นบีที่รัก

มุอ์ญิซาต (ปาฏิหาริย์) ของท่านนบี

"มุอ์ญิซาตของมูฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม มีมากมายนับพัน ได้ปรากฏให้เห็นแล้ว ไม่ว่าศัตรูหรือมิตร ต่างก็กล่าวถึงมันทั้งสิ้น และในบรรดามุอ์ญิซาตเหล่านั้น สิ่งที่ทรงคุณค่ายิ่งที่สุดคือมารยาทอันสูงส่งและอัคลากอันงดงามของท่าน"
ริยาฎุนนาซิฮีน

หลักฐานที่พิสูจน์ว่า นบีมูฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) ผู้เป็นที่รักของเรา เป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺนั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน อัลลอฮฺทรงตรัสว่า "หากมิใช่เพราะเจ้า เราคงมิได้สร้างจักรวาล"1

นอกจากสรรพสิ่งทั้งหลายจะเป็นที่แสดงถึงการมีอยู่และเอกภาพของอัลลอฮฺแล้ว ยังแสดงถึงสถานภาพการเป็นนบีและความประเสริฐของมูฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) ด้วย บรรดากะรอมาต (สิ่งพิเศษที่อัลลอฮฺทรงสร้าง) ทั้งหลายที่เกิดขึ้นผ่านเอาลิยาอ์แห่งอุมมะฮ์ของท่าน ล้วนถือเป็นมุอ์ญิซาตของท่าน เพราะกะรอมาตเหล่านั้นเกิดขึ้นผ่านผู้ที่ปฏิบัติตามท่านและยึดท่านเป็นแบบอย่าง
แท้จริงแล้ว เนื่องจากบรรดานบีทั้งหลาย ('อะลัยฮิมุสศ็อลาวาต วัตตัสลิมาต) ต่างปรารถนาจะเป็นส่วนหนึ่งของอุมมะฮ์ของท่านนบีมูฮัมมัด หรือกล่าวให้ชัดเจนกว่านั้น คือ พวกเขาทั้งหมดถูกสร้างมาจากนูรของท่านท่านนบีมูฮัมมัด มุอ์ญิซาตของพวกเขาจึงถูกนับรวมเป็นมุอ์ญิซาตของมูฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) ด้วย

มุอ์ญิซาตของนบีมูฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) ผู้เป็นที่รักของเรา แบ่งออกเป็นสามช่วงตามกาลเวลา คือ
ช่วงแรก มุอ์ญิซาตตั้งแต่การสร้างวิญญาณอันประเสริฐของท่าน จนถึงช่วงเวลาแห่งบิอ์ษะฮ์ เมื่อท่านได้รับแจ้งถึงการเป็นนบี
ช่วงที่สอง มุอ์ญิซาตในช่วงระหว่างบิอ์ษะฮ์จนถึงช่วงเวลาการเสียชีวิตของท่าน
ช่วงที่สาม มุอ์ญิซาตที่เกิดขึ้นแล้ว และจะเกิดขึ้นต่อไปตั้งแต่ช่วงเวลาการเสียชีวิตของท่าน จนถึงจุดอวสานแห่งกาลเวลา

มุอ์ญิซาตในประเภทแรกเรียกว่า อิรฮาศ และในแต่ละประเภท ยังแบ่งออกเป็นสองลักษณะ คือ มุอ์ญิซาตที่เห็นได้โดยตรง และมุอ์ญิซาตที่อนุมานได้ มุอ์ญิซาตทั้งหมดมีจำนวนมากมายจนไม่อาจนับได้ ส่วนมุอ์ญิซาตในประเภทที่สอง มีการประมาณว่ามีอยู่ราวสามพันประการ ต่อไปนี้คือบางส่วนของมุอ์ญิซาตที่มีชื่อเสียง

1. มุอ์ญิซาตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมูฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) คือ อัลกุรอานอัลกะรีม กวีและนักวรรณกรรมทั้งหลายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ล้วนหมดหนทางและตกตะลึงต่อถ้อยคำและความหมายของอัลกุรอานอัลกะรีม พวกเขาไม่สามารถประพันธ์สิ่งใดเทียบเท่าอายะฮ์อัลกะรีมะฮ์แม้เพียงอายะฮ์เดียวได้
ความไพเราะและศิลปะทางภาษาในอัลกุรอานนั้นไม่เหมือนภาษาของมนุษย์ กล่าวคือ หากตัดคำใดคำหนึ่งออก หรือเพิ่มคำใดเข้าไป ความงดงามของถ้อยคำและความหมายจะถูกทำลายทันที ความพยายามที่จะเปลี่ยนคำเพียงคำเดียวก็พิสูจน์แล้วว่าล้มเหลว รูปแบบเชิงกวีของมันไม่เหมือนกับกวีอาหรับคนใด

อัลกุรอานอัลกะรีมบอกเล่าเรื่องลับเร้นมากมาย ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผู้ที่ได้ฟังหรืออ่านจะยิ่งปรารถนามากขึ้นเสมอ แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า แต่หัวใจไม่รู้สึกเบื่อหน่าย จากประสบการณ์นับไม่ถ้วนเป็นที่เข้าใจแล้วว่า การอ่านและการฟังอัลกุรอานอัลกะรีมช่วยบรรเทาความทุกข์ มีผู้คนที่เมื่อได้ยินอัลกุรอานอัลกะรีม หัวใจเกิดความหวาดกลัวและสะพรึงจนถึงกับเสียชีวิตก็มี
หัวใจของศัตรูผู้แข็งกร้าวของอิสลามจำนวนมากอ่อนลงเมื่อพวกเขาได้ฟังอัลกุรอานอัลกะรีม และพวกเขาเข้าสู่อีมาน

แม้จะมีศัตรูของอิสลามและซินดีก (ผู้ปฏิเสธศรัทธาที่แสร้งเป็นมุสลิมเพื่อทำลายอิสลามจากภายใน) ที่ใช้ชื่อมุสลิม เช่น มุอัตฏิละฮ์ มะลาฮิดะฮ์ และกะรอมิตะฮ์ ซึ่งพยายามเปลี่ยนแปลง บิดเบือน หรือแต่งสิ่งที่คล้ายคลึงกับอัลกุรอานอัลกะรีม แต่ไม่มีผู้ใดบรรลุเป้าหมายได้
ส่วนเตารอตและอินญีลนั้น ถูกมนุษย์เปลี่ยนแปลงมาตลอด และยังคงถูกเปลี่ยนแปลงอยู่

สิ่งงดงามที่ไม่อาจค้นพบได้ด้วยความรู้และประสบการณ์ทั้งปวง คุณธรรมอันดีงาม จริยธรรมที่ทำให้มนุษย์มีความประเสริฐ ความดีที่นำไปสู่ความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ข้อมูลเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของสรรพสิ่ง ตลอดจนสิ่งที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่มนุษย์ ล้วนถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอานอัลกะรีม ทั้งโดยชัดแจ้งและโดยนัย ความหมายโดยนัยนั้น มีเพียงบรรดาผู้รู้ที่แท้จริงเท่านั้นจึงจะเข้าใจได้

ความรู้และความลับทั้งหมดที่มีอยู่ในคัมภีร์ฟากฟ้าทั้งหลาย คือ เตารอต ซะบูร และอินญีล ได้รับการอธิบายไว้ในอัลกุรอานอัลกะรีม ความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่ในอัลกุรอานอัลกะรีม มีเพียงอัลลอฮฺเท่านั้นที่ทรงรู้ทั้งหมด พระองค์ทรงเปิดเผยความรู้ส่วนใหญ่แก่ท่านนบีผู้เป็นที่รักของพระองค์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)
อาลีและฮุซัยน์ (เราะฎิยัลลอฮุ 'อันฮุมา) กล่าวว่า พวกเขารู้ความรู้ส่วนใหญ่เหล่านี้

การอ่านอัลกุรอานอัลกะรีมเป็นความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ อัลลอฮฺทรงประทานความโปรดปรานนี้แก่อุมมะฮ์ของฮะบีบของพระองค์ มะลาอิกะฮฺถูกจำกัดจากความโปรดปรานนี้ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงรวมตัวกันในสถานที่ที่มีการอ่านอัลกุรอานอัลกะรีม และตั้งใจฟัง
ตัฟซีรทั้งหมดอธิบายความรู้ในอัลกุรอานอัลกะรีมได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในวันกิยามะฮ์ เมื่อมูฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) ขึ้นสู่มิมบัรและอ่านอัลกุรอานอัลกะรีม ผู้ที่ฟังจะเข้าใจความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่ในนั้น

2. หนึ่งในมุอ์ญิซาตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมูฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) คือ การที่ท่านแยกดวงจันทร์ออกเป็นสองส่วน ไม่มีนบีท่านใดได้รับมุอ์ญิซาตนี้
เมื่อมูฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) มีอายุห้าสิบสองปี ผู้นำของชาวกุร็อยช์ผู้ปฏิเสธศรัทธาในมักกะฮฺมาหาท่าน และกล่าวว่า "หากท่านเป็นนบีจริง จงแยกดวงจันทร์ออกเป็นสองส่วน"

นบีผู้เป็นที่รักของเราปรารถนาอย่างยิ่งให้ทุกคน โดยเฉพาะเครือญาติของท่าน เข้าสู่อิสลาม ท่านจึงยกมือขึ้นและวิงวอน อัลลอฮฺทรงตอบรับ และทรงแยกดวงจันทร์ออกเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งปรากฏอยู่บนภูเขาลูกหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งอยู่บนอีกลูกหนึ่ง
พวกผู้ปฏิเสธศรัทธากล่าวว่า "มูฮัมมัดได้ทำเวทมนตร์ใส่พวกเรา" และยังคงยืนกรานอยู่ในการปฏิเสธของตน

บทกวี

เมื่อสุนัขมองดวงจันทร์ มันก็เห่า
เราจะโทษดวงจันทร์ได้อย่างไรเล่า
รู้มิใช่หรือ สุนัขจะเห่าเสมอ
แล้วคนโง่เขลาจะคิดเช่นไร

โคลงคู่

การสูญเสียการรับรสนั้น เป็นสัญญาณของความเจ็บป่วย
เครื่องดื่มอันโอชะ ย่อมขื่นขมสำหรับผู้ที่สุขภาพบกพร่อง

3. ในบางศึกสงคราม เมื่อเกิดการขาดแคลนน้ำ มูฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) จะจุ่มมืออันประเสริฐของท่านลงในภาชนะที่มีน้ำ น้ำก็ไหลพุ่งออกมาจากช่องระหว่างนิ้วมือของท่าน และภาชนะก็ล้นเอ่อด้วยสายน้ำไหล จำนวนผู้ที่ได้ดื่มน้ำนั้น บางครั้งก็แปดสิบคน บางครั้งสามร้อยคน บางครั้งหนึ่งพันห้าร้อยคน และในการกอซวะฮ์ตะบูก มีถึงเจ็ดหมื่นคนพร้อมสัตว์ของพวกเขา เมื่อท่านยกมืออันประเสริฐออกจากน้ำ การไหลก็หยุดลง

"โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์! ดังที่ข้าพระองค์ได้ห่มลุงและอะฮ์ลุลบัยต์ของข้าพระองค์ โปรดทรงปกป้องพวกเขาจากไฟญะฮันนัมด้วยเถิด"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

4. วันหนึ่ง ท่านไปยังบ้านของลุงฝ่ายบิดาคืออับบาส และให้เขากับบุตรหลานนั่งชิดกับท่าน ท่านห่มพวกเขาด้วยชุดอิห์รอมของท่าน และกล่าวว่า "โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์! ดังที่ข้าพระองค์ได้ห่มลุงและอะฮ์ลุลบัยต์ของข้าพระองค์ โปรดทรงปกป้องพวกเขาจากไฟญะฮันนัมด้วยเถิด" แล้วมีเสียงจากกำแพงกล่าวว่า "อามีน" สามครั้ง2

5. วันหนึ่ง เมื่อมีผู้ขอให้ท่านแสดงมุอ์ญิซะฮ์ ท่านเรียกต้นไม้ที่อยู่ไกล ต้นไม้ก็เคลื่อนมา ลากรากของมันมาด้วย โค้งคำนับให้ท่าน และกล่าวว่า "อัชฮะดู อัน ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะ อัชฮะดู อันนะ มุฮัมมะดัน อับดุฮู วะ รอซูลุฮฺ" จากนั้นมันก็กลับไปยังที่เดิมและยืนอยู่ดังเดิม

6. ในฆ็อซวะฮฺค็อยบัร เมื่อมีผู้วางเนื้อแกะย่างที่ใส่ยาพิษต่อหน้าท่าน ท่านได้ยินเสียงกล่าวว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ! อย่ากินข้า ข้ามียาพิษ"

7. วันหนึ่ง ท่านกล่าวแก่ชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังถือรูปเคารพว่า "หากรูปเคารพนี้พูดกับฉัน เจ้าจะศรัทธาหรือไม่"
ชายผู้นั้นตอบว่า "ฉันบูชามันมาห้าสิบปี ไม่เคยได้ยินมันพูด แล้วมันจะพูดกับท่านได้อย่างไร"
เมื่อท่านนบีมูฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) ถามว่า "โอ้ รูปเคารพ! ฉันคือใคร" ก็มีเสียงตอบว่า "ท่านคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ" เจ้าของรูปเคารพคนนั้นจึงเข้ารับอิสลามในทันที

8. มีท่อนอินทผลัมท่อนหนึ่งในมัสยิดอันนะบะวีย์ ณ มะดีนะฮ์ รอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เคยใช้ท่อนไม้นั้นค้ำยันเมื่อกล่าวคุฏบะฮ์ ท่อนอินทผลัมนี้มีชื่อว่า "ฮันนานะฮ์" ต่อมาเมื่อมีการสร้างมิมบัร ท่านจึงไม่ได้ใช้ฮันนานะฮ์อีก บรรดาญะมาอะฮ์ทั้งหมดได้ยินเสียงร้องไห้ออกมาจากมัน นบีของเราจึงลงจากมิมบัรและกอดฮันนานะฮ์ มันจึงหยุดร้อง ท่านกล่าวว่า "หากฉันไม่กอดมัน การพรากจากฉันจะทำให้มันร้องไห้จนถึงวันกิยามะฮ์"

มุอ์ญิซะฮ์นี้ได้ถูกพบเห็นและรายงานไว้หลายครั้ง

9. มีผู้เห็นหลายครั้งว่า กรวดที่ท่านหยิบขึ้นมา และอาหารที่อยู่ในมือของท่าน ได้ทำตัสบีห์ต่ออัลลอฮฺ ด้วยเสียงคล้ายผึ้ง

10. วันหนึ่ง ผู้ปฏิเสธศรัทธาคนหนึ่งมาหาท่านและกล่าวว่า "ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นนบี" รอซูลุลลอฮฺถามว่า "หากฉันเรียกพวงอินทผลัมบนต้นนี้ แล้วมันมา เจ้าจะศรัทธาหรือไม่" เขาตอบว่าจะศรัทธา ท่านจึงเรียกพวงอินทผลัม มันก็กระโดดเข้ามา เมื่อท่านกล่าวว่า "จงกลับไปยังที่ของเจ้า" มันก็กลับไปแขวนอยู่ดังเดิม ผู้ปฏิเสธศรัทธาคนนั้นจึงเข้ารับอิสลาม

11. ณ มักกะฮฺ หมาป่าหลายตัวคาบแกะจากฝูงไป เมื่อคนเลี้ยงแกะไล่และเอาแกะกลับมา หมาป่าตัวหนึ่งพูดว่า "เจ้าไม่ยำเกรงอัลลอฮฺหรือ ที่เอาปัจจัยยังชีพซึ่งอัลลอฮฺทรงส่งมาให้เราไป"
คนเลี้ยงแกะอึ้งและพึมพำว่า "หมาป่าพูดได้!"
หมาป่ากล่าวต่อว่า "ฉันจะบอกสิ่งที่น่าประหลาดใจกว่านี้เอาไหม มูฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) นบีของอัลลอฮฺ กำลังแสดงมุอ์ญิซะฮ์อยู่ที่มะดีนะฮ์" คนเลี้ยงแกะจึงไปบอกเรื่องนี้แก่รอซูลุลลอฮฺ และเข้ารับอิสลาม

12. ขณะมูฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เดินอยู่ในทุ่งหญ้า ท่านได้ยินเสียงเรียกว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ!" สามครั้ง ท่านหันไปตามเสียง เห็นกวางตัวหนึ่งถูกมัดไว้ มีชายคนหนึ่งนอนอยู่ข้าง ๆ ท่านถามกวางว่าต้องการอะไร กวางกล่าวว่า "นายพรานผู้นี้จับฉันไว้ ฉันมีลูกสองตัวอยู่บนเนินนั้น โปรดปล่อยฉันไปเถิด ฉันจะไปให้นมลูกแล้วจะกลับมา"
รอซูล ('อะลัยฮิสสลาม) ถามว่า "เจ้าจะรักษาคำสัญญาและกลับมาหรือไม่"
กวางตอบว่า "ฉันสาบานต่ออัลลอฮฺ หากฉันไม่กลับมา ขอให้ความกริ้วของอัลลอฮฺจงมีแก่ฉัน"
รอซูลุลลอฮฺจึงปล่อยกวาง ไม่นานมันก็กลับมา เมื่อชายคนนั้นตื่นและถามว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ! ท่านมีคำสั่งใดแก่ข้าหรือไม่"
ท่านนบีกล่าวว่า "จงปล่อยกวางตัวนี้เสีย"
ชายผู้นั้นก็แก้มัดและปล่อยกวาง กวางกล่าวว่า "อัชฮะดู อัน ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะ อันนะกะ รอซูลุลลอฮฺ" แล้วจากไป

13. วันหนึ่ง ท่านเชิญชาวบ้านคนหนึ่งเข้าสู่ศรัทธา ชายผู้นั้นกล่าวว่า "หากท่านทำให้บุตรสาวของเพื่อนบ้านมุสลิมของข้าที่เสียชีวิตฟื้นขึ้นมาได้ ข้าจะรับศรัทธา"
พวกเขาจึงไปยังหลุมศพ รอซูลุลลอฮฺเรียกเด็กหญิงด้วยชื่อของนาง ได้ยินเสียงจากในหลุม แล้วเด็กหญิงก็ออกมา ท่านนบีถามว่า "เจ้าปรารถนาจะกลับสู่โลกนี้หรือไม่"
เด็กหญิงตอบว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ! ฉันไม่ต้องการกลับสู่โลกนี้ ที่นี่สบายกว่าบ้านบิดาของฉัน โลกหน้าของมุสลิมดีกว่าชีวิตในโลกนี้" ชาวบ้านผู้นั้นจึงเข้ารับอิสลามในทันที

14. ญาบิร อิบนุ อับดุลลอฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุ 'อันฮ์) ย่างแกะตัวหนึ่ง รอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และอัศฮาบของท่านได้รับประทาน ท่านกล่าวว่า
"อย่าให้กระดูกแตกนะ" ท่านได้รวบรวมกระดูกแกะทั้งหมด วางมือของท่านลงบนกระดูกและขอดุอา จากนั้น อัลลอฮฺทรงทำให้แกะฟื้นคืนชีพขึ้นมา

15. มีเด็กคนหนึ่งถูกนำตัวมาหาท่าน เด็กคนนั้นไม่พูดเลยสักคำทั้งที่โตแล้ว ท่านนบีถามว่า "ฉันคือใคร" เด็กตอบว่า "ท่านคือรอซูลุลลอฮฺ" นับแต่นั้นเขาก็พูดได้ และไม่สูญเสียการพูดอีกเลยจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

16. มีคนผู้หนึ่งเหยียบไข่งูเข้าและตาเกิดบอด เขาถูกนำมาหาท่าน เมื่อท่านทาน้ำลายของท่านลงบนเปลือกตาของเขา เขากลับมามองเห็นได้อีกครั้ง และเมื่อเขาอายุแปดสิบปี เขายังสามารถร้อยด้ายเข้ารูเข็มด้วยสายตาตัวเองได้

17. มูฮัมมัด อิบนุ คอติบ เล่าว่า "ขณะฉันยังเล็ก น้ำเดือดหกใส่และลวกตัวฉัน บิดาพาฉันไปหารางอซูลุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ท่านใช้มืออันประเสริฐทาน้ำลายของท่านลงบนแผลไฟไหม้และวิงวอน แผลก็หายทันที"

18. สตรีคนหนึ่งพาบุตรชายศีรษะล้านมาหาท่าน รอซูลุลลอฮฺลูบศีรษะเด็กด้วยมือของท่านอย่างแผ่วเบา เด็กคนนี้ก็ดีขึ้น ผมของเขาค่อย ๆ งอกขึ้นมา

19. มีบันทึกไว้ในหนังสือ "สุนัน" ของติรมิซีและนะซาอีว่า วันหนึ่ง ชายที่ตาบอดทั้งสองข้างมาหาท่านและกล่าวว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ! โปรดวิงวอนให้ฉันกลับมามองเห็นด้วยเถิด"
นบีของเรามีเมตตาต่อเขา ท่านบอกให้เขาอาบน้ำละหมาดให้สมบูรณ์ แล้วกล่าวดุอาดังต่อไปนี้ "พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์วิงวอนต่อพระองค์ และขอหันหน้าไปหาพระองค์ ด้วยนบีของพระองค์ คือมูฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม)… โอ้ มูฮัมมัด ('อะลัยฮิสสลาม) แท้จริงข้าพระองค์ขอหันหน้าไปหาพระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ โดยผ่านท่าน เพื่อให้พระองค์ทรงตอบสนองคำวิงวอนของข้าพระองค์…" เมื่อชายผู้นั้นอาบน้ำละหมาดและกล่าวดุอา จากนั้นเขาก็มองเห็น บรรดามุสลิมต่างกล่าวดุอานี้และบรรลุความประสงค์ของพวกเขาเสมอมา

20. วันหนึ่ง ขณะที่รอซูลุลลอฮฺและอบูฏอลิบ ลุงฝ่ายบิดา เดินข้ามทะเลทราย อบูฏอลิบกล่าวว่าเขากระหายน้ำมาก รอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ลงจากพาหนะและถามว่า
"ท่านกระหายน้ำหรือ" จากนั้นท่านกระทืบส้นเท้าลงบนพื้น น้ำก็พุ่งออกมา ท่านกล่าวว่า "ลุงของฉันเอ๋ย จงดื่มน้ำนี้เถิด"

"โอ้ ฮัฟเซาะฮฺ อบูบักร และบิดาของเจ้า จะปกครองอุมมะฮ์ของฉัน" หะดีษ อัช-ชะรีฟ

21. ในการเดินทางฮุดัยบียะฮฺ กองทัพได้ตั้งค่ายอยู่ข้างบ่อน้ำที่แห้งขอด ทหารบ่นถึงการขาดแคลนน้ำ รอซูลุลลอฮฺขอถังน้ำมา ท่านอาบน้ำละหมาดด้วยน้ำนั้น แล้วบ้วนน้ำลายลงไป จากนั้นให้เทน้ำในถังลงสู่บ่อ ท่านหยิบลูกศรดอกหนึ่งขว้างลงไปในบ่อ แล้วทุกคนก็เห็นน้ำพุ่งขึ้นจนเต็มปากบ่อ

22. ในฆ็อซวะฮฺหนึ่ง ทหารบ่นว่ากระหายน้ำ รอซูล 'อะลัยฮิสสลาม ส่งทหารสองคนออกไปหาน้ำ พวกเขาพบหญิงคนหนึ่งขี่อูฐ มีถุงน้ำสองถุงเต็ม จึงพานางมา รอซูลุลลอฮฺขอน้ำจากนาง แล้วให้เทลงในภาชนะ ทหารทุกคนตักน้ำใส่ภาชนะและถุงของตนทีละคน จากนั้นพวกเขาให้ผลอินทผลัมแก่นางและเติมน้ำใส่ถุงของนางให้เต็ม รอซูลุลลอฮฺกล่าวกับนางว่า "เราไม่ได้ทำให้น้ำของเธอลดลง แต่อัลลอฮฺต่างหากที่ประทานน้ำแก่พวกเรา"

23. ขณะที่ท่านกำลังกล่าวคุฏบะฮ์ในมะดีนะฮ์ มีชายคนหนึ่งกล่าวว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ! ลูกหลาน สัตว์เลี้ยง และไร่นาของเรากำลังพินาศเพราะขาดน้ำ โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิด"
ท่านนบียกมืออันประเสริฐขึ้นวิงวอน วันนั้นฟ้าไร้เมฆ แต่ยังไม่ทันที่ท่านจะลูบฝ่ามือที่ใบหน้า เมฆก็เกิดการรวมตัว และฝนก็ตกลงมาในทันที และตกต่อเนื่องหลายวัน ต่อมา ขณะที่ท่านกล่าวคุฏบะฮ์อีกครั้ง ชายผู้นั้นกล่าวว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ! พวกเราจะต้องพินาศเพราะฝนครั้งนี้"
รอซูล 'อะลัยฮิสสลาม ยิ้มและขอดุอาว่า "โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์! โปรดประทานความเมตตาแก่บ่าวคนอื่นของพระองค์ด้วย" จากนั้นเมฆก็สลายไป และดวงอาทิตย์ก็ปรากฏขึ้น

24. ญาบิร อิบนุ อับดุลลอฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า ข้าพเจ้ามีหนี้สินมาก ข้าพเจ้าเล่าให้รอซูลุลลอฮฺฟัง ท่านมาที่สวนอินทผลัมของข้าพเจ้า เดินวนรอบกองอินทผลัมสามรอบ แล้วกล่าวว่า
"จงเรียกเจ้าหนี้ของเจ้ามา" จากนั้นเจ้าหนี้แต่ละคนได้รับสิทธิของตนครบถ้วน และกองอินทผลัมก็ไม่ได้พร่องลงเลย

25. หญิงคนหนึ่งส่งน้ำผึ้งมาเป็นของขวัญ ท่านรอซูล 'อะลัยฮิสสลาม รับไว้และส่งภาชนะเปล่าคืนไป ด้วยอำนาจของอัลลอฮฺ ภาชนะนั้นกลับเต็มไปด้วยน้ำผึ้ง นางมาหาท่านและถามว่า
"โอ้ รอซูลุลลอฮฺ! ข้าพระองค์ทำผิดอันใดหรือ ท่านจึงไม่รับของขวัญจากข้าพระองค์"
ท่านกล่าวว่า "เราได้รับของขวัญของเจ้าแล้ว น้ำผึ้งที่เจ้าเห็นนี้คือบะเราะกัตที่อัลลอฮฺประทานแก่เจ้าเป็นการตอบแทน"
นางดีใจอย่างมากและนำน้ำผึ้งกลับบ้าน นางและลูก ๆ ได้รับประทานน้ำผึ้งขวดนั้นอยู่นานหลายเดือนโดยไม่พร่องลงเลย วันหนึ่ง พวกเขาได้เทน้ำผึ้งไปใส่ในภาชนะอื่น และไม่นานน้ำผึ้งก็หมดลง เมื่อแจ้งเรื่องนี้แก่รอซูลุลลอฮฺ ท่านกล่าวว่า "หากน้ำผึ้งยังอยู่ในภาชนะที่เราส่งไป พวกเขาจะบริโภคมันได้ตลอดตราบเท่าที่โลกดำรงอยู่ โดยที่มันจะไม่ลดลงเลย"

26. อบูฮุร็อยเราะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) รายงานว่า ข้าพเจ้านำอินทผลัมจำนวนหนึ่งไปหารอซูลุลลอฮฺและขอให้ท่านวิงวอนขอความจำเริญแก่พวกมัน ท่านได้ขอดุอาให้และกล่าวว่า "จงนำอินทผลัมเหล่านี้ใส่ในภาชนะของมัน เมื่อใดที่เจ้าต้องการ จงหยิบด้วยมือของเจ้า อย่าเทมันออก"
ข้าพเจ้าเก็บถุงอินทผลัมนี้ไว้กับตัวเสมอ ทั้งกลางวันและกลางคืน และกินอยู่ตลอด รวมถึงแจกเป็นเศาะดะเกาะฮ์ไปจนถึงสมัยของอุษมาน (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) วันที่ท่านอุษมานถูกสังหาร ถุงอินทผลัมก็หายไป

27. รอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เข้าใจภาษาของสัตว์ทุกชนิดเช่นเดียวกับนบีสุลัยมาน 'อะลัยฮิสสลาม สัตว์ที่มาร้องทุกข์เกี่ยวกับเจ้าของของมันถูกพบเจออยู่เสมอ

ในสงครามหุนัยน์ ท่านนบีสั่งลาสีขาวชื่อดุลดุลที่ท่านขี่ว่า "หมอบลง" มันก็หมอบลงทันที จากนั้นท่านจึลสามารถหยิบทรายจากพื้นขึ้นกำหนึ่งแล้วโปรยใส่พวกปฏิเสธศรัทธา

28. วันหนึ่ง ท่านกล่าวกับภรรยาของท่าน ฮัฟเซาะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ว่า "อบูบักร และบิดาของเจ้า จะปกครองอุมมะฮ์ของฉัน" เป็นการแจ้งข่าวดีถึงคิลาฟะฮ์ของอบูบักรและอุมัร

29. รอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้แต่งตั้งอบูฮุร็อยเราะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ให้เฝ้าอินทผลัมที่นำมาเป็นซะกาตในมะดีนะฮ์ คืนหนึ่ง อบูฮุร็อยเราะฮ์จับชายคนหนึ่งที่กำลังขโมยอินทผลัมได้ เขาบอกชายผู้นั้นว่าจะพาไปหารอซูลุลลอฮฺ ชายคนนั้นอ้างว่าเขายากจน และมีครอบครัวที่ต้องดูแลจำนวนมาก อบูฮุร็อยเราะฮ์จึงปล่อยเขาไป

วันรุ่งขึ้น รอซูลุลลอฮฺเรียกอบูฮุร็อยเราะฮ์ไปพบ และถามว่า "ชายที่เจ้าปล่อยไปเมื่อคืนทำอะไรไว้หรือ"
เมื่ออบูฮุร็อยเราะฮ์เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง ท่านกล่าวว่า "เขาหลอกเจ้า แล้วเขาจะกลับมาอีก"

คืนถัดมา ชายผู้นั้นกลับมาอีกจริง ๆ และถูกจับได้อีก เขาวิงวอนขอให้ปล่อยตัวโดยอ้างความยากจนอีกครั้ง อบูฮุร็อยเราะฮ์จึงปล่อยเขาไปอีก

คืนที่สาม ชายผู้นั้นกลับมาอีกและถูกจับได้อีก คราวนี้คำขอร้องไม่เป็นผล เขาจึงกล่าวว่า
"หากเจ้าปล่อยข้าไป ข้าจะสอนสิ่งหนึ่งแก่เจ้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าอย่างยิ่ง" เมื่ออบูฮุร็อยเราะฮ์ตอบรับ ชายผู้นั้นกล่าวว่า "หากเจ้าอ่านอายะฮ์อัลกุรซีย์ก่อนเข้านอนทุกคืน อัลลอฮฺ ตะอาลาจะทรงปกป้องเจ้า และชัยฏอนจะไม่เข้าใกล้เจ้า" แล้วเขาก็จากไป

วันรุ่งขึ้น รอซูลุลลอฮฺถามอบูฮุร็อยเราะฮ์ว่า "เมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น"
อบูฮุร็อยเราะฮ์จึงเล่าทุกอย่างให้ท่านรอซูลฟัง ท่านกล่าวว่า "ครั้งนี้เขาพูดความจริง แต่โดยแท้จริงแล้ว เขาเป็นผู้ที่โกหกเป็นอย่างยิ่ง เจ้ารู้หรือไม่ว่าสามคืนที่ผ่านมาเจ้าพูดคุยกับใคร"
อบูฮุร็อยเราะฮ์ตอบว่า "ฉันไม่ทราบเลย" รอซูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า "ชายผู้นั้นคือชัยฏอน"

30. ท่านส่งกองทัพไปยังมูตะฮ์ ผู้บัญชาการทั้งสาม (ซัยด์ บิน ฮาริษะฮ์ ญะอ์ฟัร บิน อบีฏอลิบ และอับดุลลอฮฺ บิน เราะวาฮะฮ์) ถูกชะฮีด ขณะนั้นรอซูลุลลอฮฺอยู่บนมิมบัรในมะดีนะฮ์ และได้เห็นเหตุการณ์นั้นด้วยการที่อัลลอฮฺทรงให้ท่านเห็น

"โอ้ มุอาวียะฮ์! หากวันหนึ่งเจ้าจะได้ปกครองอุมมะฮ์ของฉัน
จงตอบแทนผู้ที่กระทำความดี
และจงให้อภัยแก่ผู้ที่กระทำความผิด"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

31. เมื่อท่านส่งมุอาซ บิน ญะบัลไปยังเยเมน ท่านกล่าวว่า "ฉันและเจ้าจะไม่ได้พบกันอีกจนถึงวันกิยามะฮ์" ในตอนนั้นมุอาซยังอยู่ที่เยเมน ขณะที่รอซูลุลลอฮฺถึงช่วงเวลาการเสียชีวิตที่มะดีนะฮ์

32. ขณะใกล้ถึงช่วงเวลาการเสียชีวิต ท่านกล่าวกับ ฟาฏิมะฮ์ บุตรสาวของท่านว่า "ในหมู่เครือญาติของฉัน เจ้าเป็นคนแรกที่จะได้พบฉัน" หกเดือนต่อมา ฟาฏิมะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ก็ถึงแก่การเสียชีวิต

33. ท่านกล่าวแก่กอยส์ บิน เชมมาส ว่า "เจ้าจะมีชีวิตที่งดงาม และจะเสียชีวิตในฐานะชะฮีด" จากนั้นกอยส์ได้เป็นชะฮีดในการรบกับมุซัยละมะฮ์ อัลกัซซาบ ท่านยังได้บอกล่วงหน้าถึงการเป็นชะฮีดของอุมัร อุษมาน และอาลี (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม อัจมาอีน) ด้วย

34. ท่านได้แจ้งข่าวดีว่าแผ่นดินของกษัตริย์เปอร์เซีย โคสโรว์ และจักรพรรดิไบแซนไทน์ จะถูกพิชิตโดยชาวมุสลิม และทรัพย์สมบัติในคลังของพวกเขาจะถูกนำออกใช้และแจกจ่ายในหนทางของอัลลอฮฺ

35. ท่านได้บอกล่วงหน้าว่าจะมีผู้คนจำนวนมากจากอุมมะฮ์ของท่านออกทำศึกทางทะเล และสตรีนามว่า อุมมุ หิรอม (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) หนึ่งในเศาะฮาบะฮฺ จะอยู่ในการศึกครั้งนั้น ในสมัยคิลาฟะฮ์ของอุษมาน (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ชาวมุสลิมได้ออกเรือไปยังเกาะไซปรัสและทำการรบ นางอยู่ร่วมกับพวกเขา และนางได้เป็นชะฮีดที่นั่น3

36. วันหนึ่ง ท่านรอซูล 'อะลัยฮิสสลาม นั่งอยู่ในที่สูง แล้วหันไปยังผู้ติดตามท่านและกล่าวว่า "พวกท่านเห็นสิ่งที่ฉันเห็นหรือไม่ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า ฉันเห็นฟิตนะฮ์ (ความวุ่นวาย การก่อความไม่สงบ และความชั่วร้าย) ที่จะเกิดขึ้นท่ามกลางบ้านเรือนของพวกท่านและตามท้องถนน"
ในช่วงวันที่อุษมาน (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ได้รับสถานะชะฮีด และต่อมาในสมัยของยะซีด ได้เกิดฟิตนะฮ์ครั้งใหญ่ในมะดีนะฮ์ เลือดของผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลบนท้องถนน

37. วันหนึ่ง ท่านได้บอกล่วงหน้าว่าภรรยาคนหนึ่งของท่านจะลุกขึ้นต่อต้านคิลาฟะฮ์ เมื่ออาอิชะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) หัวเราะขำขันกับคำบอกเล่านี้ ท่านกล่าวว่า "โอ้ ฮุมัยรออ์4! อย่าลืมคำพูดของฉันครั้งนี้ บางทีเธออาจเป็นหญิงผู้นั้นก็ได้"
จากนั้นท่านหันไปหาอาลี (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) และกล่าวว่า "หากวันหนึ่งเจ้ามีอำนาจตัดสินเกี่ยวกับนาง จงปฏิบัติต่อนางด้วยความอ่อนโยน"
สามสิบปีต่อมา อาอิชะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้ทำสงครามกับอาลี (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) และถูกจับโดยเขา อาลีได้แสดงความเมตตาและให้เกียรตินาง และส่งนางจากบัสเราะฮ์กลับไปยังมะดีนะฮ์

38. ท่านกล่าวแก่ มุอาวียะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ว่า "หากวันหนึ่งเจ้าจะได้ปกครองอุมมะฮ์ของฉัน จงตอบแทนผู้ที่กระทำความดี และจงให้อภัยแก่ผู้ที่กระทำความผิด"
มุอาวียะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) เป็นผู้ว่าการดามัสกัสเป็นเวลายี่สิบปีในสมัยคิลาฟะฮ์ของอุมัรและอุษมาน (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์เป็นเวลายี่สิบปี

39. วันหนึ่ง ท่านกล่าวว่า "มุอาวียะฮ์จะไม่พ่ายแพ้" เมื่ออาลี (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ได้ยินหะดีษนี้ในระหว่างการรบที่ศิฟฟีน เขากล่าวว่า "หากฉันได้ยินถ้อยคำนี้ก่อน ฉันจะไม่ต่อสู้กับมุอาวียะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) เลย"

40. ท่านกล่าวแก่ อัมมาร อิบนุ ยาซิร (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ว่า "เจ้าจะถูกสังหารโดยผู้ก่อกบฏ โดยบาฆี" และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ อัมมารได้เป็นชะฮีด ขณะที่เขาและอาลี (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ต่อสู้กับมุอาวียะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ)

41. ท่านกล่าวถึงฮะซัน ผู้เป็นบุตรของฟาฏิมะฮ์ บุตรหญิงของท่าน (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา) ว่า "บุตรของฉันผู้นี้เป็นแหล่งแห่งค็อยรฺ (ความดีงาม) อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขาเป็นเหตุแห่งสันติภาพระหว่างกองทัพมุสลิมใหญ่สองฝ่าย"
หลายปีต่อมา เมื่อฮะซันกำลังจะทำสงครามกับมุอาวียะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ด้วยกองทัพขนาดใหญ่ เขาได้สละและมอบคิลาฟะฮ์อันชอบธรรมให้แก่มุอาวียะฮ์ เพื่อป้องกันฟิตนะฮ์และการนองเลือดของชาวมุสลิม

42. อับดุลลอฮฺ อิบนุ ซุบัยร์ฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา) ได้ดื่มเลือดของรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) หลังจากการกรอกเลือด เมื่อท่านนบีเห็นเช่นนั้น ท่านกล่าวว่า
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าจะต้องประสบกับสิ่งใดจากผู้คน และพวกเขาจะต้องประสบกับสิ่งใดจากเจ้า และไฟญะฮันนัมนั้นจะไม่เผาไหม้เจ้า"
ต่อมา เมื่ออับดุลลอฮฺ อิบนุ ซุบัยร์ฺประกาศคิลาฟะฮ์ของตนในมักกะฮฺ อับดุลมาลิก อิบนุ มัรวาน ได้ส่งฮัจญาจจากดามัสกัสมายังมักกะฮฺพร้อมกองทัพใหญ่ พวกเขาจับตัวและทำการสังหารอับดุลลอฮฺ

43. วันหนึ่ง ท่านได้มองไปยังมารดาของอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส และกล่าวว่า "ท่านจะได้บุตรชายคนหนึ่ง เมื่อลูกเกิดแล้ว จงพาเขามาหาฉัน"
ต่อมา เมื่อทารกได้ถือกำเนิดขึ้น พวกเขาก็พาเด็กนั้นมาหารอซูลุลลอฮฺ ท่านได้กล่าวอะซานและอิกอมะฮ์ข้างหูของเด็ก และแตะน้ำลายของท่านลงในปากของเขา จากนั้นท่านตั้งชื่อให้ว่า อับดุลลอฮฺ และส่งเด็กคืนให้มารดา พร้อมกล่าวว่า "จงพาบิดาแห่งคอลีฟะฮ์กลับไปด้วยเถิด"
เมื่ออับบาส บิดาของเด็กได้ยินเช่นนั้น เขาจึงมาหาท่านนบีและถามถึงถ้อยคำนี้ ท่านตอบว่า
"ใช่ ฉันได้กล่าวเช่นนั้น เด็กผู้นี้คือบิดาแห่งคอลีฟะฮ์ ในหมู่พวกเขาจะมีผู้หนึ่งซึ่งจะละหมาดร่วมกับ ซัฟฟาฮ์ มะฮ์ดี และอีซา ('อะลัยฮิสสลาม)" ต่อมา ได้มีคอลีฟะฮ์จำนวนมากปกครองรัฐอับบาซียะฮ์ และทั้งหมดล้วนสืบเชื้อสายมาจากอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส

44. วันหนึ่ง ท่านรอซูลกล่าวว่า "จะมีผู้คนจำนวนมากที่ถูกเรียกว่า รอฟิฎี ปรากฏขึ้นในหมู่อุมมะฮ์ของฉัน พวกเขาจะออกจากศาสนาอิสลาม"

45. ท่านได้วิงวอนให้แก่ผู้คนจำนวนมากในหมู่เศาะฮาบะฮฺของท่าน การวิงวอนเหล่านั้นล้วนได้รับการตอบรับ และผลของมันก็ปรากฏให้เห็น
อาลี (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า รอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ต้องการส่งข้าพเจ้าไปยังเยเมนในฐานะกอฎี (ผู้พิพากษา) ข้าพเจ้ากล่าวว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ! ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะตัดสินคดีอย่างไร" ท่านจึงวางมืออันประเสริฐของท่านบนอกของข้าพเจ้า และวิงวอนว่า
"โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์! โปรดทรงทำให้สิ่งที่ถูกต้องมั่นคงอยู่ในหัวใจของเขา และโปรดประทานคุณลักษณะของการกล่าวความจริงแก่เขา"
นับแต่นั้นมา ข้าพเจ้าสามารถรับรู้ได้เสมอว่าผู้ใดเป็นฝ่ายถูกในหมู่ผู้ร้องเรียน และคำตัดสินของข้าพเจ้าก็ถูกต้องเสมอ

"โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ โปรดทรงทำให้บุคคลผู้นี้เป็นปราชญ์ผู้ลึกซึ้งในศาสนา และเป็นผู้ครอบครองฮิกมะฮ์ โปรดทรงประทานความรู้แห่งอัลกุรอานแก่เขา"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

46. บุคคลสิบคนที่ท่านรอซูลุลลอฮฺได้แจ้งข่าวดีว่าพวกเขาจะเข้าสู่ญันนะฮ์ ถูกเรียกว่า 'อัชเชาะเราะฮ์ อัลมุบัชเชาะเราะฮ์ สะอฺด์ อิบนุ อบี วักกอศ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) เป็นหนึ่งในนั้น ในศึกอุฮุด ท่านนบีผู้เป็นที่รักกล่าวว่า "โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์! โปรดทรงทำให้ลูกธนูของเขายิงเข้าเป้าหมาย และโปรดทรงตอบรับดุอาของเขา" นับแต่นั้นมา ทุกดุอาของสะอฺด์ได้รับการตอบรับ และลูกธนูทุกดอกที่เขายิงก็ถูกศัตรู

47. ท่านวางมือของท่านบนหน้าผากของอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส บุตรของลุงของท่าน และกล่าวว่า "โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ โปรดทรงทำให้บุคคลผู้นี้เป็นปราชญ์ผู้ลึกซึ้งในศาสนา และเป็นผู้ครอบครองฮิกมะฮ์ โปรดทรงประทานความรู้แห่งอัลกุรอานแก่เขา"
นับแต่นั้นมา อับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส ก็ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนในยุคของเขา ทั้งในศาสตร์ทั้งปวง โดยเฉพาะตัฟซีร หะดีษ และฟิกฮ์ เหล่าเศาะฮาบะฮฺและตาบิอีนต่างเรียนรู้จากเขา เขาเป็นที่รู้จักในนาม "ตัรญุมาน อัลกุรอาน" (ผู้แปลและผู้ถอดความอัลกุรอาน) "บะหฺร อัลอิลม์" (มหาสมุทรแห่งความรู้) และ "รออีส อัลมุฟัซซิรีน" (ผู้นำแห่งบรรดานักตัฟซีร) ดินแดนอิสลามเต็มไปด้วยศิษย์ของเขา5

48. สำหรับอนัส อิบนุ มาลิก (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ผู้รับใช้คนหนึ่งของท่าน ท่านได้วิงวอนว่า
"โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ โปรดทรงประทานทรัพย์สมบัติและบุตรหลานจำนวนมากแก่เขา โปรดทรงยืดอายุของเขา และโปรดทรงอภัยโทษบาปของเขา"
เมื่อเวลาผ่านไป ทรัพย์สมบัติของอนัส อิบนุ มาลิกเพิ่มพูน สวนของเขาให้ผลอุดมสมบูรณ์ทุกปี เขามีบุตรหลานจำนวนมาก และมีอายุยืนถึงหนึ่งร้อยสิบปี ช่วงปลายชีวิต เขากล่าวว่า
"โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์! พระองค์ได้ทรงตอบรับและประทานสามประการจากดุอาที่ฮะบีบของพระองค์วิงวอนให้แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ใคร่รู้ว่าพระองค์จะทรงตอบรับประการที่สี่ และทรงอภัยโทษบาปของข้าพระองค์หรือไม่" แล้วมีเสียงกล่าวว่า "เราได้ตอบรับประการที่สี่แล้วเช่นกัน จงให้หัวใจของเจ้าสงบเถิด"

49. ท่านได้ขอดุอาให้แก่ มาลิก อิบนุ ระบีอะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ว่า "ขอให้เจ้ามีบุตรจำนวนมากเถิด" และปรากฎว่ามาลิกมีบุตรชายถึงแปดสิบคน

50. มีนักกวีที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อ นาบิฆะฮ์ เมื่อเขาขับบทกวีบางบทของตน รอซูลุลลอฮฺได้ขอดุอาด้วยถ้อยคำที่รู้จักแพร่หลายในหมู่ชาวอาหรับว่า "ขอให้อัลลอฮฺทรงอย่าทำให้ฟันของเจ้าหลุดร่วง" นาบิฆะฮ์ จึงมีอายุถึงหนึ่งร้อยปี ฟันของเขายังคงขาวสะอาด เป็นระเบียบดุจไข่มุกร้อย

51. ท่านขอดุอาให้แก่ อุรวะฮ์ อิบนุ ญุอ์ดฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ว่า "โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์! โปรดทรงทำให้การค้าของเขามีกำไร" อุรวะฮ์กล่าวว่า "นับแต่นั้นมา การค้าทุกครั้งของข้าพเจ้าให้กำไรเสมอ ข้าพเจ้าไม่เคยขาดทุนเลย"

52. วันหนึ่ง ฟาฏิมะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) บุตรสาวของท่าน มาหาท่านด้วยสีหน้าซีดเผือดจากความหิวโหย ท่านวางมือของท่านบนอกของนาง และขอดุอาว่า "โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ผู้ทรงทำให้ผู้หิวโหยได้อิ่มเอม โปรดอย่าทรงปล่อยให้ฟาฏิมะฮ์ บุตรสาวของมูฮัมมัด ต้องหิวโหยเลย" ใบหน้าของฟาฏิมะฮ์ก็เปล่งปลั่งสดใสขึ้นในทันที และนางไม่เคยรู้สึกหิวอีกเลยจนกระทั่งถึงแก่การเสียชีวิต

53. ท่านขอดุอาขอความจำเริญให้แก่ อับดุรเราะห์มาน อิบนุ เอาฟ์ หนึ่งในอัชเชาะเราะฮ์ อัลมุบัชเชาะเราะฮ์ ทรัพย์สมบัติของเขาเพิ่มพูนอย่างมาก จนเลื่องลือไปทั่ว

54. ท่านกล่าวว่า "ดุอาของบรรดานบีทุกท่านได้รับการตอบรับ บรรดานบีได้วิงวอนเพื่ออุมมะฮ์ของพวกเขาในโลกนี้ แต่ฉันได้วิงวอนขอสิทธิ์ในการชะฟาอะฮ์เพื่ออุมมะฮ์ของฉันในวันกิยามะฮ์ อินชาอัลลอฮฺ ดุอาของฉันจะได้รับการตอบรับ และฉันจะชะฟาอะฮ์ให้แก่ผู้ที่มิได้ตั้งภาคี"

55. ท่านได้ไปยังหมู่บ้านบางแห่งในมักกะฮฺ และพยายามอย่างยิ่งในการเชิญชวนพวกเขาให้ศรัทธา แต่พวกเขาปฏิเสธ ท่านจึงวิงวอนให้พวกเขาประสบความยากลำบากเช่นเดียวกับความอดอยากที่เกิดขึ้นในอียิปต์ในสมัยนบียูซุฟ ('อะลัยฮิสสลาม) ปีนั้นเกิดความอดอยากอย่างรุนแรงจนพวกเขากินซากสัตว์

56. แม้ว่า อุตัยบะฮ์ บุตรของลุงของท่าน คือ อบูละฮับ จะเป็นบุตรเขยของรอซูลุลลอฮฺ ('อะลัยฮิสสลาม) เขามิได้เพียงยืนกรานปฏิเสธท่านเท่านั้น แต่ยังทำให้ท่านผู้เป็นซัรวัร (ผู้นำแห่งบรรดานบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) โศกเศร้าอย่างยิ่ง เขาได้หย่าภรรยาของตน คือ อุมมุกุลษูม บุตรสาวผู้ประเสริฐของท่าน และกล่าวถ้อยคำอันหยาบช้า รอซูลุลลอฮฺเสียใจมากและได้ขอวิงวอนว่า
"โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์! โปรดทรงให้หนึ่งในเขี้ยวของพระองค์ลงโทษเขาเถิด"
วันหนึ่ง ขณะที่อุตัยบะฮ์กำลังเดินทางไปยังดามัสกัสเพื่อการค้า คืนนั้นเขานอนหลับอยู่ท่ามกลางสหายของเขา มีสิงโตตัวหนึ่งมาและดมกลิ่นทุกคนในคณะ เมื่อมันมาถึงอุตัยบะฮ์ มันก็ฉีกเขาเป็นชิ้น ๆ

57. มีชายคนหนึ่งกำลังกินอาหารด้วยมือซ้าย ท่านนบีกล่าวแก่เขาว่า "จงกินด้วยมือขวา"
ชายผู้นั้นโกหกท่านโดยกล่าวว่า "แขนขวาของข้าพเจ้าขยับไม่ได้" รอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า "เช่นนั้น ขอให้มือขวาของเจ้าอย่าขยับอีกเลย"6นับแต่นั้นมา ชายผู้นั้นไม่สามารถยกมือขวาขึ้นได้อีกเลยจนกระทั่งเสียชีวิต

58. รอซูลุลลอฮฺได้ส่งจดหมายถึงกษัตริย์เปอร์เซีย โคสโรว์ ปัรวีซ เชิญชวนเขาสู่อิสลาม กษัตริย์ผู้ต่ำทรามผู้นั้นฉีกจดหมายเป็นชิ้น ๆ และสังหารผู้แทนที่นำจดหมายมา เมื่อรอซูล 'อะลัยฮิสสลาม ได้ยินเรื่องนี้ ท่านเสียใจอย่างยิ่งและกล่าวว่า "โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ โปรดทรงฉีกทำลายทรัพย์สมบัติของเขาให้เป็นชิ้น ๆ ดังที่เขาฉีกจดหมายของข้าพระองค์"
และขณะที่รอซูลุลลอฮฺยังมีชีวิตอยู่ โคสโรว์ถูก ซีรอวัยห์ บุตรของตน ใช้กริชสังหารตน และต่อมาในสมัยคิลาฟะฮ์ของอุมัร (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ชาวมุสลิมได้พิชิตแผ่นดินเปอร์เซียได้ทั้งหมด จนไม่เหลือทั้งเชื้อสายและทรัพย์สมบัติของโคสโรว์เลย

59. ขณะที่รอซูล 'อะลัยฮิสสลาม กำลังให้คำตักเตือน และปฏิบัติอัมรฺ บิลมะอฺรูฟ และนะฮฺยฺ อะนิลมุนกัร (การสั่งใช้สิ่งที่อิสลามกำหนด และห้ามปรามสิ่งที่อิสลามห้าม) ที่ในตลาด มีชายอันธพาลคนหนึ่งชื่อ ฮะกอม อิบนุ อาศ ผู้เป็นบิดาของมัรวาน ได้เดินตามรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จากด้านหลัง กระพริบตาเยาะเย้ย และทำหน้าตาทะเล้นใส่ท่าน เมื่อรอซูล 'อะลัยฮิสสลาม หันกลับมาเห็นสภาพอันน่าเกลียดนั้น ท่านกล่าวว่า "ขอเจ้าจงคงอยู่ในสภาพที่เจ้าแสดงออกนั้นเถิด" และใบหน้าของเขาก็เป็นเช่นนั้นตลอดไปจนกระทั่งเสียชีวิต

60. อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงปกป้องฮะบีบของพระองค์จากอันตรายอยู่เสมอ อบูญะฮัลเป็นศัตรูที่ร้ายแรงที่สุดของรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) วันหนึ่ง เขายกก้อนหินก้อนใหญ่ขึ้นเพื่อจะฟาดศีรษะอันประเสริฐของท่าน แต่เขาเห็นงูสองตัวอยู่บนบ่าของรอซูลุลลอฮฺ หินจึงหลุดจากมือของเขา และเขาก็วิ่งหนีไป

"โอ้ ศาสนทูตผู้ยิ่งใหญ่ อัลลอฮฺจะทรงปกป้องเจ้าจากอันตรายของผู้คน"
ซูเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์ อายะฮ์ 67

61. วันหนึ่ง ขณะที่รอซูลุลลอฮฺกำลังละหมาดอยู่ข้างกะอฺบะฮฺ อัลมุอัซซะมะฮ์ อบูญะฮัลผู้ชั่วช้าได้ฉวยโอกาสเดินเข้าหาท่านพร้อมมีด แต่แล้วก็หันหลังกลับและวิ่งหนีไป เมื่อภายหลังสหายของเขาถามว่าทำไมเขาจึงหวาดกลัว เขาอธิบายว่า "ฉันเห็นคูน้ำที่เต็มไปด้วยไฟอยู่ระหว่างฉันกับมูฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และมีผู้คนจำนวนมากยืนรอฉันอยู่ หากฉันก้าวไปอีกก้าวหนึ่ง พวกเขาจะจับฉันและโยนฉันลงไปในไฟนั้น"
เมื่อมุสลิมได้ยินเรื่องนี้และถามรอซูลุลลอฮฺ ท่านกล่าวว่า "มะลาอิกะฮฺของอัลลอฮฺ ตะอาลา จะจับเขาและฉีกเขาเป็นชิ้น ๆ"

62. ในปีที่สี่หลังฮิจเราะฮ์ ขณะที่รอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กำลังสนทนากับเศาะฮาบะฮฺของท่านอยู่ใต้กำแพงป้อมของชาวยิวเผ่าบนีนะฎีร ชาวยิวคนหนึ่งต้องการจะโยนหินโม่ก้อนใหญ่จากด้านบนลงมา เมื่อเขาเอื้อมมือไปจับหิน มือทั้งสองของเขาก็เป็นอัมพาตในทันที

63. เป็นปีที่เก้าหลังฮิจเราะฮ์ ผู้คนจำนวนมากเดินทางมาจากแดนไกลเพื่อเข้ารับอิสลาม มีผู้ปฏิเสธศรัทธาสองคนชื่อ อามิร และอัรบัด แฝงตัวเข้ามาในฝูงชน ขณะที่อามิรกำลังบอกกับรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ว่าพวกเขาได้เป็นมุสลิมแล้ว อัรบัดก็ลอบเข้ามาด้านหลังรอซูลุลลอฮฺและพยายามชักดาบออกจากฝัก มือของเขากลับเป็นอัมพาต เมื่ออามิรทำท่าทางราวกับจะถามว่า "เหตุใดเจ้าจึงชักช้า" รอซูล 'อะลัยฮิสสลาม กล่าวว่า "อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงปกป้องฉันจากอันตรายของพวกเจ้าทั้งสองแล้ว"
เมื่อทั้งสองออกไป อามิรถามอัรบัดว่าเหตุใดเขาจึงไม่ทำตามที่ตกลงกันไว้ เขาตอบว่า "ข้าจะทำได้อย่างไร ข้าพยายามชักดาบหลายครั้ง แต่ทุกครั้งข้าเห็นเจ้าขวางอยู่ระหว่างเรา"
ไม่กี่วันต่อมา ในวันที่แดดจ้า ท้องฟ้ากลับมีเมฆปกคลุมอย่างกะทันหัน และอัรบัดกับอูฐของเขาถูกฟ้าผ่าจนเสียชีวิต

64. วันหนึ่ง รอซูล 'อะลัยฮิสสลาม อาบน้ำละหมาด และสวมเมสต์ (รองเท้าหุ้มกันน้ำที่ปกปิดส่วนของเท้าที่เป็นฟัรฎูในการอาบน้ำละหมาด) ขณะที่ท่านกำลังจะสวมอีกข้างหนึ่ง นกตัวหนึ่งได้คาบเมสต์นั้นขึ้นไปและเขย่าอยู่กลางอากาศ งูตัวหนึ่งจึงตกลงมา จากนั้นนกก็ปล่อยเมสต์ลงพื้นและบินจากไป นับแต่นั้นมา การเขย่ารองเท้าก่อนสวมจึงกลายเป็นหนึ่งในซุนนะฮ์

65. รอซูล 'อะลัยฮิสสลาม เคยมอบหมายให้เศาะฮาบะฮฺของท่านทำหน้าที่อารักขาท่านในการฆ็อซวะฮฺและในทะเลทราย เมื่ออายะฮ์ที่ 67 แห่งซูเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์ถูกประทานลงมา โดยมีความหมายว่า "อัลลอฮฺจะทรงปกป้องเจ้าจากอันตรายของผู้คน" ท่านจึงยกเลิกการอารักขานั้น และท่านสามารถเดินเพียงลำพังท่ามกลางศัตรู และนอนหลับเพียงลำพังโดยไม่รู้สึกหวาดกลัวใด ๆ

66. อนัส อิบนุ มาลิก เล่าว่า "รอซูลุลลอฮฺมีผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งที่ท่านใช้เช็ดใบหน้า เมื่อมันสกปรก ท่านจะนำมันใส่ลงไปในไฟ สิ่งสกปรกจะไหม้ไป แต่ผ้าเช็ดหน้าไม่ไหม้ กลับสะอาดดังเดิม"

67. ท่านดื่มน้ำจากถังซึ่งตักขึ้นมาจากบ่อ แล้วเทน้ำที่เหลือกลับลงไปในบ่อ นับแต่นั้นมา บ่อน้ำนั้นก็มีกลิ่นหอมดุจชะมดเชียงอยู่เสมอ

68. อุรวะฮ์ อิบนุ ฟิรกอด (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ป่วยเป็นโรคลมพิษทั่วร่างกาย รอซูล 'อะลัยฮิสสลาม ถอดเสื้อผ้าของเขาออก บ้วนน้ำลายลงบนฝ่ามืออันประเสริฐของท่าน และลูบร่างกายของเขาด้วยมือของท่าน ผู้ป่วยก็หายเป็นปกติ และร่างกายของเขามีกลิ่นหอมดุจชะมดเชียง ความหอมนี้คงอยู่นานเป็นเวลายาวนาน

69. วันหนึ่ง ขณะที่รอซูล 'อะลัยฮิสสลาม กำลังละหมาดอยู่ ชัยฏอนเข้ามาและพยายามรบกวนการละหมาดของท่าน ท่านจึงจับชัยฏอนนั้นไว้ด้วยมืออันประเสริฐของท่าน และปล่อยมันไปเมื่อมันสัญญาว่าจะไม่รบกวนการละหมาดของท่านอีก

70. อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุบัยย์ อิบนุ สะลูล หัวหน้าของบรรดามุนาฟิก (ผู้หน้าไหว้หลังหลอก) ในมะดีนะฮ์ ได้ส่งคนไปเชิญรอซูลุลลอฮฺมาหาเขาในช่วงใกล้เสียชีวิต และวิงวอนว่า "ขอท่านโปรดให้เสื้อที่ท่านสวมอยู่นี้แก่ฉัน เพื่อใช้เป็นผ้าห่อศพของฉันเถิด"
เนื่องจากเป็นนิสัยของท่านนบีที่จะให้ทุกสิ่งเวลามีใครขออะไรจากท่าน ท่านจึงมอบเสื้อของท่านให้แก่เขา และยังได้ละหมาดญะนาซะฮ์ให้แก่เขาหลังจากเขาเสียชีวิตอีกด้วย ด้วยความเอื้อเฟื้ออันยิ่งใหญ่ของรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) นี้เอง มุนาฟิกในมะดีนะฮ์จำนวนหนึ่งพันคนได้เข้ารับอิสลาม

71. ในหมู่ผู้ปฏิเสธศรัทธาจากกุร็อยช์นั้น วะลีด อิบนุ มุฆีเราะฮ์, อาศ อิบนุ วาอิล, ฮาริษ อิบนุ ก็อยส์, อัสวัด อิบนุ ยะฆูษ และอัสวัด อิบนุ มุตตอลิบ เป็นผู้ที่ล่วงเกินและทรมานรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) อย่างรุนแรงยิ่งกว่าใคร ญิบรีล ('อะลัยฮิสสลาม) ได้นำอายะฮ์ที่ 95 แห่งซูเราะฮ์อัลหิจร์มาประทาน โดยมีความหมายว่า "แท้จริงเราจะลงโทษบรรดาผู้ที่เยาะเย้ยเจ้า…" และได้ชี้ไปยังเท้าของวะลีด ส้นเท้าของคนที่สอง จมูกของคนที่สาม ศีรษะของคนที่สี่ และดวงตาของคนที่ห้า ลูกศรได้พุ่งทะลุเท้าของวะลีด ด้วยความหยิ่งผยองของเขา เขาไม่ยอมก้มหัวลงเพื่อดึงลูกศรออก ส่วนที่เป็นโลหะของลูกศรได้แทงเข้าไปถึงเอ็นข้อเท้า ทำให้เขาเป็นโรคเกี่ยวกับเส้นประสาท ส่วน อาศ ได้เหยียบหนามแหลมซึ่งแทงลึกเข้าไปในส้นเท้าของเขา ทำให้บวมพองราวกับถุงน้ำ ฮาริษ มีเลือดกำเดาไหลออกไม่หยุด และอัสวัดคนหนึ่งที่กำลังนั่งอย่างสุขสำราญใต้ต้นไม้แต่ศีรษะกลับกระแทกเข้ากับต้นไม้ ส่วนอัสวัดอีกคนหนึ่งตาบอด และพวกเขาทั้งหมดก็ถูกกำจัดสิ้น

72. ในเผ่าบนีนัจญาร ณ มะดีนะฮ์ มีสตรีผู้หนึ่งที่มีความงดงามอย่างยิ่ง ญินตนหนึ่งได้หลงรักนางและมาหานางอยู่เสมอ วันหนึ่ง หลังจากรอซูล 'อะลัยฮิสสลาม อพยพมายังมะดีนะฮ์ ญินตนนั้นกำลังนั่งอยู่บนกำแพงหน้าบ้านของนาง เมื่อสตรีผู้นั้นเห็นเขา จึงถามว่า "เหตุใดท่านจึงไม่มาหาฉันอีก"
ญินตอบว่า "ท่านนบีของอัลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ห้ามการซินาและการกระทำที่เป็นฮะรอมทั้งปวงแล้ว"

73. ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า บิอ์ร มะอูนะฮ์ ผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ผิดสัญญาและสังหารเศาะฮาบะฮฺเจ็ดสิบคน ยกเว้นเพียงหนึ่งหรือสองคน ในหมู่พวกเขามีอามิร อิบนุ ฟุฮัยเราะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ศรัทธากลุ่มแรกและเป็นอดีตทาสที่อบูบักร (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ปลดปล่อย เมื่ออามิรถูกแทงด้วยหอกจนถึงแก่ชะฮีด มะลาอิกะฮฺได้ยกเขาขึ้นสู่ท้องฟ้าต่อหน้าต่อตาผู้ปฏิเสธศรัทธา เมื่อเหตุการณ์นี้ถูกรายงานต่อรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ท่านกล่าวว่า
"มะลาอิกะฮฺแห่งญันนะฮ์ได้ฝังเขา และดวงวิญญาณของเขาถูกยกขึ้นสู่ญันนะฮ์"

74. สะอ์ดฺ อิบนุ มุอ๊าซ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ได้รับบาดเจ็บในสงครามอุฮุด และไม่นานก็ได้ถึงแก่ชะฮีด รอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้แจ้งว่า มะลาอิกะฮฺเจ็ดหมื่นองค์ได้เข้าร่วมละหมาดญะนาซะฮ์ของเขา ขณะที่กำลังขุดหลุมฝังศพ กลิ่นหอมดุจชชะมดเชียงได้ฟุ้งกระจายไปทั่ว

75. มีเศาะหาบีคนหนึ่งชื่อ เซฟีนะฮ์ ผู้ซึ่งได้รับการปลดปล่อยจากทาสให้เป็นอิสระ โดยอุมมุสะละมะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ภรรยาคนหนึ่งของรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เขาไม่เคยบกพร่องในการรับใช้รอซูลุลลอฮฺเลย ในการศึกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นการต่อสู้กับกองทัพไบแซนไทน์ เขาพลัดหลงจากกองทัพและถูกผู้ปฏิเสธศรัทธาจับตัวไป ต่อมาเขาสามารถหลบหนีได้ และกำลังเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทาง สิงโตที่น่าสะพรึงกลัวตัวหนึ่งได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา เขากล่าวว่า "ฉันคือผู้รับใช้ของรอซูลุลลอฮฺ" และเล่าเรื่องทั้งหมดที่เขาเผชิญมาให้สิงโตฟัง สิงโตจึงเอาหน้าและดวงตามาถูเขา แล้วเดินเคียงข้างเขาไปตลอดทาง คอยอยู่ใกล้เขาเพื่อไม่ให้ศัตรูมาทำร้าย จนกระทั่งกองทัพมุสลิมปรากฏให้เห็น สิงโตจึงหันกลับและเดินจากไป

76. ชายผู้หนึ่งชื่อ ญะฮ์ญาฮ์ อัลฆ็อฟฟารี ได้ก่อการต่อต้านคอลีฟะฮ์อุษมาน (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) เขาได้ใช้เข่าหักไม้เท้าที่รอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) มักถืออยู่เป็นประจำ หนึ่งปีต่อมา ได้เกิดโรคชนิดหนึ่งเรียกว่าแอนแทรกซ์ขึ้นที่หัวเข่าของเขา และโรคนั้นเป็นสาเหตุให้เขาเสียชีวิต

77. มุอาวียะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) เดินทางจากดามัสกัสมาประกอบพิธีฮัจญ์ และมีความตั้งใจจะนำเอามิมบัรของรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จากมะดีนะฮ์ กลับไปยังดามัสกัส เพื่อความบะรอกัตทางจิตวิญญาณ แต่เมื่อมีการขยับมิมบัรนั้น ดวงอาทิตย์ก็ได้เกิดสุริยุปราคา ความมืดปกคลุมไปทั่ว จนกระทั่งเห็นดวงดาวบนท้องฟ้า เขาจึงละความตั้งใจนั้นไป

78. ในสงครามอุฮุด ดวงตาข้างหนึ่งของอบู กอตาดะฮ์ หลุดออกจากเบ้าและตกลงมาที่แก้มของเขา พวกเขาพาเขาไปหารอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ท่านใช้มือของท่านใส่ดวงตานั้นกลับเข้าไปในเบ้า และขอดุอาว่า "โอ้ พระผู้เป็นเจ้า โปรดทำให้ดวงตาของเขางดงามเถิด" ดวงตาข้างนั้นของอบู กอตาดะฮ์ กลับสวยงามกว่าดวงตาอีกข้าง และมีสายตาดีกว่าด้วย
วันหนึ่ง หลานของอบู กอตาดะฮ์อยู่ต่อหน้าคอลีฟะฮ์ อุมัร อิบนุ อับดุลอะซีซ เมื่อคอลีฟะฮ์ถามว่าเขาเป็นใคร เขาได้ขับขานโคลงบทหนึ่งว่าเขาเป็นหลานของผู้ที่รอซูลุลลอฮฺเคยใส่ดวงตาให้ด้วยมือของท่าน เมื่อคอลีฟะฮ์ได้ยินโคลงนั้น เขาก็ให้เกียรติและแสดงความเมตตาต่อเขาอย่างยิ่ง

79. อิยาส อิบนุ สะละมะฮ์ เล่าว่า ในสงครามค็อยบัร รอซูลุลลอฮฺส่งข้าไปตามอาลี (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ซึ่งกำลังเจ็บตาอยู่ ฉันจูงมือเขามาด้วยความยากลำบาก รอซูลุลลอฮฺได้พ่นน้ำลายลงบนปลายนิ้วของท่าน แล้วลูบเบา ๆ บนดวงตาของอาลี จากนั้นท่านมอบธงให้เขา และส่งเขาไปต่อสู้ที่ประตูเมืองค็อยบัร อาลี (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ได้ดึงประตูเมืองซึ่งไม่สามารถเปิดได้มานานหลุดออกจากบานพับ และเหล่าสหายก็เข้าไปในป้อมปราการได้

80. วันหนึ่ง รอซูลุลลอฮฺไปเยี่ยมบ้านของฟาฏิมะฮ์ บุตรสาวของท่าน และถามถึงสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขา ฟาฏิมะฮ์กล่าวว่า "โอ้บิดาเอ๋ย ฉันและลูกชายทั้งสองของฉันไม่ได้กินหรือดื่มอะไรมาเป็นเวลาสามวันแล้ว เราอดทนต่อความหิวได้ แต่สภาพของฮะซันและฮุเซนทำให้ฉันเศร้าใจยิ่ง"
รอซูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า "โอ้ ฟาฏิมะฮ์ ลูกที่รักของฉัน พวกเจ้าหิวมาสามวันแล้ว ส่วนฉันหิวมาสี่วัน" ท่านรู้สึกเศร้าใจอย่างยิ่งที่หลานชายทั้งสองของท่าน คือฮะซันและฮุเซน ต้องทนกับความหิว

81. อาลีออกไปทำงานเพื่อหาเลี้ยงบุตรชายของเขา เมื่อออกไปนอกมะดีนะฮ์ เขาเห็นชาวบ้านคนหนึ่งกำลังพยายามตักน้ำจากบ่อเพื่อให้สัตว์ของเขาดื่ม
อาลีเข้าไปถามว่า "โอ้ ชาวอาหรับ ท่านต้องการคนช่วยตักน้ำแลกค่าจ้างหรือไม่"
ชาวบ้านตอบว่า "ใช่ ข้ากำลังมองหาคนเช่นนั้นอยู่ หากเจ้าต้องการ ก็มาตักน้ำให้สัตว์ของข้า ข้าจะให้ผลอินทผลัมสามผลต่อหนึ่งถังน้ำ"
อาลีตกลงและเริ่มตักน้ำ เมื่อเขาตักได้เก้าถัง เชือกของถังน้ำก็ขาด ถังตกลงไปในบ่อ ชาวบ้านลุกขึ้นด้วยความโกรธ และได้ตบหน้าอาลี
จากนั้นเขาให้ผลอินทผลัมยี่สิบสี่ผลเป็นค่าจ้างสำหรับน้ำแปดถัง อาลีรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง เขาจึงเหยียดแขนลงไปในบ่อ หยิบถังน้ำขึ้นมา วางไว้ข้างบ่อ แล้วจากไป
ชาวบ้านตกตะลึง แขนของเขาจะยาวไปถึงก้นบ่ออันลึกนั้นได้อย่างไร ชายผู้นี้เป็นผู้ตามศาสนาที่กำลังถูกกล่าวถึงหรือไม่ ด้วยความพิศวง ชาวบ้านผู้นั้นจึงกล่าวว่า "ศาสดาของเขาเป็นศาสดาที่แท้จริง ข้าได้ศรัทธาแล้ว"

เขารู้สึกผิดอย่างยิ่งที่ได้ก่ออาชญากรรมอันร้ายแรงเช่นนั้น เขาพึมพำกับตนเองว่า "มือที่ยกขึ้นทำร้ายบุคคลสำคัญเช่นนี้ สมควรถูกตัดทิ้ง กระดูกของมันสมควรถูกทำลายด้วย" เขาจึงหยิบดาบขึ้นมาและฟันลงที่ข้อมือของตนเอง มือของเขาขาดออก

แม้จะเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่หัวใจของเขากลับสงบลง เขาหยิบมือที่ถูกตัดขาดนั้น และมุ่งหน้าไปยังมัสยิดอันนะบะวีทันที เขาถามเหล่าเศาะฮาบะฮฺว่า ท่านนบีอยู่ที่ใด พวกเขาบอกว่า ท่านได้ไปยังบ้านของบุตรสาวของท่าน เขาจึงทราบตำแหน่งบ้านของฟาฏิมะฮ์ และเดินทางไปที่นั่น

ขณะนั้น ท่านรอซูลุลลอฮฺกำลังให้อัลฮะซันและอัลฮุเซน หลานทั้งสองของท่าน นั่งอยู่บนตักของท่าน และกำลังป้อนอินทผลัมที่มีผู้นำมามอบ

เมื่อชาวบ้านผู้นั้นคิดถึงความผิดอันใหญ่หลวงที่ตนได้กระทำ เขารู้สึกราวกับจะเสียสติ น้ำตาไหลออกจากดวงตาไม่ขาดสายราวกับสายน้ำ

เขามาถึงบ้านของฟาฏิมะฮ์ในสภาพนั้น เคาะประตู เจ้าแห่งสากลโลกก็ออกมาจากประตูบ้านดุจดังดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงเจิดจ้า เมื่อชาวบ้านคนนั้นเห็นท่าน เขาก็ร้องขอว่า
"ข้าขอปฏิญาณว่าท่านคือรอซูลของอัลลอฮฺ ข้าสำนึกผิดในสิ่งที่ข้าได้กระทำ โปรดยกโทษให้ข้าเถิด โอ้ รอซูลุลลอฮฺ!"

ท่านนบีถามว่า "เหตุใดเจ้าจึงตัดมือของตนเอง" เขาตอบว่า "เพราะข้ารู้สึกอับอายที่ยังมีมือที่ได้ทำร้ายใบหน้าอันประเสริฐของผู้ที่ศรัทธาในท่าน ขอให้ชีวิตของข้าถูกได้สละเพื่อท่านเถิด โอ้ รอซูลุลลอฮฺ"

รอซูลุลลอฮฺ ผู้เป็นดั่งมหาสมุทรแห่งความเมตตา ได้รับมือที่ถูกตัดขาดจากชาวบ้านนั้น แล้วกล่าวว่า "บิสมิลลาฮิรเราะฮ์มานิรเราะฮีม" จากนั้นท่านนำมือที่ขาดไปวางบนข้อมือที่เลือดกำลังไหล และด้วยอนุญาตของอัลลอฮฺ และเป็นมุอ์ญิซาตของรอซูลุลลอฮฺ มือข้างนั้นก็กลับคืนสู่สภาพเดิม อัลลอฮฺทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง พระองค์ทรงเดชาสามารถเหนือทุกสรรพสิ่ง

"โอ้ พระผู้เป็นเจ้า นี่คือลุงของข้า และนี่คืออะฮ์ลุลบัยต์ของข้า ดังที่ข้าได้คลุมพวกเขาไว้ ขอพระองค์ทรงคลุมและปกป้องพวกเขาจากไฟแห่งญะฮันนัมด้วยเถิด"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ