแก่ผู้ยากจน

เช่นเดียวกับบรรดานบี ท่านไม่รับซะกาตหรือทาน แต่รับของขวัญ และโดยมากท่านจะตอบแทนกลับอย่างเอื้อเฟื้อยิ่งกว่า

ที่นอนของท่านทำจากหนังฟอก ยัดด้วยใยปาล์ม เมื่อมีผู้นำที่นอนยัดด้วยขนแกะมาให้ ท่านไม่รับ และกล่าวว่า "โอ้อาอิชะฮ์ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา หากฉันประสงค์ พระองค์ย่อมให้กองทองและเงินอยู่กับฉันในทุกแห่งหน"
บางครั้งท่านนอนบนเสื่อ บนไม้ บนฟูก บนพรมทอด้วยขนสัตว์ หรือบนดินแห้ง

หลังจากละหมาดกลางคืน ท่านจะนอนจนถึงเที่ยงคืน จากนั้นทำอิบาดะฮ์จนถึงละหมาดศุบฮ์ ท่านนอนตะแคงขวา วางมือขวาไว้ใต้แก้ม ท่านจะอ่านกุรอานบางซูเราะฮ์ แล้วจึงหลับ

ท่านทำตะฟาอุล คือมองเหตุการณ์ต่าง ๆ ในแง่ดี ท่านตีความสิ่งที่พบเห็นกะทันหันหรือเป็นครั้งแรกในทางที่ดี และไม่ถือสิ่งใดเป็นลางร้าย

เมื่อท่านเศร้า ท่านจะจับเคราของท่านและครุ่นคิด

ทุกครั้งที่ท่านรู้สึกเศร้า ท่านจะเริ่มละหมาด ความสุขและความปลื้มใจที่ท่านได้รับระหว่างละหมาดจะช่วยบรรเทาความเศร้าของท่าน

ท่านไม่รับฟังการนินทา (ฆีบะฮ์)

ขณะที่กำลังเดิน หากท่านจำเป็นต้องมองไปด้านข้างหรือด้านหลัง ท่านจะไม่หันเพียงศีรษะเท่านั้น แต่จะหันทั้งร่างกาย

ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา การเชื่อฟัง และการอิบาดะฮ์ของท่านยิ่งใหญ่เป็นที่สุด จนไม่มีผู้ใดสามารถอดทนต่อสภาพเช่นนั้นได้ ท่านยืนละหมาดจนเท้าบวม เมื่อมีผู้ถามว่า
"โอ้ท่านรอซูล ทำไมท่านจึงทรมานตนเองถึงเพียงนี้ ทั้งที่ความผิดในอดีตของท่านได้รับการอภัยหมดแล้ว"
ท่านตอบว่า "ฉันไม่ควรเป็นบ่าวผู้รู้คุณของอัลลอฮฺ ตะอาลามากที่สุดหรือ"

นกไนติงเกลแห่งจิตวิญญาณโหยหากุหลาบ
อย่าเข้าใจว่ามันต้องการวิวาทกับคนแปลกหน้า
มันวนเวียนอยู่รอบกุหลาบ ดุจเข็มทิศ
รอคอยโอกาสจะสละชีวิตของตน
ฉันเห็นว่ากุหลาบงดงามนั้น มิได้เปิดเผยความลับแก่ผู้อื่น
ดุจดอกตูม กุหลาบนั้นโหยหานกไนติงเกลเสมอ
มันซ่อนแก้มอันงดงามจากคนแปลกหน้า
พวกเขาจึงรอคอยความรักนั้นอย่างไร้จุดหมาย
โอ้ซาตี! ดุจผู้เสียสติ เขาเดินบนเส้นทางสู่ผู้เป็นที่รัก
หลอมละลายตนเอง และโหยหาซึ่งค่ำคืนอันมืดมิด

คุณงามความดีของท่านนบี

มีหนังสือจำนวนมากนับร้อยเล่มที่กล่าวถึงคุณงามความดีของมุฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม)
ในที่นี้ "คุณงามความดี" หมายถึงคุณลักษณะอันประเสริฐยิ่ง
บางประการมีดังต่อไปนี้

ในบรรดาสรรพสิ่งทั้งมวล นูรและวิญญาณของมุฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) ถูกสร้างขึ้นก่อนสิ่งใดทั้งหมด

อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงจารึกพระนามของท่านไว้บนอะรัชบนสวรรค์ และบนฟากฟ้าทั้งเจ็ด

ถ้อยคำ "ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ มุฮัมมะดุร รอซูลุลลอฮฺ" ถูกพบว่าปรากฏอยู่บนใบกุหลาบต้นหนึ่งที่ปลูกในประเทศอินเดีย

ปลาตัวหนึ่งที่ถูกจับได้ในแม่น้ำใกล้เมืองบัศเราะฮ์ มีคำว่า "อัลลอฮฺ" เขียนอยู่ที่ด้านขวาของลำตัว และคำว่า "มุฮัมมัด" เขียนอยู่ที่ด้านซ้ายของลำตัว
ยังมีกรณีลักษณะนี้อีกมาก ตัวอย่างเช่น ในหนังสือ A History of Fish ซึ่งตีพิมพ์ที่กรุงลอนดอน ปี ค.ศ. 1975 หน้า 200 มีภาพปลาตัวหนึ่งที่มีคำว่า "ชานนุลลอฮ์" เขียนอยู่บนหางด้วยอักษรของอัลกุรอาน และมีข้อมูลระบุว่าอีกด้านหนึ่งของหางมีคำว่า "ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์" ปรากฏอยู่ ยังมีตัวอย่างอื่นอีกมากมายในลักษณะเดียวกัน

มีมะลาอิกะฮฺบางกลุ่มซึ่งหน้าที่เพียงอย่างเดียวของพวกเขาคือการกล่าวพระนามของมุฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม)

เหตุที่มะลาอิกะฮฺถูกสั่งให้สุญูดต่ออาดัม ('อะลัยฮิสสลาม) ก็เพราะมีนูรของมุฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) อยู่บนหน้าผากของเขา

อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงแจ้งแก่บรรดานบีทุกท่านว่า มุฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) จะมาปรากฏ และทรงสั่งให้พวกเขากำชับอุมมะฮ์ของตนให้ศรัทธาในท่าน หากพวกเขามีชีวิตอยู่ทันสมัยของท่าน

ก่อนที่ท่านจะมาสู่โลก มีสัญญาณอันยิ่งใหญ่จำนวนมากปรากฏขึ้น ซึ่งถูกบันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์และหนังสือเมาลิด

ในเวลาที่ท่านถือกำเนิด ปรากฏว่าสายสะดือของท่านถูกตัดแล้ว และท่านได้รับการขลิบแล้ว

หลังจากที่ท่านถือกำเนิด ชัยฏอนทั้งหลายไม่สามารถขึ้นสู่ฟากฟ้า หรือขโมยข่าวสารจากมะลาอิกะฮฺได้อีก

ในเวลาที่ท่านถือกำเนิด รูปเคารพและรูปปั้นที่ถูกเคารพบูชาบนแผ่นดินทั้งหมดล้มคว่ำลง

"ฉันจะไม่พอใจ หากยังมีอุมมะฮ์ของฉันเหลือแม้แค่คนเดียวอยู่ในญะฮันนัม"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

มะลาอิกะฮฺจะช่วยไกวเปลของท่าน

ขณะที่ท่านอยู่ในเปล ท่านจะสนทนากับดวงจันทร์บนฟากฟ้า และมันจะเคลื่อนตามทิศทางที่นิ้วอันประเสริฐของท่านชี้

ท่านเริ่มพูดได้ตั้งแต่อยู่ในเปล

เมื่อท่านยังเป็นเด็ก หากท่านออกไปภายนอก จะมีเมฆก้อนหนึ่งเคลื่อนตามอยู่เหนือศีรษะอันประเสริฐของท่านเพื่อให้ร่มเงา สภาพนี้ดำเนินต่อไปจนถึงการเริ่มต้นภารกิจนบีของท่าน

บรรดานบีทุกท่านมีตราแห่งนบีอยู่ที่มือขวา แต่มุฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) มีตรานั้นอยู่ที่แผ่นหลัง บริเวณใกล้หัวไหล่ซ้าย ตำแหน่งหัวใจของท่าน เมื่อญิบรีล ('อะลัยฮิสสลาม) ชำระหัวใจของท่านและปิดหน้าอกกลับคืน เขาได้ประทับตราบนแผ่นหลังของท่านด้วยตราที่นำมาจากสวรรค์

ท่านมองเห็นด้านหลังเช่นเดียวกับที่ท่านมองเห็นด้านหน้า

ท่านมองเห็นในความมืดเช่นเดียวกับที่ท่านมองเห็นในความสว่าง

น้ำลายของท่านทำให้น้ำขมหวานขึ้น รักษาผู้ป่วย และเลี้ยงทารกแทนน้ำนมได้

ขณะที่ดวงตาของท่านหลับ หัวใจของท่านยังคงตื่นอยู่ (เช่นเดียวกับบรรดานบีทุกท่าน)

ตลอดชีวิตของท่าน ไม่เคยปรากฏว่าท่านหาว

เหงื่อของท่านมีกลิ่นหอมดุจดอกกุหลาบ มีชายยากจนคนหนึ่งขอความช่วยเหลือจากท่านในการจัดงานแต่งงานของบุตรสาวของเขา ขณะนั้นท่านไม่มีสิ่งใดจะมอบให้ จึงบรรจุเหงื่อของท่านลงในขวดเล็ก ๆ และมอบให้เขา ทุกครั้งที่หญิงสาวผู้นั้นทาลงบนใบหน้าและศีรษะ บ้านของนางจะอบอวลด้วยกลิ่นของชะมดเชียง ทำให้บ้านของนางเป็นที่รู้จักในนาม "บ้านแห่งความหอม"

แม้ท่านจะมีรูปร่างขนาดปานกลาง แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางคนที่ตัวสูง ท่านกลับดูสูงกว่าพวกเขา

เมื่อท่านเดินกลางแสงแดดหรือแสงจันทร์ จะไม่ปรากฏเงาของท่านบนพื้นดิน

แมลงวัน ยุง และแมลงอื่น ๆ จะไม่เกาะบนร่างกายหรือเสื้อผ้าของท่าน

เสื้อผ้าของท่านจะไม่สกปรก ไม่ว่าท่านจะสวมใส่นานเพียงใด

ทุกครั้งที่ท่านเดิน มะลาอิกะฮฺจะเดินตามอยู่เบื้องหลัง ดังนั้นท่านจึงให้เศาะฮาบะฮฺเดินอยู่ข้างหน้า และกล่าวว่า "จงปล่อยด้านหลังของฉันไว้ให้มะลาอิกะฮฺเถิด"42

เมื่อท่านเหยียบก้อนหิน รอยเท้าของท่านจะปรากฏบนหินนั้น แต่เมื่อท่านเดินบนทราย จะไม่ทิ้งรอยเท้าไว้ เมื่อท่านขับถ่าย พื้นดินจะแยกออกและกลืนสิ่งนั้นลงไป (บรรดานบีทุกท่านเป็นเช่นนี้)

ในบรรดามนุษย์และมะลาอิกะฮฺทั้งหมด ท่านได้รับความรู้มากที่สุด แม้ท่านจะเป็น "อุมมีย์" หมายถึง ผู้ที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง แต่อัลลอฮฺ ตะอาลาได้ทรงแจ้งทุกสิ่งแก่ท่าน เช่นเดียวกับที่นบีอาดัม ('อะลัยฮิสสลาม) ได้รับการสอนให้รู้จักชื่อของทุก ๆ สรรพสิ่ง ดังนั้น ชื่อและความรู้ของทุกสรรพสิ่งได้ถูกเปิดเผยแก่ท่าน

ท่านได้รับแจ้งถึงชื่อและรูปลักษณ์ของอุมมะฮ์ทั้งหมดของท่าน รวมถึงทุกเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในหมู่พวกเขา

สติปัญญาของท่านยิ่งใหญ่กว่าสติปัญญาของมนุษย์ทั้งมวล

ท่านได้รับคุณธรรมและคุณลักษณะอันงดงามทั้งหมดที่อาจพบได้ในมนุษย์
เมื่อกวีผู้ยิ่งใหญ่อุมัร อิบนุ อัลฟาริด ถูกถามว่าเหตุใดเขาจึงไม่เคยแต่งกวียกย่องท่านรอซูล เขาตอบว่า
"ข้าพเจ้าได้ตระหนักแล้วว่า ข้าพเจ้าไม่อาจสรรเสริญท่านได้ เพราะไม่อาจหาถ้อยคำใดมาเทิดทูนท่านได้เลย"

อัลลอฮฺตะอาลาทรงวางพระนามของท่านเคียงข้างพระนามของพระองค์
ทั้งในกะลีมะฮ์ชะฮาดะฮ์ ในอะซาน ในอิกอมะฮ์ ในตะชะฮุดในศอลาต ในดุอาต่าง ๆ ในอิบาดะฮ์และคุฏบะฮ์ ในการตักเตือน ในคำวิงวอนยามทุกข์ยาก ในหลุมศพ ในวันมะฮ์ชัร ในญันนะฮ์ และในภาษาที่สรรพสิ่งทั้งปวงใช้กล่าวถึง

ความประเสริฐสูงสุดของท่านคือ การเป็น "หะบีบุลลอฮ์" (ผู้เป็นที่รักของอัลลอฮฺ)
อัลลอฮฺตะอาลาทรงรักท่านยิ่งกว่าผู้ใดทั้งหมด มากกว่ามะลาอิกะฮฺใด ๆ และตรัสว่า
"ดังที่ข้าได้ทำให้อิบรอฮีมเป็นคอลีล (สหาย) ของข้า ข้าก็ได้ทำให้เจ้าเป็นหะบีบของข้า"

อายะฮ์ที่มีความหมายว่า "ข้าจะประทานแก่เจ้าจนกว่าเจ้าจะพอใจ"(จนกว่าเจ้าจะกล่าวว่า "เพียงพอแล้ว")43 เป็นคำมั่นจากอัลลอฮฺตะอาลาว่า พระองค์จะประทานแก่ท่านนบีทั้งศาสตร์ทั้งปวง ความประเสริฐทั้งหลาย บทบัญญัติแห่งอิสลาม ความช่วยเหลือและชัยชนะเหนือศัตรู การพิชิตต่าง ๆ ของอุมมะฮ์ การชะฟาอะฮ์ และการสำแดงคุณค่าในวันกิยามะฮ์
เมื่ออายะฮ์นี้ถูกประทาน ท่านรอซูลมองไปยังญิบรีล อะลัยฮิสสลาม และกล่าวว่า
"ฉันจะไม่พอใจ หากยังมีอุมมะฮ์ของฉัันเหลือแม้แค่คนเดียวอยู่ในญะฮันนัม"

ในอัลกุรอาน อัลลอฮฺตะอาลาทรงเรียกนบีทุกท่านด้วยชื่อของพวกเขา แต่ทรงเรียกมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม ว่า "โอ้ รอซูลของข้า" และ "โอ้ นบีของข้า"

ท่านสามารถพูดได้ทุกสำเนียงของภาษาอาหรับ และสามารถตอบคำถามผู้มาเยือนจากหลากหลายถิ่นด้วยภาษาของพวกเขาเอง ผู้ที่ได้ฟังต่างประหลาดใจ และท่านกล่าวว่า
"อัลลอฮฺตะอาลาทรงสอนฉันอย่างสวยงาม"44

"ผู้ใดมีความเป็นปฏิปักษ์ต่ออะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน ผู้นั้นคือมุนาฟิก (ผู้กลับกลอก)" หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ท่านกล่าวถ้อยคำเพียงน้อย แต่ครอบคลุมความหมายได้มาก หะดีษมากกว่าหนึ่งแสนบทเป็นหลักฐานว่าท่านคือ ญะวาเมียะอัลกะลิม
บรรดาอุละมาอ์บางท่านกล่าวว่า ท่านได้วางรากฐานอิสลามไว้ในหะดีษ 4 บท คือ
– "การงานทั้งหลายขึ้นอยู่กับเจตนา"45
– "ฮะลาลชัดเจน และฮะรอมชัดเจน"46
– "ฝ่ายกล่าวอ้างต้องมีพยาน และฝ่ายปฏิเสธต้องสาบาน"47
– "อีมานของเขาจะยังไม่สมบูรณ์ จนกว่าเขาจะปรารถนาให้พี่น้องมุสลิมในสิ่งเดียวกับที่ปรารถนาให้ตนเอง"48

หะดีษทั้งสี่บทนี้ เป็นรากฐานของศาสตร์อิสลามทั้งมวล
หะดีษบทแรก เป็นรากฐานของความรู้ด้านอิบาดะฮ์ (การเคารพภักดี)
หะดีษบทที่สอง เป็นรากฐานของการทำธุรกรรมต่าง ๆ เช่น การซื้อขาย การเช่า การถือครองร่วม และเรื่องทางเศรษฐกิจ
หะดีษบทที่สาม เป็นรากฐานของกระบวนการยุติธรรมและการปกครอง
และหะดีษบทที่สี่ เป็นรากฐานของมารยาทและอัคลาก (คุณธรรมความประพฤติ)49

มุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม ได้รับการคุ้มครองจากบาปทั้งปวง ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังอายุสี่สิบ และไม่เคยกระทำสิ่งไม่เหมาะสมใด ๆ

มุสลิมถูกสั่งให้กล่าวสลามแก่ท่านในละหมาด ด้วยคำว่า "อัสสะลามุอะลัยกะ อัยยุฮันนะบีย์ยู วะเราะหฺมะตุลลอฮ์" และไม่อนุญาตให้กล่าวสลามต่อศาสดาท่านอื่นหรือมะลาอิกะฮฺในละหมาด

มีหะดีษกุดซีระบุว่า "หากมิใช่เพราะเจ้า ข้าจะไม่สร้างสิ่งใดเลย"50

นบีท่านอื่นต้องปกป้องตนเองจากคำใส่ร้าย แต่สำหรับมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม อัลลอฮฺตะอาลาทรงปกป้องและตอบโต้แทนท่าน

จำนวนประชาชาติ (อุมมะฮ์) ของมุฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) มีมากกว่าจำนวนอุมมะฮ์ของนบีท่านอื่นทั้งหมด และอุมมะฮ์ของท่านมีความประเสริฐและมีเกียรติกว่าอุมมะฮ์อื่น ๆ มีการระบุไว้ในหะดีษว่า สองในสาม ของผู้ที่จะได้เข้าสวรรค์ (ญันนะฮ์) จะมาจากอุมมะฮ์นี้

ษะวาบ (ผลบุญ) ที่จะประทานแก่รอซูลุลลอฮฺ มีมากกว่าษะวาบที่จะประทานแก่นบีท่านอื่น ๆ หลายเท่า
เมื่อบุคคลหนึ่งประกอบอิบาดะฮ์หรือกระทำความดีที่อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงรับแล้ว มิใช่เพียงผู้นั้นเท่านั้นที่จะได้รับษะวาบ แต่อาจารย์ทางศาสนาของเขาก็จะได้รับษะวาบด้วย ษะวาบที่อาจารย์ของอาจารย์ผู้นั้นจะได้รับ มีจำนวนเป็นสี่เท่าของษะวาบที่อาจารย์ได้รับ และอาจารย์ของเขาจะได้รับมากกว่านั้นเป็นแปดเท่า และอาจารย์ของเขาจะได้รับมากกว่านั้นเป็นสิบหกเท่า ครูทุกชั้นย้อนกลับไปจนถึงรอซูลุลลอฮฺ จะได้รับษะวาบเป็นสองเท่าของศิษย์ของตน
ยกตัวอย่างเช่น ครูคนที่ยี่สิบย้อนกลับไป จะได้รับษะวาบจำนวน 524,288 เท่า มุฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) จะได้รับษะวาบจากทุกการกระทำของอุมมะฮ์ของท่าน
หากคำนวณจำนวนษะวาบที่จะประทานแก่มุฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) สำหรับทุกการกระทำตามการคำนวณนี้แล้ว จะไม่มีผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺ ตะอาลาเท่านั้นที่ทรงทราบจำนวนทั้งหมด มีการกล่าวไว้ว่า ซะลัฟ อัศ-ศอลิฮีน (อัศฮาบ อัลกิรอม และบรรดามุสลิมผู้โดดเด่นในศตวรรษแรกของอิสลาม) มีความประเสริฐเหนือผู้ที่มาภายหลัง และความประเสริฐนี้ปรากฏชัดในด้านจำนวนษะวาบ

เป็นสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม) ที่จะเรียกท่านด้วยชื่อโดยตรง พูดเสียงดังต่อหน้าท่าน เรียกท่านจากระยะไกล หรือเดินนำหน้าท่าน ในขณะที่อุมมะฮ์ของนบีท่านอื่น ๆ จะเรียกนบีของตนด้วยชื่อ

ท่านได้เห็นญิบรีล ('อะลัยฮิสสลาม) ในรูปลักษณ์ของมะลาอิกะฮฺโดยแท้จริงถึงสองครั้ง และไม่มีนบีท่านใดได้เห็นท่านในรูปลักษณ์ที่แท้จริงนั้น

ญิบรีล ('อะลัยฮิสสลาม) มาหาท่านถึงยี่สิบสี่พันครั้ง ในบรรดานบีท่านอื่นทั้งหมด ญิบรีล ('อะลัยฮิสสลาม) ไปหามูซา ('อะลัยฮิสสลาม) มากที่สุด ซึ่งมีจำนวนสี่ร้อยครั้ง

อิสรอฟีล ('อะลัยฮิสสลาม) ก็ได้มาหามุฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) หลายครั้งเช่นกัน ส่วนบรรดานบีท่านอื่น ๆ ('อะลัยฮิมุศ-ศ็อละวาต วัตตัสลีมาต) ญิบรีล ('อะลัยฮิสสลาม) เป็นมะลาอิกะฮฺเพียงองค์เดียวที่มาหาพวกท่าน

อนุญาตให้สาบานต่ออัลลอฮฺ ตะอาลาโดยเอ่ยนามของมุฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) ได้ แต่ไม่อนุญาตให้สาบานด้วยนามของนบีท่านอื่นหรือมะลาอิกะฮฺ

หลังจากสิ้นท่านบีมุฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) แล้ว การสมรสกับบรรดาภริยาผู้ประเสริฐของท่าน (เราะฎิยัลลอฮุ ตะอาลา 'อันฮุนนะ) เป็นสิ่งต้องห้าม และในประเด็นนี้ได้มีการระบุว่าพวกนางคือมารดาของบรรดาผู้ศรัทธา
ภริยาของนบีท่านอื่น ๆ ('อะลัยฮิมุศ-ศ็อละวาต วัตตัสลีมาต) บางคนเป็นโทษหรือไม่มีประโยชน์ต่อพวกท่าน แต่ภริยาผู้ประเสริฐของมุฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) (เราะฎิยัลลอฮุ ตะอาลา 'อันฮุนนะ) ได้ช่วยเหลือท่านทั้งในกิจการดุนยาและอาคิเราะฮ์ อดทนต่อความยากจนด้วยความอดกลั้น มีความกตัญญู และมีบทบาทอย่างมากในการเผยแพร่อิสลา

ความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือทางนิกาห์ (สัญญาการสมรสตามอิสลาม) จะไม่เป็นประโยชน์ในวันกิยามะฮ์ ยกเว้นบรรดาญาติของรอซูลุลลอฮฺ

การได้รับการตั้งชื่อตามนามอันประเสริฐของรอซูลุลลอฮฺ เป็นประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ผู้ศรัทธาที่แท้จริงซึ่งใช้นามอันประเสริฐของท่านจะไม่เข้าสู่นรก (ญะฮันนัม)

ทุกถ้อยคำและทุกการกระทำของท่านถูกต้อง และทุกการตัดสินใจของท่านนบีได้รับการทำให้ถูกต้องโดยอัลลอฮฺ ตะอาลา

เป็นฟัรฎูสำหรับทุกคนที่จะต้องรักท่านนบี ท่านกล่าวว่า "ผู้ใดรักอัลลอฮฺ ตะอาลา ผู้นั้นย่อมรักฉัน" เครื่องหมายของการรักท่าน คือการปฏิบัติตามศาสนาของท่าน แนวทางของท่าน ซุนนะฮ์ของท่าน และอัคลากของท่าน ในอัลกุรอานอัลกะรีม ท่านได้รับคำสั่งให้กล่าวว่า "หากพวกท่านปฏิบัติตามฉัน อัลลอฮฺ ตะอาลาจะทรงรักพวกท่าน"

เป็นวาญิบ (ใกล้เคียงกับฟัรฎู) ที่จะต้องรักอะฮ์ลุลบัยต์ของท่าน ท่านนบีกล่าวว่า "ผู้ใดมีความเป็นศัตรูกับอะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน ผู้นั้นคือมุนาฟิก"
อะฮ์ลุลบัยต์ของท่าน คือบรรดาญาติของท่านที่ถูกห้ามไม่ให้รับซะกาต พวกเขาคือภริยาของท่าน และบรรดาผู้ศรัทธาที่สืบเชื้อสายจากฮาชิม ปู่ของท่าน กล่าวคือ ลูกหลานของอาลี อุก็อยล์ ญะอ์ฟัร ฏ็อยยาร และอับบาส

เป็นวาญิบที่จะต้องรักอัศฮาบของท่านนบีทั้งหมด ท่านนบีกล่าวว่า "อย่ามีความเป็นศัตรูกับอัศฮาบของฉันหลังจากฉันไปแล้ว การรักพวกเขาคือการรักฉัน การเป็นศัตรูกับพวกเขาคือการเป็นศัตรูกับฉัน ผู้ใดทำร้ายพวกเขา ผู้นั้นได้ทำร้ายฉัน และผู้ใดทำร้ายฉัน ผู้นั้นได้ทำร้ายอัลลอฮฺ ตะอาลา และอัลลอฮฺ ตะอาลาจะทรมานผู้ที่ทำร้ายพระองค์"

อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงสร้างผู้ช่วยสององค์ในฟากฟ้าและสองคนบนแผ่นดินสำหรับมุฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) ได้แก่ ญิบรีล มิคาอีล อบูบักร และอุมัร (เราะฎิยัลลอฮุ ตะอาลา 'อันฮุม อัจมาอีน)51

ชายหญิงทุกคน ที่เสียชีวิตหลังจากถึงวัยบรรลุศาสนภาวะแล้ว จะถูกถามเกี่ยวกับมุฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) ในหลุมศพ คำถามว่า "ใครคือพระเจ้าของเจ้า" ตามด้วยคำถามว่า
"ใครคือนบีของเจ้า"

การอ่านหะดีษของมุฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) เป็นอิบาดะฮ์ และผู้ที่อ่านจะได้รับษะวาบ
ในการอ่านหะดีษ เป็นมุสตะฮับที่จะอาบน้ำละหมาด สวมเสื้อผ้าที่สะอาด ใช้เครื่องหอมก่อนอ่าน วางหนังสือหะดีษ อัช-ชะรีฟไว้ในที่สูงกว่าระดับเอว ไม่ลุกขึ้นเพื่อต้อนรับผู้ที่เข้ามา และให้ผู้ฟังไม่พูดคุยกันเอง ใบหน้าของผู้ที่อ่านหะดีษเป็นประจำจะมีความผ่องใส สว่าง และงดงาม มารยาท (อะดับ) เช่นเดียวกันนี้ควรถูกปฏิบัติเมื่ออ่านหรือท่องอัลกุรอานอัลกะรีม

อัซรออีล ('อะลัยฮิสสลาม) มาในรูปลักษณ์ของมนุษย์เพื่อรับวิญญาณอันประเสริฐของท่าน และได้ขออนุญาตก่อนเข้าพบ

ท่านทรงมีชีวิตอยู่ในหลุมศพของท่าน ด้วยชีวิตลักษณะที่เราไม่อาจทราบได้ ท่านอ่านอัลกุรอานอัลกะรีม และประกอบศอลาตในหลุมศพของท่าน (บรรดานบีทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้)

มะลาอิกะฮฺจะได้ยินบรรดามุสลิมกล่าวซอละวาตแด่รอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จากทั่วทุกมุมโลก และจะรายงานแก่ท่านในหลุมศพของท่าน มะลาอิกะฮฺนับพันองค์มาเยี่ยมท่านทุกวัน

ดินในหลุมศพอันประเสริฐของท่านมีคุณค่ายิ่งกว่าสถานที่อื่นใดทั้งหมด รวมถึงกะอฺบะฮฺและสวรรค์ทั้งหลาย

ทุกเช้าและทุกเย็น การงานและอิบาดะฮ์ที่อุมมะฮ์ของท่านได้กระทำจะถูกนำไปแสดงแก่ท่าน ท่านจะได้เห็นผู้คนที่กระทำการงานเหล่านั้น และท่านจะขอดุอาเพื่อการอภัยโทษแก่ผู้กระทำบาป

เป็นมุสตะฮับ (ศาสนาแนะนำให้ปฏิบัติ เพื่อความดีและผลบุญ แต่ไม่ถึงขั้นบังคับ: ผู้แปล) ที่สตรีจะไปเยี่ยมหลุมศพของท่านนบี สำหรับการเยี่ยมหลุมศพอื่น ๆ นั้น สตรีจะได้รับอนุญาตเฉพาะในกรณีที่ไม่มีผู้ชายอยู่รอบข้าง และต้องแต่งกายให้เหมาะสมกับมุสลิมะฮ์

หลังจากการวะฟาตของนบีผู้ประเสริฐแล้ว เช่นเดียวกับในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตอบรับดุอาของผู้ที่ทำตะวัสสุลด้วยท่าน กล่าวคือ ขอด้วยเหตุแห่งท่าน ได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา
วันหนึ่ง ชายชาวชนบทคนหนึ่งได้ไปเยี่ยมหลุมศพของท่าน และกล่าวว่า "โอ้ ร็อบบ์ของข้า พระองค์ทรงบัญชาให้ปลดปล่อยทาส นี่คือรอซูลของพระองค์ และข้าพระองค์เป็นทาสคนหนึ่งของพระองค์ ด้วยเหตุแห่งนบีของพระองค์ โปรดปลดปล่อยข้าพระองค์ให้พ้นจากไฟแห่งญะฮันนัมเถิด"
แล้วมีเสียงกล่าวว่า "โอ้ บ่าวของข้า เหตุใดเจ้าจึงขอให้ปลดปล่อยเพียงตัวเจ้าเอง เหตุใดเจ้าไม่ขอให้ปลดปล่อยบ่าวทั้งหมดของข้าเล่า ไปเถิด บัดนี้ข้าได้ปลดปล่อยเจ้าจากญะฮันนัมแล้ว"

ฮาติม อัลอะซัม บัลคี หนึ่งในเอาลิยาอ์ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ได้ยืนอยู่ข้าง หลุมศพของรอซูลุลลอฮฺ และกล่าวว่า "โอ้ พระเจ้าของข้าฯ ข้าพระองค์มาเยี่ยมหลุมศพของ นบีของพระองค์ โปรดอย่าทรงให้ข้าพระองค์กลับไปมือเปล่าเลย"
แล้วมีเสียงกล่าวว่า "โอ้ บ่าวของข้า ข้าได้ตอบรับการเยี่ยมหลุมศพของผู้เป็นที่รัก ของข้าแล้ว ข้าได้อภัยโทษให้แก่เจ้าและแก่ผู้ที่มาเยี่ยมพร้อมกับเจ้า"

อิหม่าม อะห์หมัด กอสตะลานี (เราะห์มะตุลลอฮิ 'อะลัยฮ์) เล่าว่า "ข้าพเจ้าป่วยด้วย โรค ๆ หนึ่งเป็นเวลาหลายปี แพทย์ไม่สามารถหาวิธีรักษาได้ คืนหนึ่งที่มักกะฮฺ ข้าพเจ้าได้ วิงวอนรอซูลุลลอฮฺอย่างสุดหัวใจ คืนนั้นข้าพเจ้าเห็นบุคคลผู้หนึ่งในความฝัน ในมือของเขา มีกระดาษซึ่งเขียนว่า 'ในนี้คือยารักษาโรคของอะห์หมัด กอสตะลานี โดยอนุญาตของ รอซูลุลลอฮฺ' เมื่อข้าพเจ้าตื่นขึ้น โรคที่ว่านั้นก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง"

อีกครั้งหนึ่ง กอสตะลานีเล่าว่า "เด็กหญิงคนหนึ่งป่วยเป็นโรคลมชัก ข้าพเจ้าได้ วิงวอนรอซูลุลลอฮฺอย่างจริงจังให้ท่านช่วยขอความดีให้แก่นาง ในความฝันของข้าพเจ้า มีผู้ หนึ่งนำญินที่ทำให้นางป่วยมาหาข้าพเจ้า และกล่าวว่า 'รอซูลุลลอฮฺส่งสิ่งนี้มาให้ท่าน'
ข้าพเจ้าตะโกนและตำหนิญินตนนั้น เขาสาบานว่าจะไม่ทำร้ายนางอีก แล้วข้าพเจ้าก็ตื่น ต่อ มาข้าพเจ้าได้รับข่าวว่าเด็กหญิงผู้นั้นหายจากโรคลมชักแล้ว"

67. ในวันกิยามะฮ์ รอซูลุลลอฮฺจะเป็นผู้แรกที่ฟื้นขึ้นจากหลุมศพ ท่านจะสวมอาภรณ์แห่ง ญันนะฮ์ และจะทรงขี่บุรอค ซึ่งเป็นพาหนะจากญันนะฮ์ ไปยังสถานที่ชุมนุม (มะห์ชัร) โดย ถือธงที่เรียกว่า "ลิวาอ์ อัลฮัมด์" อยู่ในพระหัตถ์ บรรดานบีและมนุษย์ทั้งหมดจะยืนอยู่ใต้ธงนี้
พวกเขาจะอ่อนล้าจากการรอคอยเป็นเวลาหนึ่งพันปี ผู้คนจะไปหานบีอาดัม นูห์ อิบรอฮีม มูซา และอีซา ('อะลัยฮิมุสสลาม) ทีละท่าน เพื่อขอให้พวกท่านช่วยชะฟาอะฮ์ให้การ พิพากษาครั้งสุดท้ายเริ่มขึ้น นบีแต่ละท่านจะขอปลีกตัว และกล่าวว่าพวกท่านละอายและเก รงกลัวอัลลอฮฺ ตะอาลา และจะถอยออกจากการชะฟาอะฮ์
เมื่อผู้คนมาหารอซูลุลลอฮฺและวิงวอน ท่านจะทำสุญูดและขอดุอา และการชะฟาอะฮ์ของ ท่านจะได้รับการตอบรับ อุมมะฮ์ของท่านจะเป็นกลุ่มแรกที่ถูกสอบบัญชี เป็นกลุ่มแรกที่ข้าม สะพานศิรอต และเป็นกลุ่มแรกที่เข้าสู่ญันนะฮ์ พวกเขาจะเปล่งแสงสว่างไปทุกแห่งที่พวก เขาไปถึง
ขณะที่ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ข้ามสะพานศิรอต จะมีเสียงกล่าวว่า "ทุกคนจงหลับตา ธิดาขอ งมูฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) กำลังผ่านไป"

68. ตำแหน่งที่รอซูลุลลอฮฺจะประทับอยู่ในญันนะฮ์ เรียกว่า วะซีละฮ์ ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของ ญันนะฮ์ รากของต้นซิดเราะตุลมุนตะฮา ซึ่งกิ่งก้านแผ่ขยายไปถึงผู้คนทั้งหมดในญันนะฮ์ อยู่ ณ ที่นั้น ความโปรดปรานสำหรับผู้ที่อยู่ในญันนะฮ์จะมาจากกิ่งก้านเหล่านี้

"ฉันต้องการสถานะการเป็นนบีในฐานะที่เกิดมาเป็นบ่าว" หะดีษ อัช-ชะรีฟ

69. อะซานที่ถูกกล่าวในสมัยนบีอาดัม ('อะลัยฮิสสลาม) ก็มีนามขอ งมูฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) รวมอยู่ด้วย

70. เตารอต อินญีล และซะบูร ได้บรรจุข้อความที่สรรเสริญและยก ย่องมูฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) คอลีฟะฮ์ทั้งสี่ของท่าน (อบูบักร อุมัร อุษมาน และอาลี) อัศ ฮาบของท่าน และบางส่วนของอุมมะฮ์ของท่าน อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงนำคำว่า "มูฮัมมัด" มาจากพระนามของพระองค์เองคือ "มะห์มูด" และประทานให้เป็นนามแก่หะบีบของ พระองค์ และพระองค์ยังทรงประทานนาม "เราะอูฟ" และ "เราะฮีม" ให้แก่หะบีบของ พระองค์จาก พระนามของพระองค์เอง

71. มะลาอิกะฮฺได้ผ่าอกของท่านเมื่อท่านมีอายุสามปี เมื่อท่านได้รับแจ้งถึงการเป็นนบีเมื่อ อายุสี่สิบปี และเมื่อท่านถูกนำไปสู่มิอ์รอจเมื่ออายุห้าสิบสองปี พวกเขานำหัวใจของท่าน ออกมา และชำระล้างด้วยน้ำจากญันนะฮ์ในภาชนะที่นำมาจากญันนะฮ์

72. ท่านได้เห็นดาวทั้งเจ็ดในกลุ่มดาวที่เรียกว่า "สุรัยยา (เพลียดีส)" ในกลุ่มดาวพฤษภ และได้กล่าวถึงจำนวนของมัน กลุ่มดาวนี้ยังเรียกว่า Seven Sisters

73. มีคนบางคนได้ดื่มเลือดของท่านหลังจากการเจาะเลือด ท่านกล่าวว่า "ไฟแห่ง ญะฮันนัมจะไม่เผาเขา"

74. หนึ่งในมุอ์ญิซาตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของท่าน คือการขึ้นสู่เบื้องบนที่เรียกว่า มิอ์รอจ บนพาห นะจากญันนะฮ์ที่เรียกว่า บุรอค ท่านถูกนำจากมักกะฮฺไปยังกุดส์ แล้วขึ้นสู่ฟากฟ้าและถึง อะรัช ท่านได้เห็นสิ่งอัศจรรย์มากมายที่นั่น ท่านได้เห็นอัลลอฮฺ ตะอาลาด้วยการเห็นที่แท้ จริงในลักษณะที่ไม่อาจทราบได้ (การเห็นนั้นเกิดขึ้นนอกโลกวัตถุ กล่าวคือ ในอาคิเราะฮ์) และในชั่วขณะเดียว ท่านก็ถูกนำกลับสู่บ้านของท่าน ไม่มีนบีท่านใดได้รับมุอ์ญิซะฮ์แห่งมิอ์ รอจเช่นนี้

75. ถูกกำหนดเป็นฟัรฎูแก่อุมมะฮ์ของท่านให้กล่าวซอละวาตและสลามแด่ท่านอย่างน้อยห นึ่งครั้งในชีวิต อัลลอฮฺ ตะอาลาและบรรดามะลาอิกะฮฺก็กล่าวซอละวาตและสลามแด่ท่าน เช่นกัน

76. หัวใจอันประเสริฐของท่านอยู่กับอัลลอฮฺ ตะอาลาเสมอ ทั้งในยามค่ำคืน ขณะหลับและ ขณะตื่น ขณะอยู่กับผู้อื่นและขณะอยู่ตามลำพัง ระหว่างการเดินทาง อยู่บ้าน ในยามสงคราม ขณะหัวเราะ และขณะร้องไห้ มีบางช่วงเวลาที่ท่านอยู่กับอัลลอฮฺ ตะอาลาเพียงลำพัง
เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจทางโลกของท่าน และนำหัวใจอันประเสริฐของท่านกลับสู่โลก ของมนุษย์ ท่านจะไปหาภริยาของท่านคืออาอิชะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา) และกล่าวว่า
"โอ้ อาอิชะฮ์ พูดกับฉันสักเล็กน้อยเถิด"
จากนั้นท่านจะออกไปพบอัศฮาบของท่าน เพื่อแนะนำและชี้นำพวกเขา หลังจาก ปฏิบัติซุนนะฮ์ของละหมาดศุบฮ์ที่บ้าน และสนทนากับท่านหญิงอาอิชะฮ์เพียงครู่หนึ่งแล้ว ท่านจะไปยังมัสยิดเพื่อนำอัศฮาบของท่านประกอบฟัรฎูของละหมาดศุบฮ์สองร็อกอะฮ์ สภาพนี้เรียกว่า ค่อศออิศ อัลไปฆ็อมบะรี ซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะของมูฮัมมัด หากท่าน ออกไปโดยไม่พูดคุยกับอาอิชะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา) ก่อน จะไม่มีผู้ใดสามารถมองพระ พักตร์ของท่านได้ เนื่องจากการปรากฏแห่งพระองค์และนูรที่อยู่บนพระพักตร์ของท่าน

77. แทนที่จะขอฐานะและอำนาจการปกครอง ท่านเลือกนบูวะฮ์ (สถานะการเป็นนบี) และ ความยากจน เช้าวันหนึ่ง ขณะสนทนากับญิบรีล ('อะลัยฮิสสลาม) ท่านกล่าวว่าคืนก่อนหน้า นั้นพวกเขาไม่มีแม้แต่อาหารสักคำจะรับประทาน ขณะนั้นเอง อิสรอฟีล ('อะลัยฮิสสลาม) ก็ลงมาและกล่าวว่า "อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงได้ยินสิ่งที่ท่านกล่าว และทรงส่งข้ามา หากท่าน ประสงค์หินทุกก้อนที่ท่านสัมผัสจะกลายเป็นทอง เงิน หรือมรกต และหากท่านประสงค์ ท่านก็สามารถดำรงนบูวะฮ์ในฐานะผู้ปกครองได้"
รอซูลุลลอฮฺกล่าวสามครั้งว่า "ฉันต้องการสถานะการเป็นนบีในฐานะที่เกิดมาเป็นบ่าว"

78. นบีท่านอื่น ๆ (อะลัยฮิมุศศ็อละวาต วัตตัสลีมาต) เป็นนบีสำหรับช่วงเวลาและดินแดน เฉพาะ มูฮัมมัด (อะลัยฮิสสลาม) ถูกส่งมาเป็นนบีสำหรับมนุษย์และญินทั้งหมดบนแผ่นดิน จนถึงวันกิยามะฮ์ นักวิชาการบางท่านกล่าวว่าท่านยังเป็นนบีของมะลาอิกะฮฺ สัตว์ พืช และ สรรพสิ่งไม่มีชีวิต กล่าวโดยสรุป คือของสรรพสิ่งทั้งหมด

79. ความเมตตาและความโปรดปรานของท่านแผ่ไปถึงสิ่งมีชีวิตทั้งหมด และความ โปรดปรานของท่านต่อบรรดาผู้ศรัทธานั้นปรากฏชัด ผู้ปฏิเสธศรัทธาในสมัยนบีท่านอื่น (อะ ลัยฮิมุศศ็อละวาต วัตตัสลีมาต) ถูกลงโทษและทำลายในโลกนี้ แต่ผู้ที่ปฏิเสธมูฮัมมัด (อะ ลัยฮิสสลาม) ไม่ถูกลงโทษในโลกนี้
วันหนึ่ง ท่านถามญิบรีล (อะลัยฮิสสลาม) ว่า "อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงประกาศว่าฉันเป็น ความเมตตาแก่สากลโลก ท่านได้รับส่วนหนึ่งจากความเมตตาของฉันหรือไม่"
ญิบรีลตอบว่า "ขอสาบานต่อหน้าความยิ่งใหญ่และความเกรียงไกรของอัลลอฮฺ ตะอาลา ข้าพเจ้าหวาดกลัวชะตากรรมของตนมาโดยตลอด เมื่อข้าพเจ้านำอายะฮ์ (อายะฮ์ที่ 20 และ 21 แห่งซูเราะฮ์อัตตักวีร) ซึ่งระบุว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ซื่อสัตย์มาให้ท่าน ข้าพเจ้าก็พ้นจากความ หวาดกลัวอันน่าสะพรึงนั้นด้วยการสรรเสริญนี้ และเริ่มรู้สึกมั่นคง จะมีความเมตตาใดที่ยิ่ง ใหญ่กว่านี้อีกหรือ"

80. อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงประสงค์ให้มูฮัมมัด (อะลัยฮิสสลาม) มีความพึงพอใจอย่างสมบูรณ์ (ดังที่ได้กล่าวไว้ในคุณลักษณะที่ 35 ว่า อัลลอฮฺ ตะอาลาจะประทานสิ่งใดก็ตามที่ท่านพึง พอใจ จนกว่าท่านจะมีความพึงพอใจ ข้อเท็จจริงนี้ถูกประกาศไว้ในซูเราะฮ์อัฎฎุฮา)

81. ดังที่ได้เขียนไว้ในหนังสือ Mawâhib al-ladunniyya มีหะดีษที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่ หลายว่า "ฉันได้ขอต่อพระผู้เป็นเจ้าของฉันว่า อุมมะฮ์ของฉันจะไม่รวมตัวกันบน ความหลงผิด (เฎาะลาละฮ์) และพระองค์ก็ทรงตอบรับคำขอนั้น"

ในหะดีษอีกบทหนึ่ง กล่าวว่า "อัลลอฮฺ ตะอาลาได้ทรงปกป้องพวกท่านจากสาม ประการ ประการแรก พระองค์ทรงปกป้องพวกท่านจากการรวมตัวกันบนความหลง ผิด ประการที่สอง มุสลิมที่เสียชีวิตด้วยโรคติดต่อจะได้รับษะวาบเช่นเดียวกับชะฮีด และประการที่สาม หากมุสลิมผู้ศอลิหฺสองคนเป็นพยานถึงความดีของมุสลิมคนหนึ่ง มุสลิมผู้นั้นจะได้เข้าสู่ญันนะฮ์"

ในหะดีษอีกบทหนึ่ง กล่าวว่า "ความแตกต่างทางความเห็นในหมู่อัศฮาบของฉันคือ ความเมตตาสำหรับพวกท่าน" และ "ความแตกต่างทางความเห็นในหมู่อุมมะฮ์ของ ฉัน (การแตกแขนงเป็นมัซฮับในเรื่องอิบาดะฮ์) คือความเมตตา"

เมื่ออุมมะฮ์ของท่านพยายามอย่างเต็มที่เพื่อค้นหาความจริงและแนวทางที่ถูกต้อง ความ แตกต่างทางความเห็นจึงเกิดขึ้น ความพยายามเหล่านั้นเป็นเหตุให้เกิดความเมตตา (จา กอัลลอฮฺ ตะอาลา) หะดีษนี้ถูกปฏิเสธโดยคนสองประเภท ประเภทแรกคือ มาญิน และ ประเภทที่สองคือ มุลหิด
มาญิน คือผู้หลอกลวงที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ทางโลก
มุลหิด คือผู้หลงผิดที่กลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา เนื่องจากตีความอายะฮ์อัลกะรีมะฮ์ตามผล ประโยชน์ทางโลกของตน

ยะห์ยา อิบนุ สะอีด กล่าวว่า "บรรดานักวิชาการอิสลามเป็นผู้เอื้ออำนวย ในขณะที่คนหนึ่ง กล่าวว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นฮะลาล อีกคนหนึ่งก็กล่าวว่าสิ่งนั้นเป็นฮะรอม สิ่งที่พวกเขาเคย ตัดสินว่าเป็นฮะลาลสำหรับผู้เคร่งครัด บางครั้งก็ถูกเรียกว่าเป็นฮะรอมในยุคแห่งความ เสื่อมทราม"

หะดีษข้างต้นแสดงให้เห็นว่า อิจมาอ์ อัลอุมมะฮ์ กล่าวคือ ความเห็นพ้องของบรรดานัก วิชาการที่เรียกว่า มุจญ์ตะฮิด เป็นหนึ่งใน อะดิลละฮ์ อัช-ชัรอียะฮ์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือเป็น หนึ่งในสี่แหล่งอ้างอิงขององค์ความรู้อิสลาม มัซฮับทั้งสี่เป็นความจริง และมัซฮับคือความ เมตตาของอัลลอฮฺ ตะอาลาสำหรับมุสลิม

82. บรรดาบุตรหญิงและภริยาผู้ประเสริฐของรอซูลุลลอฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุ ตะอาลา 'อันฮุนนะ) เป็นสตรีที่ประเสริฐที่สุดในโลก และอัศฮาบทั้งหมดของท่านเป็นผู้ที่สูงส่งที่สุดในหมู่มนุษย์ ทั้งปวง รองจากบรรดานบี เมืองของท่าน คือมักกะฮฺ อัลมุกัรรอมะฮ์ และมะดีนะฮ์ อัลมุ นาววะ เราะฮ์ เป็นสถานที่ที่ประเสริฐที่สุดบนแผ่นดิน
การละหมาดหนึ่งร็อกอะฮ์ในมัสยิดอันทรงเกียรติของท่าน จะได้รับษะวาบเท่ากับการ ละหมาดหนึ่งพันร็อกอะฮ์ และอิบาดะฮ์อื่น ๆ ก็เป็นเช่นเดียวกัน ระหว่างหลุมศพของ ท่านกับ มิมบัรของท่านคือสวนหนึ่งแห่งญันนะฮ์
ท่านกล่าวว่า "ผู้ใดมาเยี่ยมฉันหลังจากการวะฟาตของฉัน ก็ประหนึ่งว่าเขาได้มา เยี่ยมฉันในขณะที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ และผู้ศรัทธาที่เสียชีวิตในหนึ่งในสองสถานที่ที่ เรียกว่า ฮะรอมัยน์ จะถูกฟื้นคืนชีพด้วยความรู้สึกปลอดภัยในวันกิยามะฮ์"
เมืองมักกะฮฺและมะดีนะฮ์ถูกเรียกว่า "ฮะรอมัยน์"

83. เชื้อสายของมนุษย์ทุกคนสืบต่อผ่านบุตรชายของพวกเขา ส่วนเชื้อสายของมูฮัมมัด ('อะ ลัยฮิสสลาม) สืบต่อผ่านธิดาของท่านคือฟาฏิมะฮ์ ข้อเท็จจริงนี้ถูกระบุไว้ในหะดีษ

84. มนุษย์ทุกคนมีสหายคนหนึ่งจากหมู่ญิน ญินตนนั้นเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา และจะกระซิบวัส วะสะฮ์อยู่เสมอ เพื่อพยายามทำลายอีมานของเขาและชักนำให้เขากระทำบาป รอซูล ('อะ ลัยฮิสสลาม) ได้ชักนำญินสหายของท่านเข้าสู่อิสลาม

85. เมื่อช่วงเวลาการเสียชีวิตของรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ใกล้เข้ามา ญิบรีล ('อะลัยฮิสสลาม) ได้มาพร้อมกับสลามจากอัลลอฮฺ ตะอาลา และกล่าวว่าพระองค์ ทรงถามถึงอาการของท่าน ท่านกล่าวว่าช่วงเวลาการเสียชีวิตของท่านใกล้เข้ามาแล้ว จาก นั้นญิบรีล ('อะลัยฮิสสลาม) ได้มอบข่าวดีมากมายแก่ท่าน เกี่ยวกับตัวท่านเองและอุมมะฮ์ ของท่าน

ข้าพเจ้าไม่อาจแลกฝุ่นใต้เท้าของท่านกับโลกทั้งโลกได้ โอ้ รอซูลุลลอฮฺ
ข้าพเจ้าไม่อาจแลกเส้นผมของท่านเพียงเส้นเดียวกับชั้นฟ้าทั้งเจ็ดได้ โอ้ รอซูลุลลอฮฺ
ความปรารถนาของซิดดีก คือเพียงข้อบกพร่องเล็กน้อยของท่าน โอ้ รอซูลุลลอฮฺ
ความหวังของอิรฟาน คือการได้เป็นฝุ่นใต้เท้าของท่าน โอ้ รอซูลุลลอฮฺ